Share

บทที่ 5

last update publish date: 2026-10-18 21:07:00

เสียงฝนด้านนอกค่อย ๆ เบาลง เปลวไฟกลางกระท่อมส่องสะท้อนใบหน้าของคนทั้งสอง เสวี่ยเหมยไม่รู้เลยว่าชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็นใคร นางเห็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่เสี่ยงชีวิตช่วยนางจากคนร้าย และได้รับบาดเจ็บเพราะปกป้องนาง ส่วนเทียนหลงกลับรู้ดีว่านางคือใคร ยิ่งกว่านั้น เขายังรู้ว่าหากไม่มีเหตุการณ์คืนนี้ อีกไม่นานเขากับหญิงตรงหน้าอาจต้องยืนอยู่คนละฝั่ง เพราะเทียนหลงไม่ใช่พ่อค้า ไม่ใช่จอมยุทธ์พเนจร และไม่ใช่ชายสามัญที่บังเอิญผ่านมา เขาคือบุรุษผู้มีอำนาจสั่งกองทัพหลายหมื่นซึ่งกำลังประชิดชายแดนบ้านเกิดของนางอยู่ในเวลานี้

“เสวี่ยเหมย”

เขาเรียกชื่อนางเป็นครั้งแรก

“อะไร”

“หากวันหนึ่งเจ้าพบว่าคนที่เคยช่วยเจ้าไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เจ้าคิด เจ้าจะทำอย่างไร”

นางขมวดคิ้ว “เหตุใดจู่ ๆ จึงถามเช่นนี้”

“แค่อยากรู้”

เสวี่ยเหมยมองเปลวไฟก่อนตอบ

“คนเราคงไม่มีใครดีหรือเลวไปเสียทั้งหมด ข้าจะตัดสินจากสิ่งที่เขาทำ”

“หากเขาเคยทำสิ่งที่เจ้าเกลียดที่สุดเล่า”

คราวนี้นางเงยหน้ามองเขาตรง ๆ “ข้าก็คงเกลียดสิ่งที่เขาทำ”

“แล้วตัวเขา?”

เสวี่ยเหมยยิ้มบาง ๆ “ต้องรอให้ถึงวันนั้นก่อน ข้าจึงจะตอบได้”

เทียนหลงมองรอยยิ้มนั้นนิ่ง เขาไม่รู้ว่าเหตุใดคำตอบง่าย ๆ เช่นนี้จึงติดอยู่ในใจ ด้านนอกฝนหยุดตกแล้ว องครักษ์เข้ามารายงานว่าสามารถซ่อมรถม้าชั่วคราวได้และควรออกเดินทางก่อนฟ้ามืดสนิท

เสวี่ยเหมยลุกขึ้น

“ข้าต้องกลับแล้ว”

เทียนหลงพยักหน้า นางเดินไปถึงประตู ก่อนหันกลับมา

“ท่านจะไปทางไหน”

“ทางเหนือ”

“ทางเหนือ?”

หัวใจของนางกระตุกเมื่อคิดถึงกองทัพเว่ย

“ช่วงนี้ทางเหนือไม่ปลอดภัย”

“ข้ารู้”

“รู้แล้วยังจะไป?”

“ข้ามีสิ่งที่ต้องทำ”

เสวี่ยเหมยอยากถาม แต่คิดว่าคงไม่เหมาะ

“เช่นนั้นระวังตัวด้วย”

เขามองนาง “เจ้าเองก็เช่นกัน”

เสวี่ยเหมยเดินออกไปแล้ว แต่ผ่านไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาอีก

“เทียนหลง”

“อะไร”

“อย่าลืมเปลี่ยนผ้าพันแผลพรุ่งนี้”

เขามองนางนิ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ

“รู้แล้ว”

เสวี่ยเหมยจึงยิ้มและเดินจากไป เทียนหลงยืนอยู่หน้ากระท่อม มองรถม้าของนางค่อย ๆ หายไปตามเส้นทางกลางป่า ชายชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัวจากเงามืดและคุกเข่าลงทันที

“ฝ่าบาท”

ความอ่อนโยนที่เพิ่งปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มหายไปในพริบตา เขากลับเป็นบุรุษเย็นชาอีกครั้ง

“สืบให้ได้ว่าใครส่งคนเหล่านั้นมา”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“อย่าให้ราชสำนักหานรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่”

“รับพระบัญชา”

ชายชุดดำลังเลก่อนถาม “แล้วเรื่ององค์หญิงเสวี่ยเหมย…”

เจิ้งเทียนก้มมองผ้าพันแผลสีขาวบนต้นแขน กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ยังติดอยู่

“ไม่ต้องทำอะไร”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เว่ยอ๋องเงยหน้ามองเส้นทางที่รถม้าหายไป ก่อนคืนนี้ เสวี่ยเหมยสำหรับเขาเป็นเพียงชื่อขององค์หญิงคนหนึ่งแห่งแคว้นที่กำลังจะถูกบีบบังคับให้ยอมจำนน แต่ตอนนี้ชื่อนั้นกลับมีใบหน้า มีเสียงหัวเราะ และมีดวงตาคู่หนึ่งซึ่งกล้าบอกเขาว่านางเกลียดคนที่เห็นชีวิตผู้อื่นไม่มีค่า น่าสนใจ...เจิ้งเทียนยกมือแตะผ้าพันแผลโดยไม่รู้ตัว

“ดอกเหมยแห่งหานอย่างนั้นหรือ”

มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย

“ดูเหมือนข่าวลือเรื่องเจ้าจะยังกล่าวไว้น้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ”

ในเวลาเดียวกัน รถม้าของเสวี่ยเหมยกำลังแล่นกลับสู่นครหลวง ชิงหลัวขยับเข้ามาใกล้นายหญิงแล้วถามด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย

“องค์หญิงเพคะ”

“อะไร”

“คุณชายเทียนหลงรูปงามนะเพคะ”

เสวี่ยเหมยหันขวับ

“เกี่ยวอะไรกับความรูปงาม”

“หม่อมฉันยังไม่ได้บอกว่าเกี่ยวอะไรเลยเพคะ”

“ชิงหลัว!”

เสียงหัวเราะของนางกำนัลดังขึ้นในรถม้า เสวี่ยเหมยหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมตอบอีก แต่ภาพของชายหนุ่มกลางสายฝนกลับปรากฏขึ้นในความคิดอย่างห้ามไม่ได้ ดวงตาคมคู่นั้น ท่าทางเย็นชา และรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยตอนนางบอกว่าเขาชอบทำหน้าราวกับทุกคนติดหนี้

“เทียนหลง…”

นางพึมพำชื่อเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน เสวี่ยเหมยไม่รู้เลยว่า การพบกันในคืนนี้ไม่ใช่เพียงความบังเอิญที่จะผ่านเข้ามาแล้วจางหายไปจากชีวิต เพราะชายที่นางเพิ่งช่วยพันบาดแผลให้ด้วยมือตนเอง

คือ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง

บุรุษคนเดียวกับที่นางเพิ่งกล่าวเมื่อวานว่าเย่อหยิ่งและไร้มนุษยธรรม และอีกไม่นาน เมื่อกองทัพเว่ยเริ่มเคลื่อนพล ความทรงจำอันงดงามเกี่ยวกับชายชื่อเทียนหลง จะกลายเป็นความลับที่เจ็บปวดที่สุดระหว่างคนทั้งสอง

ชายผู้ไม่ยอมบอกที่มา

ฝนที่เสวี่ยเหมยคิดว่าจะหยุดลงในไม่ช้ากลับเทกระหน่ำหนักขึ้นอีกครั้ง สายลมพัดละอองฝนลอดเข้ามาตามช่องไม้ของกระท่อมร้างจนเปลวไฟกลางห้องไหววูบ แม้องครักษ์จะรายงานว่าสามารถซ่อมรถม้าได้ชั่วคราว แต่เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทและถนนเต็มไปด้วยโคลน การเดินทางกลับนครหลวงในเวลานี้ย่อมเสี่ยงเกินไป

สุดท้ายทุกคนจึงจำเป็นต้องพักอยู่ที่นี่จนกว่าฝนจะเบาลง

เสวี่ยเหมยนั่งใกล้กองไฟ พลางมองชายหนุ่มซึ่งนั่งพิงเสาไม้อีกฟากหนึ่งของกระท่อม เขาเพิ่งถูกนางทำแผลให้เมื่อไม่นาน แต่สีหน้าแทบไม่แสดงความเจ็บปวด ราวกับรอยดาบยาวบนต้นแขนเป็นเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย

สิ่งที่ทำให้นางสนใจมากกว่าบาดแผล คือท่าทีของเขา

ตั้งแต่พบกัน เทียนหลงไม่เคยมีอาการตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย

ถูกคนร้ายหลายคนล้อมก็ไม่หวั่น

ได้รับบาดเจ็บก็ไม่สะทกสะท้าน

แม้แต่ยามองครักษ์ของนางเข้ามาพร้อมดาบในมือ เขายังเพียงปรายตามองครั้งเดียวก่อนลดอาวุธลงอย่างใจเย็น

ชายเช่นนี้จะเป็นเพียงคนเดินทางธรรมดาได้อย่างไร

“องค์หญิงเพคะ”

ชิงหลัวขยับเข้ามานั่งข้าง ๆ แล้วกระซิบ “หม่อมฉันรู้สึกว่าคุณชายผู้นั้นแปลก ๆ”

เสวี่ยเหมยยังมองคนตรงข้าม “ตรงไหน”

“ทุกตรงเลยเพคะ”

นางเกือบหัวเราะ “คำตอบของเจ้าช่วยข้าได้มากจริง ๆ”

“หม่อมฉันพูดจริงนะเพคะ คนธรรมดาที่ไหนต่อสู้เก่งขนาดนั้น แล้วดาบของเขาก็ดูไม่เหมือนของชาวบ้านด้วย”

คำพูดนั้นทำให้เสวี่ยเหมยมองไปยังดาบซึ่งวางอยู่ข้างตัวเทียนหลง

ฝักดาบเป็นสีดำเรียบ ไม่มีอัญมณีประดับ แต่ตรงด้ามมีลวดลายเมฆแกะสลักละเอียด ฝีมือประณีตเกินกว่าของที่คนเดินทางทั่วไปจะพกติดตัว ดูเหมือนนางไม่ได้คิดไปเอง เทียนหลงเงยหน้าขึ้นพอดี สายตาของทั้งคู่ประสานกัน เสวี่ยเหมยไม่ได้หลบ กลับมองเขาตรง ๆ

“มองอะไร” เขาถาม

“มองท่าน”

“ข้ารู้ว่ามองข้า”

“แล้วจะถามทำไม”

เทียนหลงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนมุมปากจะกระตุกเหมือนกำลังกลั้นยิ้ม

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 15

    ดวงตาของแม่ทัพใหญ่มีประกายอยากรบ แต่เจิ้งเทียนส่ายหน้า “ยัง”“ฝ่าบาท?”“ถ้าเราข้ามชายแดนตอนนี้ หานจะได้สิ่งที่ต้องการ”“อะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุผลในการขอความช่วยเหลือ”เขาเดินไปที่แผนที่“ตราบใดที่กองทัพเว่ยยังไม่ข้ามเข้าไป รัฐอื่นจะลังเล แต่หากเราบุก หานจะประกาศว่าเว่ยเป็นผู้รุกราน และรัฐที่หวาดกลัวการขยายอำนาจของเราจะมีข้ออ้างรวมตัวกัน”เหอซื่อหมิงพยักหน้าชื่นชม“ดังนั้นฝ่าบาทจึงต้องการบีบให้หานยอมโดยไม่ให้พวกเขามีเหตุชอบธรรมในการรวมพันธมิตร”“ถูกต้อง”ฉู่จงเหยียนยังไม่พอใจ“แต่หานเห็นว่าเราไม่บุก อาจยิ่งคิดว่าสามารถถ่วงเวลาได้”เจิ้งเทียนหันมองเขา“ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้ถ่วง”น้ำเสียงเย็นทำให้คนทั้งกระโจมเงียบลง เว่ยอ๋องหยิบหมุดหนึ่งอันขึ้นมา“เพิ่มทหารหน้าแนวชายแดนอีกสองหมื่น”ฉู่จงเหยียนยิ้มทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“ขนเครื่องยิงหินออกมาให้พวกเขาเห็น แต่ห้ามยิง”“รับพระบัญชา”“สั่งกองม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน”เหอซื่อหมิงถาม “ฝ่าบาทต้องการสร้างแรงกดดันให้พวกเขาคิดว่าเราพร้อมเปิดศึกทุกเวลา”“ข้าต้องการให้กษัตริย์หานนอนไม่หลับ”เจิ้งเทียนตอบเรียบ ๆ หลายคนยิ้มออกมา นี่ต่างหา

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 14

    “เสด็จพ่อเพคะ”เสียงขององค์หญิงทำให้ทุกคนหยุด กษัตริย์หานมองพระธิดา“เหมยเอ๋อมีความเห็นอย่างไร”เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจ “หม่อมฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประกาศสงคราม”แม่ทัพหลี่เซิ่งขมวดคิ้ว “องค์หญิงหมายถึงอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เจรจา”“เว่ยเห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเจรจา”“เพราะเขาคิดว่าเรากลัวจนจะยอมทุกอย่าง”เสวี่ยเหมยหันไปยังแผนที่“แต่หากเราปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเริ่มเคลื่อนทหารทันที เราก็จะเดินเข้าไปในเกมของเขาเช่นกัน”เสนาบดีใหญ่ถาม “องค์หญิงคิดว่าเกมของเว่ยอ๋องคืออะไร”“ชัยชนะโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก”นางตอบทันที ทุกคนหันมามอง เสวี่ยเหมยกล่าวต่อ“หากเขาต้องการสงครามจริง กองทัพเว่ยข้ามชายแดนมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขามีกำลังมากกว่า มีเสบียงพร้อมกว่า และรู้ว่าหานยังไม่ทันเตรียมตัว แต่เขากลับหยุดอยู่ฝั่งตรงข้าม”พระเชษฐาหานหมิงพยักหน้าช้า ๆ “เขาต้องการให้เรายอมด้วยตัวเอง”“ใช่เพคะ” เสวี่ยเหมยมองพระบิดา “เจิ้งเทียนต้องการชัยชนะ แต่เขาไม่ต้องการจ่ายราคาของสงครามหากไม่จำเป็น”แม่ทัพหลี่เซิ่งถาม “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”“ซื้อเวลา” นางตอบ “เราตอบกลับว่าไม่ปฏิเสธการเจรจาเรื่

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 13

    เว่ยอ๋องผู้กระหายชัยชนะเสียงระฆังเรียกประชุมราชสำนักดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเร่งฝีเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวกองทัพเว่ยเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนอีกสิบลี้แพร่เข้ามาถึงนครหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ราชสาส์นฉบับใหม่จากเว่ยก็เดินทางมาถึงพร้อมทูตพิเศษซึ่งได้รับคำสั่งให้อ่านข้อเรียกร้องต่อหน้ากษัตริย์หานโดยตรงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีเสวี่ยเหมยเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่พร้อมชิงหลัว หลังจากได้รับพระบัญชาให้เข้าร่วมรับฟังการเจรจา นางยังสวมฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่าย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกบนเรือนผม ขณะที่หยกสีขาวซึ่งเทียนหลงมอบให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าเล็กแนบข้างเอวนับตั้งแต่กลับถึงวัง นางไม่เคยนำมันออกห่างตัว เสวี่ยเหมยเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางทีเพราะมันเป็นหลักฐานว่าการพบชายปริศนาผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงความฝันกลางสายฝน บางทีเพราะคำสัญญาใต้ต้นเหมยยังติดอยู่ในความทรงจำหรือบางทีนางเพียงรู้สึกว่า เมื่อถือหยกชิ้นนี้ไว้ ชายที่เต็มไปด้วยความลับผู้นั้นก็เหมือนยังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโ

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 12

    คำตอบนั้นทำให้หลายคนเงียบลง ฉู่จงเหยียนยิ้มเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับผู้เป็นนายดี เมื่อเว่ยอ๋องกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าในพระทัยมีแผนสำรองอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนสำรองนั้นคืออะไร แม้กระทั่งตัวเจิ้งเทียนเองในเวลานี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงชื่อของเสวี่ยเหมยในฐานะเงื่อนไขทางการเมืองอย่างจริงจังสำหรับเขา นางยังเป็นเพียงหญิงที่บังเอิญพบระหว่างการเดินทาง หญิงที่ทำแผลให้เขา หญิงที่กล้าเถียงเรื่องสงคราม และหญิงที่กำลังถือหยกประจำพระองค์ของเขาอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรการประชุมดำเนินต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อทุกคนรับคำสั่งเรียบร้อย เจิ้งเทียนจึงสั่งให้แยกย้าย แม่ทัพทั้งหลายคำนับแล้วเดินออกจากกระโจม ฉู่จงเหยียนเดินเป็นคนสุดท้าย แต่ก่อนออก เขาหยุดแล้วหันกลับมา“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าควรทูลหรือไม่”“พูดมา”“คนของเรารายงานว่าฝ่าบาททรงมอบป้ายหยกประจำพระองค์ให้สตรีผู้หนึ่ง”หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าทันที เจิ้งเทียนกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยน“แล้วอย่างไร?”แม่ทัพใหญ่รีบคุกเข่า“ป้ายหยกนั้นสามารถผ่านด่านภายในวังได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจเกิดปัญหา กระหม่อมจึงคิดว่าควรส่ง

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 11

    ทันทีที่คำว่า นาง หลุดออกมา เจิ้งเทียนก็ชะงักเล็กน้อย หลี่เซวียนก้มหน้าทันทีเพื่อซ่อนสีหน้าสนใจ เขาติดตามผู้เป็นนายมาหลายปี เคยเห็นเว่ยอ๋องบาดเจ็บหนักกว่านี้มาก บางครั้งถูกธนูสองดอกยังไม่ยอมพัก แต่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทกล่าวถึงผู้ทำแผลด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ไม่ต้องถามก็รู้ว่า “นาง” คือผู้ใด เจ้าหญิงเสวี่ยเหมยแห่งหาน และหากเขาเดาไม่ผิด ป้ายหยกประจำพระองค์ที่หายไปคงอยู่กับองค์หญิงผู้นั้นเช่นกัน หลี่เซวียนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเจิ้งเทียนนั่งลงหน้าโต๊ะก่อนถาม “เรื่องคนร้ายเมื่อคืน สืบได้อะไร”“พบศพหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตรวจแล้ว อาวุธเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป ไม่มีสัญลักษณ์สำนักหรือกองทัพใด เสื้อผ้าก็ไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตน”“หมายความว่าคนส่งมาต้องการปิดร่องรอย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เป้าหมายของพวกมันคือองค์หญิงหรือข้า”“จากคำให้การขององครักษ์หาน คนร้ายติดตามขบวนองค์หญิงมาตั้งแต่ก่อนฝ่าบาทปรากฏตัว ดูเหมือนเป้าหมายน่าจะเป็นองค์หญิงเสวี่ยเหมย”ดวงตาของเจิ้งเทียนเย็นลงทันที “มีใครในราชสำนักหานต้องการให้นางตาย”“กระหม่อมกำลังให้คนสืบ”“เร็วขึ้น”หลี่เซวียนรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 10

    ชิงหลัวมองลายมังกรบนหยก “ลายนี้ดูคุ้น ๆ”เสวี่ยเหมยรับกลับมาดู “ลายมังกรมีอยู่ทั่วไปในของของตระกูลสูงศักดิ์”นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เพราะตราประจำราชวงศ์เว่ยถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในลายเมฆด้านหลัง ต้องรู้วิธีหมุนหยกและส่องผ่านแสงจึงจะมองเห็น“เก็บดี ๆ นะเพคะ”“รู้แล้ว”เสวี่ยเหมยใส่หยกกลับเข้าไปในถุง สำหรับนาง มันเป็นเพียงของแทนคำสัญญาจากชายปริศนาคนหนึ่ง นางไม่รู้ว่าหากนำหยกชิ้นนี้ไปแสดงต่อขุนนางเว่ย คนเหล่านั้นอาจคุกเข่าลงตรงหน้า และยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงของมันคือกษัตริย์ที่นางกำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้ขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนควบม้าออกมาไกลจากกระท่อมแล้ว ชายชุดดำผู้ติดตามเร่งม้าเข้ามาใกล้“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”“ว่ามา”“ทูตหานออกจากนครหลวงแล้ว คาดว่าจะถึงค่ายของเราในสองวันพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเจิ้งเทียนกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “กษัตริย์หานตอบราชสาส์นว่าอย่างไร”“ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาต้องการเจรจาเรื่องเขตการค้าและการถอนกำลัง”“ตามคาด”“แม่ทัพถามว่าหากการเจรจาล้มเหลว จะให้เตรียมเคลื่อนกำลังหรือไม่”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบทันที คำพูดของเสวี่ยเหมยเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกคร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status