LOGINเสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว “ท่านรู้เรื่องพวกนี้มากจริง ๆ”
“เพียงคาดเดา”
“คาดเดาได้เหมือนแม่ทัพของข้าไม่มีผิด”
เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบ นางจ้องเขาอยู่หลายอึดใจ
“ท่านเป็นคนเว่ยหรือ”
คำถามนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ชิงหลัวและองครักษ์ใกล้ ๆ ต่างหันมามอง เทียนหลงยังคงนิ่ง มือขององครักษ์คนหนึ่งเลื่อนไปแตะด้ามดาบโดยอัตโนมัติ เสวี่ยเหมยยกมือห้ามทันที
“ข้าเพียงถาม”
เทียนหลงมองนาง “ถ้าข้าเป็นคนเว่ย เจ้าจะทำอย่างไร”
“ท่านช่วยชีวิตข้า ต่อให้เป็นคนเว่ย ข้าก็ไม่ทำอะไรท่าน”
“ทั้งที่สองแคว้นอาจกำลังจะทำสงคราม?”
“สงครามระหว่างผู้ปกครองไม่ใช่เหตุผลให้ข้าเกลียดคนทั้งแคว้น”
ดวงตาของเขานิ่งลง
“แต่ถ้าท่านเป็นสายลับที่เข้ามาทำร้ายหาน นั่นก็อีกเรื่อง”
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าเป็นหรือไม่”
เสวี่ยเหมยมองเขาอย่างพิจารณา
“ไม่รู้”
คำตอบทำให้เขาแปลกใจ
นางกล่าวต่อ “หากท่านตั้งใจทำร้ายข้า คืนนี้ท่านมีโอกาสมากเกินพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องบาดเจ็บช่วยข้า เพราะฉะนั้นอย่างน้อยตอนนี้ ข้าเลือกเชื่อว่าท่านไม่ใช่ศัตรู”
เลือกเชื่อ
คำสองคำนั้นทำให้ความรู้สึกบางอย่างเคลื่อนไหวในใจของเจิ้งเทียนอย่างที่เขาไม่คุ้นเคย เพราะอีกไม่นาน เขาอาจกลายเป็นศัตรูของนางจริง ๆ
“เสวี่ยเหมย”
“อะไร”
“หากสงครามเกิดขึ้น เจ้ากลัวหรือไม่”
นางเงียบไป คราวนี้ไม่มีรอยยิ้ม “กลัว”
เขาคิดว่านางจะตอบอย่างกล้าหาญว่าไม่กลัวเสียอีก
“กลัวตายรึ?”
“ข้ากลัวคนอื่นตายมากกว่า”
เสวี่ยเหมยมองเปลวไฟตรงหน้า
“ข้าเกิดในวัง กินอาหารทุกวัน มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ ต่อให้เกิดสงคราม คนกลุ่มแรกที่ถูกปกป้องก็ยังเป็นพวกเรา แต่ชาวบ้านไม่มีอะไรเลย บ้านของพวกเขาอยู่ตรงชายแดน หากกองทัพบุกเข้ามา คนเหล่านั้นจะหนีไปไหน”
นางเงียบไปเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ
“ข้าไม่เข้าใจคนที่อยากทำสงครามเพียงเพื่อได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ หากอยากได้ดินแดนก็เอาชีวิตคนหลายหมื่นไปแลก หากอยากได้อำนาจก็ให้ผู้อื่นสูญเสียครอบครัว บุรุษเช่นนั้นต่อให้ยิ่งใหญ่เพียงใด ข้าก็ไม่ชื่นชม”
ทุกคำตกลงในความเงียบของกระท่อม
เจิ้งเทียนรู้ดีว่าบุรุษที่นางกำลังกล่าวถึงคือใคร
ตัวเขาเอง
แต่แปลกที่แทนจะโกรธ เขากลับอยากฟังต่อ
“แล้วถ้าเขาทำเพื่อความมั่นคงของแคว้นตนเอง”
“ความมั่นคงของคนหนึ่งจำเป็นต้องสร้างบนความทุกข์ของอีกคนเสมอหรือ”
เสวี่ยเหมยถามกลับทันที เจิ้งเทียนไม่ตอบ นางจึงยิ้มบาง ๆ
“เห็นไหม แม้แต่ท่านยังตอบไม่ได้”
เขามองหญิงตรงหน้าด้วยแววตาลึกซึ้ง นางไม่ได้รู้เลยว่ากำลังโต้เถียงเรื่องสงครามกับผู้ชายที่เหล่าขุนนางเว่ยไม่กี่คนยังกล้าคัดค้าน ยิ่งสนทนา เขายิ่งพบว่านางต่างจากภาพองค์หญิงผู้บอบบางที่เคยได้ยินมา
ดอกเหมยแห่งหานไม่ได้มีเพียงความงาม นางมีหนามของตนเองด้วย เสียงฝนเริ่มเบาลงเมื่อผ่านเที่ยงคืนไปแล้ว ชิงหลัวหลับพิงผนัง ขณะที่องครักษ์ผลัดกันเฝ้ายาม เสวี่ยเหมยเองเริ่มง่วง แต่ยังฝืนลืมตา
เทียนหลงมองอยู่พักหนึ่งก่อนกล่าว “นอนเถอะ”
“ข้ายังไม่ง่วง”
สิ้นคำ นางก็หาวทันที เขายกมุมปาก เสวี่ยเหมยทำเหมือนไม่เห็น
“ท่านต่างหากควรนอน คนบาดเจ็บต้องพัก”
“ข้าเคยไม่นอนหลายคืน”
“อีกแล้ว ประโยคแบบนี้ยิ่งทำให้ท่านเหมือนคนหนีการตามล่า”
“บางทีอาจใช่”
“เทียนหลง”
“อืม”
เสวี่ยเหมยมองเขา “สักวันหนึ่งท่านจะบอกข้าหรือไม่ว่าท่านเป็นใคร”
เขานิ่งไปนาน ก่อนตอบว่า “หากเราพบกันอีก”
“แล้วถ้าไม่พบ?”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้”
เสวี่ยเหมยทำหน้าไม่พอใจ “ท่านชอบพูดเหมือนทุกอย่างไม่สำคัญ”
“การพบกันเพียงคืนเดียวอาจไม่สำคัญจริง ๆ”
นางเงียบลง ไม่รู้เหตุใด คำพูดนั้นกลับทำให้ความรู้สึกบางอย่างในอกขุ่นมัวเล็กน้อย
“ก็จริง”
นางตอบเบา ๆ ก่อนหันหน้าไปอีกทาง เจิ้งเทียนมองแผ่นหลังของนาง เขารู้ดีว่าควรปล่อยให้ทุกอย่างจบลงเพียงเท่านี้ รุ่งเช้าเขากลับค่ายเว่ย นางกลับวังหาน หลังจากนั้นทั้งคู่จะกลับไปอยู่ในฐานะที่แท้จริงของตน
เขาเป็นเว่ยอ๋อง นางเป็นองค์หญิงแห่งหาน หากสองแคว้นแตกหัก ไม่มีเหตุผลใดให้คนทั้งสองได้พบกันในฐานะเทียนหลงกับเสวี่ยเหมยอีก
แต่เหตุใดความคิดนั้นกลับทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ ไม่นานเสวี่ยเหมยก็หลับไปจริง ๆ ศีรษะของนางค่อย ๆ เอนลงจนเกือบกระแทกผนังไม้ เจิ้งเทียนขยับตัวรับไว้ทัน นางสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ตื่น
ชายหนุ่มมองใบหน้าที่กำลังหลับสงบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ วางเสื้อคลุมของตนพาดบนไหล่นาง องครักษ์ของหานซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเห็นทุกอย่าง แต่ไม่มีใครกล่าวอะไร
ช่วงใกล้รุ่ง ฝนหยุดสนิท เมฆดำเริ่มจางและแสงสีเงินของเช้าวันใหม่ปรากฏเหนือแนวเขา เสวี่ยเหมยตื่นขึ้นเพราะเสียงนก นางก้มมองเสื้อคลุมบนตัว ก่อนหันไปหาเจ้าของ เทียนหลงยืนอยู่หน้ากระท่อมแล้ว ม้าสีดำของเขาถูกเตรียมพร้อม
“ท่านจะไปแล้วหรือ”
นางเดินออกไปหา
“อืม”
“แผลยังไม่ดีเลย”
“ข้าต้องเดินทาง”
นางถอนหายใจ “รู้อยู่แล้วว่าห้ามไม่ได้”
เขามองนาง “เจ้าเองก็หัวดื้อไม่ต่างกัน”
“อย่างน้อยข้าก็ยอมรับ”
เสวี่ยเหมยยื่นเสื้อคลุมคืนให้ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ขอบคุณสำหรับเมื่อคืน”
“เจ้าทำแผลให้ข้าแล้ว”
“ข้าหมายถึงที่ช่วยทุกคน”
เทียนหลงรับเสื้อคลุม นางลังเลเล็กน้อยก่อนถามอีกครั้ง
“เทียนหลง นั่นเป็นชื่อจริงของท่านหรือไม่”
มือของเขาหยุดชั่วขณะ “สำคัญหรือ”
“ถ้าต้องจดจำผู้มีพระคุณ ข้าก็อยากจำชื่อที่ถูกต้อง”
สายตาของเขาสบกับนาง สุดท้ายกลับตอบเพียงว่า
“สำหรับเจ้าตอนนี้ ข้าคือเทียนหลง”
เสวี่ยเหมยถอนหายใจ “ชายผู้ไม่ยอมบอกที่มา”
“องค์หญิงผู้ถามไม่หยุด”
นางหัวเราะ “เดินทางปลอดภัยนะ เทียนหลง”
เขาพยักหน้า “เจ้าเช่นกัน เสวี่ยเหมย”
ชายหนุ่มขึ้นม้าและควบออกไปตามเส้นทางเหนือ เสวี่ยเหมยยืนมองจนเงาร่างนั้นหายไปจากสายตา ชิงหลัวเดินมาหยุดข้าง ๆ
“องค์หญิงยังทรงสงสัยเขาอยู่หรือเพคะ”
“ยิ่งกว่าเมื่อคืนเสียอีก”
“แล้วคิดว่าเขาเป็นใคร”
เสวี่ยเหมยมองไปยังเส้นทางว่างเปล่า “ไม่รู้ แต่เขาไม่ใช่สามัญชนแน่”
“อาจเป็นแม่ทัพก็ได้นะเพคะ”
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง “หากเป็นแม่ทัพจริง ข้าหวังว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในกองทัพที่กำลังจะมารบกับหาน”
ดวงตาของแม่ทัพใหญ่มีประกายอยากรบ แต่เจิ้งเทียนส่ายหน้า “ยัง”“ฝ่าบาท?”“ถ้าเราข้ามชายแดนตอนนี้ หานจะได้สิ่งที่ต้องการ”“อะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุผลในการขอความช่วยเหลือ”เขาเดินไปที่แผนที่“ตราบใดที่กองทัพเว่ยยังไม่ข้ามเข้าไป รัฐอื่นจะลังเล แต่หากเราบุก หานจะประกาศว่าเว่ยเป็นผู้รุกราน และรัฐที่หวาดกลัวการขยายอำนาจของเราจะมีข้ออ้างรวมตัวกัน”เหอซื่อหมิงพยักหน้าชื่นชม“ดังนั้นฝ่าบาทจึงต้องการบีบให้หานยอมโดยไม่ให้พวกเขามีเหตุชอบธรรมในการรวมพันธมิตร”“ถูกต้อง”ฉู่จงเหยียนยังไม่พอใจ“แต่หานเห็นว่าเราไม่บุก อาจยิ่งคิดว่าสามารถถ่วงเวลาได้”เจิ้งเทียนหันมองเขา“ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้ถ่วง”น้ำเสียงเย็นทำให้คนทั้งกระโจมเงียบลง เว่ยอ๋องหยิบหมุดหนึ่งอันขึ้นมา“เพิ่มทหารหน้าแนวชายแดนอีกสองหมื่น”ฉู่จงเหยียนยิ้มทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“ขนเครื่องยิงหินออกมาให้พวกเขาเห็น แต่ห้ามยิง”“รับพระบัญชา”“สั่งกองม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน”เหอซื่อหมิงถาม “ฝ่าบาทต้องการสร้างแรงกดดันให้พวกเขาคิดว่าเราพร้อมเปิดศึกทุกเวลา”“ข้าต้องการให้กษัตริย์หานนอนไม่หลับ”เจิ้งเทียนตอบเรียบ ๆ หลายคนยิ้มออกมา นี่ต่างหา
“เสด็จพ่อเพคะ”เสียงขององค์หญิงทำให้ทุกคนหยุด กษัตริย์หานมองพระธิดา“เหมยเอ๋อมีความเห็นอย่างไร”เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจ “หม่อมฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประกาศสงคราม”แม่ทัพหลี่เซิ่งขมวดคิ้ว “องค์หญิงหมายถึงอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เจรจา”“เว่ยเห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเจรจา”“เพราะเขาคิดว่าเรากลัวจนจะยอมทุกอย่าง”เสวี่ยเหมยหันไปยังแผนที่“แต่หากเราปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเริ่มเคลื่อนทหารทันที เราก็จะเดินเข้าไปในเกมของเขาเช่นกัน”เสนาบดีใหญ่ถาม “องค์หญิงคิดว่าเกมของเว่ยอ๋องคืออะไร”“ชัยชนะโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก”นางตอบทันที ทุกคนหันมามอง เสวี่ยเหมยกล่าวต่อ“หากเขาต้องการสงครามจริง กองทัพเว่ยข้ามชายแดนมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขามีกำลังมากกว่า มีเสบียงพร้อมกว่า และรู้ว่าหานยังไม่ทันเตรียมตัว แต่เขากลับหยุดอยู่ฝั่งตรงข้าม”พระเชษฐาหานหมิงพยักหน้าช้า ๆ “เขาต้องการให้เรายอมด้วยตัวเอง”“ใช่เพคะ” เสวี่ยเหมยมองพระบิดา “เจิ้งเทียนต้องการชัยชนะ แต่เขาไม่ต้องการจ่ายราคาของสงครามหากไม่จำเป็น”แม่ทัพหลี่เซิ่งถาม “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”“ซื้อเวลา” นางตอบ “เราตอบกลับว่าไม่ปฏิเสธการเจรจาเรื่
เว่ยอ๋องผู้กระหายชัยชนะเสียงระฆังเรียกประชุมราชสำนักดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเร่งฝีเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวกองทัพเว่ยเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนอีกสิบลี้แพร่เข้ามาถึงนครหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ราชสาส์นฉบับใหม่จากเว่ยก็เดินทางมาถึงพร้อมทูตพิเศษซึ่งได้รับคำสั่งให้อ่านข้อเรียกร้องต่อหน้ากษัตริย์หานโดยตรงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีเสวี่ยเหมยเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่พร้อมชิงหลัว หลังจากได้รับพระบัญชาให้เข้าร่วมรับฟังการเจรจา นางยังสวมฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่าย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกบนเรือนผม ขณะที่หยกสีขาวซึ่งเทียนหลงมอบให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าเล็กแนบข้างเอวนับตั้งแต่กลับถึงวัง นางไม่เคยนำมันออกห่างตัว เสวี่ยเหมยเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางทีเพราะมันเป็นหลักฐานว่าการพบชายปริศนาผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงความฝันกลางสายฝน บางทีเพราะคำสัญญาใต้ต้นเหมยยังติดอยู่ในความทรงจำหรือบางทีนางเพียงรู้สึกว่า เมื่อถือหยกชิ้นนี้ไว้ ชายที่เต็มไปด้วยความลับผู้นั้นก็เหมือนยังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโ
คำตอบนั้นทำให้หลายคนเงียบลง ฉู่จงเหยียนยิ้มเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับผู้เป็นนายดี เมื่อเว่ยอ๋องกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าในพระทัยมีแผนสำรองอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนสำรองนั้นคืออะไร แม้กระทั่งตัวเจิ้งเทียนเองในเวลานี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงชื่อของเสวี่ยเหมยในฐานะเงื่อนไขทางการเมืองอย่างจริงจังสำหรับเขา นางยังเป็นเพียงหญิงที่บังเอิญพบระหว่างการเดินทาง หญิงที่ทำแผลให้เขา หญิงที่กล้าเถียงเรื่องสงคราม และหญิงที่กำลังถือหยกประจำพระองค์ของเขาอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรการประชุมดำเนินต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อทุกคนรับคำสั่งเรียบร้อย เจิ้งเทียนจึงสั่งให้แยกย้าย แม่ทัพทั้งหลายคำนับแล้วเดินออกจากกระโจม ฉู่จงเหยียนเดินเป็นคนสุดท้าย แต่ก่อนออก เขาหยุดแล้วหันกลับมา“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าควรทูลหรือไม่”“พูดมา”“คนของเรารายงานว่าฝ่าบาททรงมอบป้ายหยกประจำพระองค์ให้สตรีผู้หนึ่ง”หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าทันที เจิ้งเทียนกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยน“แล้วอย่างไร?”แม่ทัพใหญ่รีบคุกเข่า“ป้ายหยกนั้นสามารถผ่านด่านภายในวังได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจเกิดปัญหา กระหม่อมจึงคิดว่าควรส่ง
ทันทีที่คำว่า นาง หลุดออกมา เจิ้งเทียนก็ชะงักเล็กน้อย หลี่เซวียนก้มหน้าทันทีเพื่อซ่อนสีหน้าสนใจ เขาติดตามผู้เป็นนายมาหลายปี เคยเห็นเว่ยอ๋องบาดเจ็บหนักกว่านี้มาก บางครั้งถูกธนูสองดอกยังไม่ยอมพัก แต่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทกล่าวถึงผู้ทำแผลด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ไม่ต้องถามก็รู้ว่า “นาง” คือผู้ใด เจ้าหญิงเสวี่ยเหมยแห่งหาน และหากเขาเดาไม่ผิด ป้ายหยกประจำพระองค์ที่หายไปคงอยู่กับองค์หญิงผู้นั้นเช่นกัน หลี่เซวียนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเจิ้งเทียนนั่งลงหน้าโต๊ะก่อนถาม “เรื่องคนร้ายเมื่อคืน สืบได้อะไร”“พบศพหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตรวจแล้ว อาวุธเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป ไม่มีสัญลักษณ์สำนักหรือกองทัพใด เสื้อผ้าก็ไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตน”“หมายความว่าคนส่งมาต้องการปิดร่องรอย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เป้าหมายของพวกมันคือองค์หญิงหรือข้า”“จากคำให้การขององครักษ์หาน คนร้ายติดตามขบวนองค์หญิงมาตั้งแต่ก่อนฝ่าบาทปรากฏตัว ดูเหมือนเป้าหมายน่าจะเป็นองค์หญิงเสวี่ยเหมย”ดวงตาของเจิ้งเทียนเย็นลงทันที “มีใครในราชสำนักหานต้องการให้นางตาย”“กระหม่อมกำลังให้คนสืบ”“เร็วขึ้น”หลี่เซวียนรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน
ชิงหลัวมองลายมังกรบนหยก “ลายนี้ดูคุ้น ๆ”เสวี่ยเหมยรับกลับมาดู “ลายมังกรมีอยู่ทั่วไปในของของตระกูลสูงศักดิ์”นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เพราะตราประจำราชวงศ์เว่ยถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในลายเมฆด้านหลัง ต้องรู้วิธีหมุนหยกและส่องผ่านแสงจึงจะมองเห็น“เก็บดี ๆ นะเพคะ”“รู้แล้ว”เสวี่ยเหมยใส่หยกกลับเข้าไปในถุง สำหรับนาง มันเป็นเพียงของแทนคำสัญญาจากชายปริศนาคนหนึ่ง นางไม่รู้ว่าหากนำหยกชิ้นนี้ไปแสดงต่อขุนนางเว่ย คนเหล่านั้นอาจคุกเข่าลงตรงหน้า และยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงของมันคือกษัตริย์ที่นางกำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้ขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนควบม้าออกมาไกลจากกระท่อมแล้ว ชายชุดดำผู้ติดตามเร่งม้าเข้ามาใกล้“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”“ว่ามา”“ทูตหานออกจากนครหลวงแล้ว คาดว่าจะถึงค่ายของเราในสองวันพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเจิ้งเทียนกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “กษัตริย์หานตอบราชสาส์นว่าอย่างไร”“ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาต้องการเจรจาเรื่องเขตการค้าและการถอนกำลัง”“ตามคาด”“แม่ทัพถามว่าหากการเจรจาล้มเหลว จะให้เตรียมเคลื่อนกำลังหรือไม่”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบทันที คำพูดของเสวี่ยเหมยเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกคร







