Share

บทที่ 3

last update publish date: 2026-10-15 12:00:29

ความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่นางจะเผยพิรุธไม่ได้ หยางมี่กลืนรสคาวเลือดจากริมฝีปากที่เผลอกัดแน่นลงคอ แล้วแสร้งตัวสั่นด้วยความกลัวลนลาน

“ขะ... ข้าน้อยไม่เข้าใจว่าใต้เท้าหมายถึงสิ่งใดขอรับ!”

นางเค้นเสียงร้องอย่างน่าเวทนา

“ข้าน้อยเป็นเพียงคนขลาด ไร้อำนาจจะไปหักหลังผู้ใด ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดใต้เท้า!”

จ้าวอู๋จี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เขานิ่งเงียบอยู่นานจนความเงียบนั้นบีบคั้นไม่ต่างจากเครื่องทรมาน

ในที่สุด เขาก็ค่อย ๆ ปล่อยมือ ล้วงมีดสั้นประดับอัญมณีสีชาดออกมาจากอกเสื้อ เมื่อปลดฝักออก คมมีดสีเงินก็สะท้อนแสงไฟวับวาว

เขาเดินอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลังของนางอย่างเงียบเชียบ

หยางมี่เกร็งร่างจนแข็งทื่อ เมื่อสัมผัสได้ถึงคมมีดเย็นเฉียบที่แตะลงบนผิวเนื้อบริเวณหลังคอ ซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อหลวมโพรก

แควก...

คมมีดสะกิดสาบเสื้อฝ้ายเก่าจนขาดออกช้า ๆ จากนั้นจึงลากผ่านแนวกระดูกไหปลาร้าอย่างเนิบนาบ สัมผัสเย็นเยียบทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่าง

จ้าวอู๋จี้โน้มใบหน้าลงมา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างใบหู

“คืนนี้... ข้าจะให้เวลาเจ้าทบทวนความจำในคุกนี้เงียบ ๆ”

น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ

“ลองนึกดูให้ดีว่าเจ้าเคยทำเรื่องอะไรไว้บ้าง”

เขาเก็บมีดสั้นกลับเข้าฝักแล้วก้าวถอยหลัง

“หวังว่าพรุ่งนี้เจ้าจะยอมพูดความจริง ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน แล้วลอกหน้ากากจอมปลอมของเจ้าออกมา... ทีละชิ้น!”

จ้าวอู๋จี้หมุนตัวเดินจากไป ชายเสื้อคลุมสะบัดตามแรงก้าว เสียงฝีเท้าค่อย ๆ กลืนหายไปในความมืด ก่อนที่ประตูกรงเหล็กจะถูกปิดกระแทกลง

ปัง!

ร่างของหยางมี่ทรุดฮวบ โซ่ดึงรั้งข้อมือจนตึงเปรี๊ยะ นางหอบหายใจอยู่เหนือพื้นหินชื้นแฉะ เหงื่อเย็นชุ่มโชกไปทั้งแผ่นหลัง

นางหลับตาลงอย่างอ่อนล้า หัวใจยังคงเต้นกระหน่ำจนเจ็บแปลบ

เขารู้ความจริงแล้วและกำลังบีบให้นางสารภาพ หรือเขายังไม่แน่ใจจึงจงใจข่มขวัญกันแน่?

แต่สิ่งเดียวที่นางมั่นใจในค่ำคืนนี้คือ... คุกใต้ดินศาลต้าหลี่ไม่ใช่สถานที่ที่นางจะหลบหนีออกไปได้โดยง่ายอีกต่อไป

ค่ำคืนในคุกใต้ดินผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมานราวกับอยู่ในห้วงอเวจี

หยางมี่ข่มตานอนไม่หลับแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว ความหนาวเย็นจากพื้นหินชื้นแฉะแทรกซึมลึกเข้ากระดูก โซ่ตรวนที่รั้งข้อมือทั้งสองข้างเสียดสีจนเนื้อถลอกแดงก่ำ ทว่าความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความหวาดระแวงที่กัดกินหัวใจจนแทบบ้า

ถ้อยคำเชือดเฉือนของจ้าวอู๋จี้ยังคงดังก้องหลอกหลอนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

‘เจ้าเคยทิ้งใครสักคนให้จมอยู่ในนรก แล้วตัวเองหนีไปอย่างขี้ขลาดหรือไม่?’

นางพยายามหลอกตัวเองว่าเขาอาจแค่หยั่งเชิง คราบเขม่าควันกับรอยโคลนหนาเตอะบนใบหน้าคงยังช่วยพรางตัวตนไว้ได้ แต่ทุกครั้งที่นึกถึงสายตาคมกริบคู่นั้น ความหวังอันริบหรี่ก็พลันมอดดับลง

หากเขาจำได้แต่แรก เหตุใดถึงไม่กระชากหน้ากากนางตั้งแต่เมื่อคืน? เหตุใดต้องทนฟังคำแก้ตัวเหล่านั้นจนจบ?

หยางมี่เม้มปากแน่น นางไม่กล้าคิดหาคำตอบ ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าตราบใดที่เขายังไม่เอ่ยชื่อ นางก็ยังต้องเล่นละครต่อไป แม้จะเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่เปราะบางเต็มที

แกรก... กึก!

เสียงปลดแม่กุญแจเหล็กดังสะท้อนดึงสติของนางกลับมา

หยางมี่สะดุ้งเงยหน้าขึ้นทันที โซ่ที่ข้อมือขยับตามจนแผลเสียดสีแสบวาบ

บานประตูกรงเหล็กถูกผลักออก ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำก้าวเข้ามา กลิ่นอายกดดันเยียบเย็นแผ่กระจายจนอากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งลงทันตา

จ้าวอู๋จี้หยุดยืนตรงหน้านาง สายตาคมปรายมองถังน้ำเย็นจัดที่มุมห้อง ซึ่งผู้คุมมักใช้สาดปลุกนักโทษ ก่อนจะตวัดกลับมาจ้องใบหน้ามอมแมมของนางนิ่ง

หยางมี่รีบก้มหน้าหลบสายตา

“ใต้เท้า...”

นางดัดเสียงให้แหบพร่าและสั่นระริก สวมบทบัณฑิตหนุ่มผู้ขลาดกลัวทันที

“ขะ... ข้าน้อยบอกไปหมดแล้ว ข้าน้อยไม่รู้เรื่องอันใดจริง ๆ ได้โปรดเมตตาปล่อยข้าน้อยไปเถิดขอรับ...”

จ้าวอู๋จี้ยืนนิ่งไม่ไหวติง แววตาที่มองลงมาแฝงรอยเย้ยหยันและชิงชังลึกซึ้ง

“บอกไปหมดแล้วอย่างนั้นหรือ?”

เขาทวนคำช้า ๆ น้ำเสียงราบเรียบทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก

“แต่ข้ากลับคิดว่า... เจ้ายังซ่อนความจริงเอาไว้อีกมาก บัณฑิตน้อย”

คำเรียกขานนั้นทำให้หยางมี่หนาวสะท้านไปทั้งร่าง นางกำหมัดแน่น พยายามบังคับสายตาไม่ให้หลบเลี่ยงอย่างมีพิรุธ ทั้งที่ข้างในสั่นไหวจนแทบควบคุมไม่อยู่

“ข้าน้อยสาบาน! ข้าน้อยเป็นเพียงคนพเนจร...”

“หุบปาก!”

เสียงตวาดก้องสะท้อนไปทั่วห้องขังจนหยางมี่สะดุ้งสุดตัว!

ความอดทนของจ้าวอู๋จี้ขาดผึงลงในพริบตา เขาเบื่อหน่ายกับงิ้วตบตาฉากนี้เต็มทน เบื่อที่ต้องทนดูสตรีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจตนเสแสร้งทำเป็นจำไม่ได้อยู่ตรงหน้า

ร่างสูงก้าวไปคว้าถังไม้ที่มุมห้อง ก่อนจะสาดน้ำเย็นจัดเข้าใส่ร่างที่ถูกล่ามโซ่อย่างไร้ความปรานี!

ซ่า!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 6

    รถม้าคันใหญ่แล่นฝ่าความมืดและสายฝนยามราตรี ออกจากเมืองหลวงมุ่งตรงสู่ ‘เรือนอิงเยว่’ จวนลับกลางป่าไผ่ที่ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คนหยางมี่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สิ่งที่มองเห็นมีเพียงเงาต้นไผ่เบียดเสียดกันหลังม่าน ทุกครั้งที่ล้อรถกระแทกลงหลุม โซ่ตรวนจะเสียดสีข้อมือจนแสบระบม ทว่าความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความหวาดหวั่นที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใดเมื่อรถม้าหยุดสนิท ร่างของนางก็ถูกกระชากลงมาอย่างไร้ความปรานี!เสื้อผ้าเปียกชื้นแนบเนื้อ ลมฝนพัดกรรโชกจนหนาวสั่นสะท้าน หยางมี่แทบทรงตัวไม่อยู่ ทว่าจ้าวอู๋จี้กลับลากตัวนางเข้าสู่เรือนพักโดยไม่ชะลอฝีเท้า เสียงโซ่ครูดไปกับพื้นหินดังบาดหู บ่าวไพร่สองข้างทางต่างก้มหน้าหมอบกราบ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตากับเขาสักคนหยางมี่มองภาพเหล่านั้นด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในห้องหนึ่งอย่างแรงโครม!ร่างบางล้มคะมำลงบนผืนพรมหนานุ่ม ความเจ็บแล่นปราดจากหัวเข่าจนต้องกัดฟันสะกดเสียงร้อง นางพยายามยันตัวลุกขึ้น ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับซี่กรงเหล็กหนาทึบที่ปิดผนึกอยู่ด้านในหน้าต่างทุกบานห้องนี้ตกแต่งประณีตไม่ต่างจากห้องนอนชั้นดี มีโต๊ะ เก้าอ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 5

    ความเงียบโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้งในคุกใต้ดิน มีเพียงเสียงหยดน้ำจากปลายผมเปียกชุ่มของหยางมี่ที่หยดกระทบพื้นหินเป็นจังหวะหยางมี่หลับตาลงช้า ๆในเมื่อความจริงถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น ก็ไร้ประโยชน์ที่จะเสแสร้งต่อไป หญิงสาวฝืนเชิดหน้าขึ้น แม้ร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บจากเสื้อผ้าที่เปียกโชก แต่นางยังคงรวบรวมเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังอย่างน้อยหากต้องเผชิญหน้ากับเพลิงโทสะของเขา นางก็ไม่อยากก้มหัวอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาอีกต่อไปแล้ว“ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าเป็นข้า...”เสียงของนางกลับคืนสู่เสียงเดิม แม้จะแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าทุกคำกลับชัดเจน“หากยังแค้นเคืองเรื่องในอดีต ก็จงสั่งประหารข้าเสีย จ้าวอู๋จี้... ให้มันจบสิ้นลงตรงนี้!”นางเตรียมใจไว้แล้ว หากต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของบุรุษที่ตนเคยหักหลังเมื่อห้าปีก่อน นางก็พร้อมจะน้อมรับ ดีกว่าต้องทนให้เขาย่ำยีศักดิ์ศรีจนแหลกสลายจ้าวอู๋จี้จ้องมองนางนิ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นปราศจากความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นที่ทำให้คนฟังใจหายวาบ“ความตายงั้นหรือ?”เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว สายตากวาดมองใบหน้าซีดเผือด

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 4

    “อึก!”หยางมี่หลุดเสียงสำลัก น้ำเย็นเฉียบปะทะใบหน้าและลำตัวโดยไม่ทันตั้งตัว เสื้อผ้าเปียกลู่แนบเนื้อในพริบตา เผยให้เห็นสัดส่วนบอบบางที่ซ่อนอยู่ ความหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุเนื้อผ้าเข้ามาทันทีทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความหนาว คือคราบเขม่าดำและรอยโคลนที่ใช้พรางใบหน้ากำลังถูกน้ำชะล้างออกจนหมดสิ้น!หยดน้ำสีขุ่นไหลผ่านปลายคางหยดลงสู่พื้น เผยผิวขาวเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้ความมอมแมมหยางมี่สำลักน้ำ ไอโขลกจนเจ็บร้าวไปทั้งอก นางรีบก้มหน้าหนี เส้นผมเปียกชุ่มลู่ลงมาปิดข้างแก้ม หวังใช้มันเป็นเกราะกำบังชิ้นสุดท้ายทว่ามือหนากลับเอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่ปลายคาง บังคับเชิดหน้าของนางขึ้นมาอย่างแรง!“ปล่อย... อึก! ใต้เท้า...”นางพยายามดิ้นหนี แต่แรงบีบมหาศาลกลับยิ่งตรึงแน่นจนเจ็บร้าวปลายนิ้วโป้งหยาบกร้านของจ้าวอู๋จี้ปาดผ่านพวงแก้ม เช็ดคราบโคลนที่ยังหลงเหลือออกอย่างไม่เบามือ สัมผัสรุนแรงนั้นฟ้องชัดถึงโทสะที่อัดแน่นอยู่ภายในหยางมี่หอบหายใจกระชั้น โซ่ตรวนขยับส่งเสียงกระทบกันดังกึกก้อง ตอกย้ำว่านางไม่มีทางหนีรอดไปจากเงื้อมมือคู่นี้ได้เลยจ้าวอู๋จี้ไม่เอ่ยคำใด มืออีกข้างเลื่อนขึ้นไปยังมวยผมเหนือศีรษะ ปลาย

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 3

    ความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่นางจะเผยพิรุธไม่ได้ หยางมี่กลืนรสคาวเลือดจากริมฝีปากที่เผลอกัดแน่นลงคอ แล้วแสร้งตัวสั่นด้วยความกลัวลนลาน“ขะ... ข้าน้อยไม่เข้าใจว่าใต้เท้าหมายถึงสิ่งใดขอรับ!”นางเค้นเสียงร้องอย่างน่าเวทนา“ข้าน้อยเป็นเพียงคนขลาด ไร้อำนาจจะไปหักหลังผู้ใด ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดใต้เท้า!”จ้าวอู๋จี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เขานิ่งเงียบอยู่นานจนความเงียบนั้นบีบคั้นไม่ต่างจากเครื่องทรมานในที่สุด เขาก็ค่อย ๆ ปล่อยมือ ล้วงมีดสั้นประดับอัญมณีสีชาดออกมาจากอกเสื้อ เมื่อปลดฝักออก คมมีดสีเงินก็สะท้อนแสงไฟวับวาวเขาเดินอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลังของนางอย่างเงียบเชียบหยางมี่เกร็งร่างจนแข็งทื่อ เมื่อสัมผัสได้ถึงคมมีดเย็นเฉียบที่แตะลงบนผิวเนื้อบริเวณหลังคอ ซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อหลวมโพรกแควก...คมมีดสะกิดสาบเสื้อฝ้ายเก่าจนขาดออกช้า ๆ จากนั้นจึงลากผ่านแนวกระดูกไหปลาร้าอย่างเนิบนาบ สัมผัสเย็นเยียบทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่างจ้าวอู๋จี้โน้มใบหน้าลงมา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างใบหู“คืนนี้... ข้าจะให้เวลาเจ้าทบทวนความจำในคุกนี้เงียบ ๆ”น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ“ลองนึ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 2

    จ้าวอู๋จี้กวาดสายตามองเชลยทีละคนอย่างไม่ใส่ใจ กระทั่งสายตาหยุดลงบนร่างหนึ่ง... บัณฑิตหนุ่มผอมบางที่ก้มหน้าจนแทบจะฝังตัวลงไปในดินโคลนบางอย่างทำให้เขาหยุดมองนานกว่าคนอื่นฟึ่บ...ปลายแส้หนังสีดำขลับในมือเลื่อนลงไปแตะใต้คางของ ‘บัณฑิตหนุ่ม’ ก่อนจะออกแรงเชิดขึ้น บังคับให้อีกฝ่ายต้องเงยหน้าสบตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงวินาทีที่สายตาประสานกัน ลมหายใจของหยางมี่พลันสะดุดกึก!ความตกใจแล่นผ่านดวงตาคู่งามเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกกลบซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แต่นางยังคงไม่ยอมหลบสายตาความดื้อรั้นเช่นนั้น... ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนเขม่าควัน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมลงมากในชุดบุรุษมอมแมม ทว่ารูปหน้า สันจมูกที่เชิดรั้นเวลาไม่ยอมใคร และริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนซีดขาวนั้น... เขาจำได้ขึ้นใจตลอดห้าปีที่ผ่านมา ใบหน้านี้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเขาแม้แต่วันเดียว‘หยางมี่...’หัวใจที่จ้าวอู๋จี้คิดว่าด้านชาไปนานแล้ว กระตุกวูบขึ้นมาอย่างรุนแรงเพลิงโทสะที่ถูกสะกดไว้ตลอดห้าปีปะทุขึ้นมาในพริบตา! มือหนาที่กำแส้หนังเกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลนห้าปีก่อน นางโยนหนังสือถอนหมั้นทิ้งไว้แล้วหนีหายไปโดยไม่เอ่ยคำ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 1

    หาก ‘จ้าวเฟยหลง’ คือพญาหมาป่าผู้ยอมถอดเขี้ยวเล็บเพื่อโอบกอดแสงสว่างอย่างซูเหมย... ‘จ้าวอู๋จี้’ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาก็คือสุนัขล่าเนื้อในเงามืด ผู้เลือกเดินอยู่ท่ามกลางคราบคาวเลือดโดยไม่คิดหันหลังกลับทั้งสองเติบโตมาท่ามกลางวังวนการแย่งชิงอำนาจในวังหลวง มีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ทว่าโชคชะตากลับผลักให้เดินคนละเส้นทางในวันที่จ้าวเฟยหลงก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ กุมตราพยัคฆ์บัญชาการกองทัพทั้งแผ่นดิน จ้าวอู๋จี้กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘จิ้งอ๋อง’ และเลือกก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองปราบลับแห่งศาลต้าหลี่ กลายเป็น ‘คมดาบเปื้อนเลือด’ คอยกวาดล้างเสี้ยนหนามที่กฎหมายบ้านเมืองไม่อาจเอื้อมถึงครั้งหนึ่งบนบันไดหน้าท้องพระโรง จ้าวเฟยหลงเคยมองอนุชาเพียงคนเดียวด้วยสายตาห่วงใยปนเตือนสติ“อู๋จี้... ข้าเคยคิดว่าการไร้หัวใจคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วมันคือหลุมศพที่เจ้ากำลังขุดฝังตัวเอง”จ้าวอู๋จี้ในชุดเกราะสีดำเพียงยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเยียบเย็นนั้นทำให้เหล่าขุนนางที่เดินผ่านต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดเกรง“หัวใจของข้า... มันตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว ท่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status