Share

บทที่ 6

last update publish date: 2026-10-19 18:25:00

ชิงหลัวรีบก้มหน้า นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าชายคนนี้คงไม่เคยพบสตรีที่พูดกับเขาเช่นนายหญิงของตน

เสวี่ยเหมยขยับเข้าใกล้กองไฟอีกเล็กน้อยแล้วถาม “เทียนหลง ท่านบอกว่าเป็นคนเดินทาง แล้วเดินทางไปที่ใด”

“ทางเหนือ”

“ข้ารู้แล้วว่าทางเหนือ แต่ทางเหนือกว้างใหญ่ ท่านจะไปเมืองใด”

“ยังไม่แน่”

คำตอบสั้นจนเสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว

“คนเดินทางที่ไม่รู้ว่าตนเองจะไปไหน?”

“ข้ารู้ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า”

นางชะงัก ชิงหลัวเบิกตากว้าง ไม่มีใครกล้าพูดกับองค์หญิงเช่นนี้มานานแล้ว แต่เสวี่ยเหมยกลับไม่โกรธ นางเพียงยกคิ้วขึ้น

 “ท่านนี่ระวังตัวเหลือเกิน”

“คนที่ไม่ระวังตัวมักอยู่ได้ไม่นาน”

“แสดงว่ามีคนอยากให้ท่านอยู่ได้ไม่นานมากมายสินะ”

คราวนี้เทียนหลงมองนางเต็มตา เสวี่ยเหมยยิ้มอย่างผู้ที่รู้ว่าตนเองเดาถูกบางส่วน

“ดูจากฝีมือของท่าน ข้าคงไม่ได้พูดผิด”

“องค์หญิงแห่งหานชอบซักถามคนแปลกหน้าเช่นนี้เสมอหรือ”

“เฉพาะคนแปลกหน้าที่มีความลับมากเกินไป”

“แล้วถ้าข้าไม่อยากตอบ”

“ข้าก็ไม่บังคับ”

นางตอบง่ายเกินคาด

เทียนหลงเหลือบมองนาง “ไม่อยากรู้แล้วหรือ”

“อยากรู้สิ”

“แต่ไม่ถาม?”

“การถามกับการบังคับให้ตอบเป็นคนละเรื่องกัน ท่านช่วยชีวิตข้า ข้าจึงเป็นหนี้บุญคุณ ไม่ได้แปลว่าข้ามีสิทธิ์ค้นทุกอย่างเกี่ยวกับท่าน”

คำตอบนั้นทำให้แววตาของชายหนุ่มเปลี่ยนไป

เสวี่ยเหมยอาจไม่รู้ แต่ในชีวิตของเจิ้งเทียน คนส่วนใหญ่ที่เข้าใกล้เขาล้วนต้องการบางสิ่ง บ้างต้องการตำแหน่ง บ้างต้องการทรัพย์สิน บ้างต้องการรู้เรื่องของเขาเพื่อนำไปหาผลประโยชน์

หญิงตรงหน้ากลับสงสัย แต่ยอมวางความสงสัยไว้เพียงเพราะเห็นว่าเขาไม่ต้องการบอก

“เจ้าต่างจากที่ข้าคิด”

เขาเอ่ยขึ้น

“ท่านเคยคิดเกี่ยวกับข้าด้วยหรือ”

คำถามนั้นทำให้เขารู้ตัวว่าพูดมากเกินไป

“ข้าเคยได้ยินชื่อเจ้าหญิงเสวี่ยเหมย”

“อ้อ”

นางพยักหน้า “แล้วเขาลือกันว่าข้าเป็นอย่างไร”

“งดงาม”

“เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว”

เทียนหลงถึงกับเงียบ ชิงหลัวรีบเม้มริมฝีปากแน่นเพราะกลัวหัวเราะออกมา

เสวี่ยเหมยกล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจัง “ตั้งแต่เด็กมีคนพูดเรื่องนี้จนข้าเบื่อแล้ว ไม่มีเรื่องอื่นหรือ”

“ประชาชนรักเจ้า”

“อันนี้น่าฟังกว่า”

“เจ้ามักออกจากวังไปช่วยชาวบ้าน”

“ถูกต้อง”

“แล้วก็หัวดื้อ”

นางหันขวับ “ใครพูด”

“ดูจากที่พบคืนนี้ ข้าคิดเอง”

“เราเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งวัน ท่านกล้าสรุปแล้วหรือว่าข้าหัวดื้อ”

“ตอนถูกคนร้ายตาม เจ้าไม่ยอมทิ้งนางกำนัลเพื่อหนีคนเดียว”

เสวี่ยเหมยนิ่ง เขาพูดต่อ “ตอนข้าบอกว่าแผลไม่เป็นไร เจ้าก็ยังบังคับให้ทำแผล ตอนคนของเจ้าบอกว่าควรเดินทางกลับ เจ้ายังยืนถามอาการผู้บาดเจ็บทุกคนก่อน”

“นั่นไม่เรียกหัวดื้อ”

“แล้วเรียกอะไร”

“มีเหตุผล”

“ดูเหมือนเจ้าจะเข้าข้างตัวเองเก่งด้วย”

เสวี่ยเหมยจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทั้งสองจะหลุดยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว บรรยากาศซึ่งเคยระมัดระวังจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย นอกกระท่อมมีเสียงฟ้าร้องดังสนั่น เสวี่ยเหมยสะดุ้งนิดหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ เทียนหลงสังเกตเห็นแต่ไม่ได้ทัก องครักษ์คนหนึ่งนำอาหารแห้งเข้ามาวาง มีเพียงหมั่นโถวเย็นกับเนื้อแห้งจากสัมภาระที่ยังไม่เปียกฝน เสวี่ยเหมยแบ่งให้ทุกคนเท่า ๆ กันและหยิบส่วนหนึ่งส่งให้เทียนหลง

“กินเสีย”

เขามองหมั่นโถวในมือนาง “ข้าไม่หิว”

“คนไม่หิวไม่ได้แปลว่าไม่ต้องกิน โดยเฉพาะคนเสียเลือด”

“เจ้าชอบออกคำสั่งจริง ๆ”

“ข้าเป็นองค์หญิงนี่”

นี่เป็นครั้งแรกที่นางใช้ฐานะของตนตอบอย่างหน้าตาเฉย เทียนหลงรับหมั่นโถวไปในที่สุด เสวี่ยเหมยยิ้มอย่างผู้ชนะ

ชายหนุ่มมองหมั่นโถวธรรมดาในมือ เขาเคยกินอาหารในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยสุราและของล้ำค่ามากมาย แต่ไม่รู้เหตุใด อาหารแห้ง ๆ กลางกระท่อมร้างคืนนี้กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกน่ารำคาญนัก

หลังรับประทานอาหาร เสวี่ยเหมยสังเกตว่าผ้าพันแผลตรงแขนของเขามีเลือดซึมออกมาอีก

“แผลเปิดแล้ว”

“ไม่เป็นไร”

“ท่านพูดคำนี้บ่อยมาก”

นางหยิบกล่องยาแล้วเดินมานั่งใกล้ “ส่งแขนมา”

เทียนหลงไม่ได้เถียงเหมือนครั้งแรก เพียงยื่นแขนให้นาง เสวี่ยเหมยค่อย ๆ แกะผ้าพันแผลออก คราวนี้นางเห็นรอยแผลเก่าหลายรอยบนแขนของเขาชัดเจน ทั้งรอยดาบ รอยธนู และบาดแผลที่ดูเหมือนเกิดมาหลายปีแล้ว นางเงียบไป

“ท่านเคยเป็นทหารหรือ”

เทียนหลงปรายตามอง “เหตุใดคิดเช่นนั้น”

“คนเดินทางทั่วไปคงไม่มีรอยแผลมากมายเช่นนี้”

“เส้นทางที่ข้าเดินมีเรื่องให้ต่อสู้บ่อย”

“ตอบเหมือนไม่ตอบ”

“ข้าบอกแล้วว่าข้าเป็นคนเดินทาง”

เสวี่ยเหมยเงยหน้ามองเขา “ถ้าท่านไม่อยากบอกว่าตนเองเป็นใคร ก็ไม่ต้องแต่งเรื่องกับข้า”

น้ำเสียงไม่ได้โกรธ แต่จริงจัง

“ข้าไม่ชอบถูกหลอก”

ประโยคนั้นทำให้เจิ้งเทียนชะงัก เขามองใบหน้าของนางซึ่งอยู่ใกล้เพียงไม่กี่คืบ ถ้าเสวี่ยเหมยรู้ความจริงในคืนนี้ นางจะทำอย่างไร หากนางรู้ว่าชายที่ยอมให้ทำแผลกำลังเป็นผู้สั่งกองทัพเว่ยให้ประชิดชายแดนบ้านเกิดของนาง  รอยยิ้มที่มอบให้เขาจะหายไปหรือไม่ คงแน่นอนอยู่แล้ว

“ข้าไม่ได้ตั้งใจหลอกเจ้า”

เขากล่าวในที่สุด เสวี่ยเหมยชะงัก

“เพียงแต่มีเรื่องบางอย่างที่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้”

นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงพันผ้าใหม่ให้

“เช่นนั้นข้าจะไม่ถาม”

“ง่ายอย่างนั้น?”

“แล้วท่านอยากให้ข้าทำอย่างไร จับดาบมาจ่อคอให้สารภาพหรือ”

“ดูจากนิสัยเจ้า ข้าคิดว่าเป็นไปได้”

เสวี่ยเหมยดึงผ้าพันแผลแน่นขึ้นทันที

เทียนหลงขมวดคิ้ว “เจ้า…”

“มือพลาด”

นางตอบหน้าตาเฉย เขามองนาง ก่อนหัวเราะเบา ๆ เสวี่ยเหมยเองก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อทำแผลเสร็จ นางกลับไปนั่งที่เดิม แต่ความสงสัยไม่ได้หายไป กลับมากกว่าเดิมเสียอีก

คนผู้นี้มีท่าทางอย่างผู้เคยออกคำสั่งมากกว่ารับคำสั่ง การนั่ง การเดิน แม้กระทั่งสายตาที่ใช้มองผู้อื่น ล้วนมีความสงบและน่าเกรงขามประหลาด ยิ่งตอนต่อสู้ เขาไม่ได้เพียงเก่งกาจ แต่ดูเหมือนคุ้นเคยกับการเอาชีวิตรอดในสนามรบ

“เทียนหลง”

“อืม”

“ท่านรู้เรื่องกองทัพหรือไม่”

เขามองนาง “เหตุใดถาม”

“ข้าอยากรู้เรื่องหนึ่ง”

เสวี่ยเหมยหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ เขี่ยเถ้าถ่านตรงกองไฟ

“หากกองทัพหลายหมื่นเคลื่อนมาประชิดชายแดน แต่ยังไม่ข้ามเข้ามา แปลว่าพวกเขาต้องการอะไร”

เทียนหลงรู้ทันทีว่านางหมายถึงเว่ย “ข่มขู่”

คำตอบตรงไปตรงมาจนเสวี่ยเหมยเงยหน้า

“ท่านคิดเหมือนข้า”

“อีกฝ่ายต้องการให้รัฐหานรู้ว่าตนสามารถเปิดศึกได้ทุกเมื่อ จึงบีบให้หานยอมเจรจาก่อนจะเสียเปรียบมากกว่านี้”

“เช่นนั้นถ้าหานไม่ยอมเล่า”

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่นำกองทัพมาต้องการสิ่งใดมากเพียงใด”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 15

    ดวงตาของแม่ทัพใหญ่มีประกายอยากรบ แต่เจิ้งเทียนส่ายหน้า “ยัง”“ฝ่าบาท?”“ถ้าเราข้ามชายแดนตอนนี้ หานจะได้สิ่งที่ต้องการ”“อะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุผลในการขอความช่วยเหลือ”เขาเดินไปที่แผนที่“ตราบใดที่กองทัพเว่ยยังไม่ข้ามเข้าไป รัฐอื่นจะลังเล แต่หากเราบุก หานจะประกาศว่าเว่ยเป็นผู้รุกราน และรัฐที่หวาดกลัวการขยายอำนาจของเราจะมีข้ออ้างรวมตัวกัน”เหอซื่อหมิงพยักหน้าชื่นชม“ดังนั้นฝ่าบาทจึงต้องการบีบให้หานยอมโดยไม่ให้พวกเขามีเหตุชอบธรรมในการรวมพันธมิตร”“ถูกต้อง”ฉู่จงเหยียนยังไม่พอใจ“แต่หานเห็นว่าเราไม่บุก อาจยิ่งคิดว่าสามารถถ่วงเวลาได้”เจิ้งเทียนหันมองเขา“ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้ถ่วง”น้ำเสียงเย็นทำให้คนทั้งกระโจมเงียบลง เว่ยอ๋องหยิบหมุดหนึ่งอันขึ้นมา“เพิ่มทหารหน้าแนวชายแดนอีกสองหมื่น”ฉู่จงเหยียนยิ้มทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“ขนเครื่องยิงหินออกมาให้พวกเขาเห็น แต่ห้ามยิง”“รับพระบัญชา”“สั่งกองม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน”เหอซื่อหมิงถาม “ฝ่าบาทต้องการสร้างแรงกดดันให้พวกเขาคิดว่าเราพร้อมเปิดศึกทุกเวลา”“ข้าต้องการให้กษัตริย์หานนอนไม่หลับ”เจิ้งเทียนตอบเรียบ ๆ หลายคนยิ้มออกมา นี่ต่างหา

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 14

    “เสด็จพ่อเพคะ”เสียงขององค์หญิงทำให้ทุกคนหยุด กษัตริย์หานมองพระธิดา“เหมยเอ๋อมีความเห็นอย่างไร”เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจ “หม่อมฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประกาศสงคราม”แม่ทัพหลี่เซิ่งขมวดคิ้ว “องค์หญิงหมายถึงอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เจรจา”“เว่ยเห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเจรจา”“เพราะเขาคิดว่าเรากลัวจนจะยอมทุกอย่าง”เสวี่ยเหมยหันไปยังแผนที่“แต่หากเราปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเริ่มเคลื่อนทหารทันที เราก็จะเดินเข้าไปในเกมของเขาเช่นกัน”เสนาบดีใหญ่ถาม “องค์หญิงคิดว่าเกมของเว่ยอ๋องคืออะไร”“ชัยชนะโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก”นางตอบทันที ทุกคนหันมามอง เสวี่ยเหมยกล่าวต่อ“หากเขาต้องการสงครามจริง กองทัพเว่ยข้ามชายแดนมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขามีกำลังมากกว่า มีเสบียงพร้อมกว่า และรู้ว่าหานยังไม่ทันเตรียมตัว แต่เขากลับหยุดอยู่ฝั่งตรงข้าม”พระเชษฐาหานหมิงพยักหน้าช้า ๆ “เขาต้องการให้เรายอมด้วยตัวเอง”“ใช่เพคะ” เสวี่ยเหมยมองพระบิดา “เจิ้งเทียนต้องการชัยชนะ แต่เขาไม่ต้องการจ่ายราคาของสงครามหากไม่จำเป็น”แม่ทัพหลี่เซิ่งถาม “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”“ซื้อเวลา” นางตอบ “เราตอบกลับว่าไม่ปฏิเสธการเจรจาเรื่

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 13

    เว่ยอ๋องผู้กระหายชัยชนะเสียงระฆังเรียกประชุมราชสำนักดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเร่งฝีเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวกองทัพเว่ยเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนอีกสิบลี้แพร่เข้ามาถึงนครหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ราชสาส์นฉบับใหม่จากเว่ยก็เดินทางมาถึงพร้อมทูตพิเศษซึ่งได้รับคำสั่งให้อ่านข้อเรียกร้องต่อหน้ากษัตริย์หานโดยตรงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีเสวี่ยเหมยเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่พร้อมชิงหลัว หลังจากได้รับพระบัญชาให้เข้าร่วมรับฟังการเจรจา นางยังสวมฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่าย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกบนเรือนผม ขณะที่หยกสีขาวซึ่งเทียนหลงมอบให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าเล็กแนบข้างเอวนับตั้งแต่กลับถึงวัง นางไม่เคยนำมันออกห่างตัว เสวี่ยเหมยเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางทีเพราะมันเป็นหลักฐานว่าการพบชายปริศนาผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงความฝันกลางสายฝน บางทีเพราะคำสัญญาใต้ต้นเหมยยังติดอยู่ในความทรงจำหรือบางทีนางเพียงรู้สึกว่า เมื่อถือหยกชิ้นนี้ไว้ ชายที่เต็มไปด้วยความลับผู้นั้นก็เหมือนยังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโ

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 12

    คำตอบนั้นทำให้หลายคนเงียบลง ฉู่จงเหยียนยิ้มเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับผู้เป็นนายดี เมื่อเว่ยอ๋องกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าในพระทัยมีแผนสำรองอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนสำรองนั้นคืออะไร แม้กระทั่งตัวเจิ้งเทียนเองในเวลานี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงชื่อของเสวี่ยเหมยในฐานะเงื่อนไขทางการเมืองอย่างจริงจังสำหรับเขา นางยังเป็นเพียงหญิงที่บังเอิญพบระหว่างการเดินทาง หญิงที่ทำแผลให้เขา หญิงที่กล้าเถียงเรื่องสงคราม และหญิงที่กำลังถือหยกประจำพระองค์ของเขาอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรการประชุมดำเนินต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อทุกคนรับคำสั่งเรียบร้อย เจิ้งเทียนจึงสั่งให้แยกย้าย แม่ทัพทั้งหลายคำนับแล้วเดินออกจากกระโจม ฉู่จงเหยียนเดินเป็นคนสุดท้าย แต่ก่อนออก เขาหยุดแล้วหันกลับมา“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าควรทูลหรือไม่”“พูดมา”“คนของเรารายงานว่าฝ่าบาททรงมอบป้ายหยกประจำพระองค์ให้สตรีผู้หนึ่ง”หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าทันที เจิ้งเทียนกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยน“แล้วอย่างไร?”แม่ทัพใหญ่รีบคุกเข่า“ป้ายหยกนั้นสามารถผ่านด่านภายในวังได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจเกิดปัญหา กระหม่อมจึงคิดว่าควรส่ง

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 11

    ทันทีที่คำว่า นาง หลุดออกมา เจิ้งเทียนก็ชะงักเล็กน้อย หลี่เซวียนก้มหน้าทันทีเพื่อซ่อนสีหน้าสนใจ เขาติดตามผู้เป็นนายมาหลายปี เคยเห็นเว่ยอ๋องบาดเจ็บหนักกว่านี้มาก บางครั้งถูกธนูสองดอกยังไม่ยอมพัก แต่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทกล่าวถึงผู้ทำแผลด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ไม่ต้องถามก็รู้ว่า “นาง” คือผู้ใด เจ้าหญิงเสวี่ยเหมยแห่งหาน และหากเขาเดาไม่ผิด ป้ายหยกประจำพระองค์ที่หายไปคงอยู่กับองค์หญิงผู้นั้นเช่นกัน หลี่เซวียนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเจิ้งเทียนนั่งลงหน้าโต๊ะก่อนถาม “เรื่องคนร้ายเมื่อคืน สืบได้อะไร”“พบศพหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตรวจแล้ว อาวุธเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป ไม่มีสัญลักษณ์สำนักหรือกองทัพใด เสื้อผ้าก็ไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตน”“หมายความว่าคนส่งมาต้องการปิดร่องรอย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เป้าหมายของพวกมันคือองค์หญิงหรือข้า”“จากคำให้การขององครักษ์หาน คนร้ายติดตามขบวนองค์หญิงมาตั้งแต่ก่อนฝ่าบาทปรากฏตัว ดูเหมือนเป้าหมายน่าจะเป็นองค์หญิงเสวี่ยเหมย”ดวงตาของเจิ้งเทียนเย็นลงทันที “มีใครในราชสำนักหานต้องการให้นางตาย”“กระหม่อมกำลังให้คนสืบ”“เร็วขึ้น”หลี่เซวียนรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 10

    ชิงหลัวมองลายมังกรบนหยก “ลายนี้ดูคุ้น ๆ”เสวี่ยเหมยรับกลับมาดู “ลายมังกรมีอยู่ทั่วไปในของของตระกูลสูงศักดิ์”นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เพราะตราประจำราชวงศ์เว่ยถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในลายเมฆด้านหลัง ต้องรู้วิธีหมุนหยกและส่องผ่านแสงจึงจะมองเห็น“เก็บดี ๆ นะเพคะ”“รู้แล้ว”เสวี่ยเหมยใส่หยกกลับเข้าไปในถุง สำหรับนาง มันเป็นเพียงของแทนคำสัญญาจากชายปริศนาคนหนึ่ง นางไม่รู้ว่าหากนำหยกชิ้นนี้ไปแสดงต่อขุนนางเว่ย คนเหล่านั้นอาจคุกเข่าลงตรงหน้า และยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงของมันคือกษัตริย์ที่นางกำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้ขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนควบม้าออกมาไกลจากกระท่อมแล้ว ชายชุดดำผู้ติดตามเร่งม้าเข้ามาใกล้“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”“ว่ามา”“ทูตหานออกจากนครหลวงแล้ว คาดว่าจะถึงค่ายของเราในสองวันพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเจิ้งเทียนกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “กษัตริย์หานตอบราชสาส์นว่าอย่างไร”“ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาต้องการเจรจาเรื่องเขตการค้าและการถอนกำลัง”“ตามคาด”“แม่ทัพถามว่าหากการเจรจาล้มเหลว จะให้เตรียมเคลื่อนกำลังหรือไม่”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบทันที คำพูดของเสวี่ยเหมยเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกคร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status