Masukตลาดมืดไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนทุกคนก็เข้าไปได้ จะเปิดหน้า คลุมหน้า สามารถเข้าไปได้หมด เพราะในตลาดมืดแห่งนี้มีคนอยู่ทุกประเภท แต่ส่วนใหญ่จะจงใจปกปิดตัวตน
สองข้างทางมีร้านค้าสารพัด เนื่องจากของที่ขายแตกต่างกัน ลักษณะการตกแต่งร้านก็แตกต่างไปด้วย บางร้านก็ตกแต่งไปทางสไตล์โรมันโบราณอย่าง สไตล์โกธิค สไตล์บารอก และตึกแถวที่มีก็เป็นอาคารสไตล์สวนโบราณแบบจีน แต่ก็ไม่แปลกเพราะเวลานี้นางอยู่ในยุคจีนโบราณในอดีตที่ย้อนเวลามาห้าหกร้อยปีแล้วก็ว่าได้ หลินจื่อเหยาเงยหน้าขึ้นก็สังเกตเห็นป้ายร้าน 'ดูดวง' มองๆ ดูมีร้านแบบนี้สิบกว่าร้านได้แต่ก็มีเพียงแค่ร้านนี้ที่มีคลื่นพลังลอยอยู่จางๆ ในตอนที่นางได้ไปอยู่ที่ยุโรปช่วงชีวิตครั้งสุดท้ายนั้นก็ได้พบกับการดูดวงด้วยไพ่ทาโร่ต์ ไพ่ทาโรต์เป็นอุปกรณ์ทำนายประเภทหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากยุโรป และเป็นที่นิยมมากในช่วงกลางศตวรรษ นางเองก็ตามกระแสไปด้วย แต่เรื่องราวต้นกำเนิดของมันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ แต่ไพ่ทาโรต์ของแท้มีอยู่ไม่มาก ไพ่ทาโรต์ที่ขายอยู่ตามท้องตลาดในยุคสมัยใหม่ถ้าใช้ทำนายเรื่องเล็กน้อยก็พอทํานายได้แต่ในสถานการณ์อื่นก็เป็นแค่เศษกระดาษ แต่เมื่อมาที่การดูดวงของคนที่นี่เขาใช้การดูแบบโหราศาสตร์ แน่นอนว่านางรู้จัก แต่สำหรับหลินจื่อเหยาแล้ว การได้พบเห็นก็สามารถทำนายดวงชะตาของคนผู้นั้นได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ไพ่ทาโร่ต์ หรือโหราศาสตร์ใดๆ หลินจื่อเหยาครุ่นคิด กดผ้าปิดปาก ดวงตาหลุบลงเดินเข้าไปในตลาดมืดต่อ นอกจากร้านค้าในอาคาร บริเวณรอบๆ ยังมีร้านแบกับพื้นดินจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่วางขายของโบราณที่แตกหัก แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการหลอกคนซื้อที่อยากตามหาของหายาก ของเก่าแก่ราคาค่อนข้างแพงเหล่านั้น หลินจื่อเหยากวาดตามองไปเรื่อยๆ สํารวจของเก่าเกือบร้อยชิ้นได้หมดภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ และที่อยู่ในความคาดหมายก็คือของพวกนี้เป็นของปลอมหมดทุกชิ้นไม่มียกเว้น จนกระทั่งหนึ่งเค่อต่อมา ในที่สุดหลินจื่อเหยาก็พบของที่นางต้องการ มันคือหยกเย็นชิ้นหนึ่งที่ปะปนอยู่ท่ามกลาง กองเครื่องกระเบื้องไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย อักษรที่ถูกประทับไว้บนหยกเย็นนั้นเสียหายไปไม่น้อย เลอะดินโคลน มองแวบแรกเหมือนทํามาจากดิน หลินจื่อเหยาก้มหน้าเพ่งตามอง คำนวณอายุและเนื้อหยกชิ้นนี้ออกมาได้ในชั่วพริบตา หยกเย็นชิ้นนี้ถูกค้นพบเมื่อสามร้อยสามสิบเก้าปีก่อนคริสตศักราช ยุคสมัยจ้านกั๋ว ผ่านมาสองพันปีคุณค่าในการทำยาต้องอยู่ที่เก้าเก้าสิบเปอร์เซ็นถึงหนึ่งร้อยไม่ขาดอย่างแน่นอน หลินจื่อเหยานั่งลง “อันนี้ขายยังไง?” นางชี้นิ้วออกไปแต่กลับไม่ได้ชี้ไปที่หยกเย็นชิ้นนั้น แต่เป็นชามหินที่อยู่ข้างกัน เจ้าของร้านเป็นเด็กหนุ่ม เขามองเด็กสาวอย่างสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า ตอบแบบขอไปที "เอาไปห้าร้อยตำลึงเงิน” น้ำเสียงเจือไปด้วยการดูถูกไม่มากก็น้อย หลินจื่อเหยาเสมอง ชี้ไปยังหยกเย็นชิ้นนั้น “แล้วอันนี้เล่า?” “แถมฟรีๆ” เด็กหนุ่มเริ่มรำคาญ “เอาไปหมดนั่นแหละ อย่ามาเกะกะคนจะค้าขาย" เขากำลังรอเหล่าผู้ดี คุณชายพวกมั่งคั่งมาให้หลอกสักสองสามคน ไม่มีเวลามาเสียให้กับเด็กสาวที่อับจนอย่างนาง หลินจื่อเหยาสีหน้าไม่เปลี่ยน หลังจากวางถุงตำลึงลงไปนางก็หยิบชามหินกับเหรียญโบราณ เอามือลูบเล็กน้อย ดวงตาหงส์เพ่งมอง ตอนนี้นางแน่ใจได้ว่าโลกมนุษย์เป็นโลกที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ แต่แบบนี้ก็ดีนางจะได้อยู่ไปจนแก่ได้อย่างสบายใจเสียที แต่ท่าทางของนางพออยู่ในสายตาของเด็กหนุ่มกลับกลายเป็นว่ายากจนจนบ้าไปแล้ว เขาแสยะยิ้ม ไม่เบาเสียงตัวเองเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังจงใจพูดเสียงดังขึ้น "พวกคนจน ดูของไม่เป็นคิดว่าตัวเองได้ของดีไปหรืออย่างไรนั่งภูมิใจอะไรนักหนา” เจ้าของร้านข้างๆ ได้ยินเข้า "เอ๊ะ นายอย่าพูดตรงแบบนั้นสิ ไว้หน้าให้นางบ้าง" “ยังจะเอาหน้าไปทำไมกันตอนนี้ใครก็เข้ามาในตลาดมืดได้แล้วหรือถึงได้ปล่อยคนยากจน คนขอทานเข้ามาได้” “นั่นน่ะสิ ช่วงนี้เจอแต่ขอทานอยากได้ของดี น่าขายหน้าจริงๆ" พวกเขาอยู่ในตลาดมืดมานานขนาดนี้ ยังจะไม่รู้อีกหรือว่าลูกค้าคนไหนรวยคนไหนจน คนไหนขอทาน คนจนแบบนี้ พวกเขาแม้แต่จะหลอกยังขี้เกียจ เด็กหนุ่มแสยะยิ้มอีกครั้ง “นี่ไม่ใช่แค่จนนะ โง่ชัดๆ แม้แต่ความสามารถพื้นฐานในการดูของก็ไม่มี" ชามหินนั่นเขาซื้อจากโรงกระเบื้องมาห้าตำลึงส่วนก้อนดินนั่นเขาก็เก็บได้จากสวนสาธารณะในฝูหนาน ไม่มีค่าแม้แต่ตำลึงเดียว ของสองอย่างนี้ก็แค่เอามาวางให้ดูว่าในร้านของเขานั้นมีของมากหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะมีคนโง่ซื้อจริง เขาเลยได้เงินห้าร้อยตำลึงมาง่ายๆ หลินจื่อเหยานำหยกเย็นนั้นใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายของนางจากนั้นก็โยนชามหินที่ซื้อมาทิ้งลงถังขยะ นางกำกระชับสายกระเป๋าแล้วหมุนตัวเดินออก เมื่อเห็นเช่นนั้นเด็กหนุ่มสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที “เจ้าหมายความว่าอย่างไรเนี่ย!” ซื้อแล้วก็ทิ้ง ทั้งยังทิ้งต่อหน้าของเขาด้วย จงใจดูถูกเขาอย่างนั้นหรือ? หลินจื่อเหยาไม่สนใจ เดินหน้าต่อ เด็กหนุ่มโมโหลุกยืนขึ้น “เจ้าเป็นลูกค้าหน้าใหม่ใช่หรือไม่เหตุใดถึงไม่รู้จักมารยาทเช่นนี้ หยุดนะ!" พอเขาจะตามไปก็มีเสียงพูดดังขึ้น เจือไปด้วยความร้อนรนเล็กน้อย “นายท่าน นายท่าน โรคกำเริบอีกแล้วนายท่านอย่าเป็นอะไรไปนะขอรับ..." คนคนนั้นเป็นชายวัยสี่สิบต้นๆ กำลังคุกเข่าประคองชายชราที่สวมใส่ชุดคลุมสีขาวตัวยาวซึ่งมองก็รู้ว่าเนื้อผ้านั้นราคาสูงลิบลิ่ว หนวดเคราผมเผ้าสีขาว ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ใบหน้าที่ขาวซีดกลับยังคงความน่าเกรงขามอยู่ “นั่นมันอะไรกันแน่มีคนกำลังจะตายอย่างนั้นหรือ?" “จะเป็นอะไรได้อีกพวกผู้เฒ่าออกมาหาของเก่าโรคกำเริบกระมัง" เด็กหนุ่มที่กำลังร้อนใจแลกำลังโมโหเอ่ยขึ้นน้ำเสียงหงุดหงิด จากนั้นเขาก็สะบัดเสื้อเดินตรงมาที่หลินจื่อเหยา ที่เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนโดนดูถูกอย่างมากกับท่าทางของหลินจื่อเหยาเมื่อสักครู่ หากไม่ได้ระบายสั่งสอนนางสักหน่อยเขาก็คงยากที่จะทนไหว เขารีบเดินเข้าไปกระชากกระเป๋าสะพายของหลินจื่อเหยาจากทางด้านหลังท่าทางรุนแรง “ข้าสั่งให้เจ้าหยุด!" ทันทีที่โดนกระชากหลินจื่อเหยาไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร นางเพียงแค่หมุนตัวกลับมาแล้วยกขาขวาขึ้น ท่าทางของนางคล้ายกับการยกเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ตั้งใจ แต่แค่ลูกเตะเดียวกลับทำให้เด็กหนุ่มผู้นั้นกระเด็นออกไปไกลหลายสิบจั้ง แม่ทัพน้อยไป๋จวินหานเห็นเช่นนั้นก็ผุดลุกขึ้นในทันที “โครม” ผู้คนในละแวกนั้นต่างก็งุนงงไปตามกัน ชายชราที่กำลังนั่งพิงชายอีกคนในช่วงที่สลึมสลือก็ยังสามารถเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่งนึกว่าตนเองนั้นฝันไป "เฮ่อฉิงพยุงข้าลุกขึ้น" ชายชราเอ่ยขึ้นด้วยความยากลำบาก ชายที่ชื่อเฮ่อฉิงรีบประคองชายชราขึ้นมาแต่ขึ้นได้เพียงเล็กน้อย เขาก็ทรุดลงไปอีก "นายท่าน..." เฮ่อฉิงตะโกนด้วยความตกใจ หลินจื่อเหยากวาดสายตามองอย่างสํารวจไปที่ชายชรานางยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าไป ก็มีผู้ดูแลควบคุมตลาดมืดเดินออกมาสามสี่คน แต่ละคนรูปร่างสูงใหญ่ กำยำน่าเกรงขาม กลิ่นอายกำลังภายในหนาแน่นหลินจื่อเหยาปรายตามองพวกเขา คนดูแลเหล่านี้ในยามปกติไม่เคยโผล่หน้าเข้ามาจัดการเรื่องราวอันใดเวลานี้ต่างก็ได้เดินเข้ามา หยุดตรงหน้าของหลินจื่อเหยาเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ต้องขออภัยที่ทำให้แม่นางตกใจ " พูดจบเขาก็หันไปทางเด็กหนุ่มคนนั้น "ตลาดมืดแห่งนี้ก็มีกฎของการซื้อขาย ของที่ขายออกไปแล้วลูกค้าจะทำอันใดกับมันก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของเขา เจ้าไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว จากนี้ไปเจ้าห้ามเข้ามาขายของในตลาดมืดนี้อีก” พูดจบก็หันไปโค้งตัวให้หลินจื่อเหยาอีกครั้งจากนั้นก็ลากตัวเด็กหนุ่มคนนั้นออกไป ชั่วขณะนั้นชายชราก็หมดสติลงไปจริงๆ เฮ่อฉิงเองก็ตกใจจนเหงื่อไหลออกมาเต็มไปหมด เขาไม่น่าตามใจชายชราผู้นี้จนเกิดเรื่องเลยจริงๆ แล้วเช่นนี้เขาจะทำอย่างไร ในขณะนั้นเองเฮ่อเฉิงเงยหน้าขึ้นเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือจากใครสักคน เขาก็ต้องชะงักไป เด็กสาวเมื่อสักครู่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขา สองขาทั้งยาวทั้งตรง หลังจากที่นางเดินเข้ามาใกล้หน่อยก็นั่งลง ยกมือขึ้นจับชีพจรของชายชรา ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในที่สุดเฮ่อเฉิงก็ได้สติกลับมา พอเห็นท่าทางของเด็กสาวก็ทั้งตกใจทั้งโมโห เขาตีมือของนางทันทีพร้อมตวาดเสียงดุ "อย่ามาจับนะ เจ้าคิดจะทำอะไร?" นายท่านของเขาคือผู้ใด เขาเป็นถึงเจ้าสำนักใหญ่ของสำนักฝวูจื้อเชียวนะ ถึงแม้ว่าในยามปกติเขาจะไม่เคยปรากฎกายให้ผู้ใดพบเห็นง่ายๆ ก็เถอะ แต่เขาในฐานะผู้ติดตามก็ต้องคอย ระมัดระวังเป็นอย่างมาก ถ้าเกิดเรื่องขึ้นใครก็รับผิดชอบไม่ไหว แต่มือของเขาไม่สัมผัสถูกมือของเด็กสาวแม้แต่น้อย ตีลงไปที่พื้นแทนเฮ่อเฉิงสูดลมหายใจเข้าลึก โมโหยิ่งกว่าเดิม “แม่นางเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่” หลินจื่อเหยายังคงลองจับชีพจร “ช่วยชีวิตคน" เฮ่อเฉิงราวกับได้ยินเรื่องตลก “เจ้าเป็นเพียงสตรีที่อายุยังน้อยเองนะ เจ้าอย่ามาสร้างความวุ่นวายที่นี่ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับนายท่านทั้งตระกูลของเจ้าก็รับผิดชอบไม่ไหว.." ในสามสี่แคว้นใหญ่ นอกจากหมอระดับปรมาจารย์ที่มาจากสำนักโอสถไม่กี่คน ใครกล้าพูดว่าจะรักษาเจ้าสำนักได้บ้าง ........มู่หรงเหว่ยถิงไม่สนใจชายชุดดำเหล่านั้นนางหมุนกายก้าวเดินกลับมาที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินที่ยืนอยู่เมื่อเห็นเด็กสาวเดินเข้ามา เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ยกหน้าขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ดวงหน้าเยาว์วัยของเขานิ่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่กลับงดงามจนเด็กสาวต้องเผลอชะงักลมหายใจผิวของเขาขาวสะอาดดุจหยกเนื้อดี ทว่าไม่ซีดเซียว กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ที่พวงแก้มดูมีชีวิตชีวา หน้าผากกว้างได้รูป แสดงถึงความเฉลียวฉลาด คิ้วดกดำเรียวยาวโค้งงามราวขีดพู่กันจากจิตรกรเอกรับกับดวงตาคมล้ำดั่งหมึกจิ้มจอก ทั้งแววตาสุขุมนั้นแลดูเกินวัยคล้ายซ่อนความลึกซึ้งไว้ภายใน คล้ายเคยผ่านเรื่องราวมากมายเกินกว่าบุรุษน้อยในวัยเดียวกันจะรับไหวขนตายาวสลวยขับเน้นนัยน์ตาสีดำสนิทดั่งหยกดำ เส้นผมยาวประบ่าผูกไว้หลวม ๆ ด้วยเชือกไหมสีเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน กลุ่มผมก็กระเพื่อมตามจังหวะ เผยให้เห็นต้นคอขาวละมุนราวหยกหิมะจมูกโด่งสวยรับกับรูปหน้า ปากบางสีชมพูอ่อน เม้มแน่นคล้ายไม่คุ้นชินกับการสนทนา สายตาเมื่อจ้องมองเด็กสาวราวกับจะมองทะลุไปถึงจิตใจเขาไม่ได้แต่งกายหรูหรามากนัก เป็นผ้าเนื้อดีธรรมดาสีน้ำเงินปักลวกลายเรียบสะอาดสะอ้าน ทว
มือของเขาที่โอบอยู่รอบเองของนางได้ลูบไล้ขึ้นลงเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านพาให้หลินจื่อเหยารู้สึกราวกับว่าเวลานี้นางกำลังถูกกระแสไฟฟ้าพาดผ่านชาไปทั่วทั้งตัวจากนั้นนิ้วเรียวยาวของเขาก็เคลื่อนมาด้านข้างกระตุกสายรัดเอวของนางออกสิบอึดใจผ่านไปมือไม้พัลวัน“ชุดเจ้าสาวชุดนี้ถอดยากพอสมควร” พอหลินจื่อเหยาเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “ฮูหยินรองกับฮูหยินจวนตระกูลห่าวช่วยสวมใส่ให้ข้ายุ่งยากพอสมควร”ตอนที่นางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ในยุคสมัยใหม่การสวมใส่เสื้อผ้านั้นค่อนข้างง่ายพอสมควรชุดเดรสยามคลุมเท้าชุดเดียวก็ไปไหนๆได้แล้วดังนั้นเมื่อสองปีก่อนนางจึงได้ออกแบบชุดเดรสแขนยาวนำไปให้ร้านตัดเย็บตัดมาส่งให้ ในทุกๆวันรอบสองปีนางมีเดรสสีขาว สีดำและสีฟ้ายาวครอบเท้าสวมใส่อย่างสม่ำเสมอนอกจากเพราะความเคยชินแล้วยังเพราะความสะดวกด้วยตอนนี้ชุดแต่งงานนี้เป็นการสวมตัวในหนึ่งชั้นตัวนอกหนึ่งชั้นและยังมีชุดคลุมอีกชั้นแต่ละชั้นล้วนมีเชือกผูกซ้ายผูกขวายุ่งยากมากตอนนี้นางกลับรู้สึกขอบคุณชุดที่ซับซ้อนแบบนี้ที่ให้เวลานางได้เตรียมใจและผ่อนคลายก่อนแต่ชั่วครู่ถัดมามือของมู่หรงเหว่ยหมินก็โอบเอวนางอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นไปก็ถูกริมฝีปากบางก็ถ
มู่หรงเหว่ยหมินจับมือหลินจื่อเหยาเอาไว้แน่น ยกยิ้มมุมปากเอ่ยกระซิบ “เหยาเหยาข้ารู้สึกตื่นเต้นมาก”ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงดูไม่จริงจัง“หืม...” หลินจื่อเหยาเหลือบมองเขาผ่านผ้าโปร่ง “ท่านยังต้องอยู่ดื่มสุราต้อนรับแขกและส่งแขกอีกนะระหว่างนี้ท่านก็ก็ใจเย็นๆ”มู่หรงเหว่ยหมินครุ่นคิด “อืมก็จริง”หลังจากที่ส่งหลินจื่อเหยาเข้าห้องหอแล้ว มู่หรงเหว่ยหมินก็ถูกแม่ทัพน้อยไป๋และซุนยวี่เหอลากตัวออกไป ในห้องโถงจัดเลี้ยงมู่หรงจินเหยียนก็ถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ไป๋เผยหนิงพระชายาของเขาประคองเข้ามา"น้องห้าพี่ใหญ่มาแสดงความยินดีกับเจ้า" น้ำเสียงของเขาแหบแห้งร่างกายที่เคยแข็งแรงดูอ่อนแอ เวลานี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์เปลี่ยนไปเป็นมู่หรงจื่อเฉิงไปแล้วแม้หลายฝ่ายจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่สุดท้ายตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นเขามู่หรงเหว่ยหมินหมุนกายกลับมา ยกจอกสุราขึ้น"พี่ใหญ่สภาพร่างกายไม่แข็งแรงยังมาดื่มฉลองให้ข้าอีกข้าขอบพระทัยท่านมาก""ไม่ลำบากสักนิด"เขายิ้มแล้วยกสุราขึ้นดื่ม จากนั้นบรรดาองค์หญิงองค์ชายองค์อื่นๆ ก็เข้ามา แสดงความยินดีกับเขาถัดไปไม่ไกล อู๋เฉินวางจอกสุราลงแล้วถามมู่หรงจื
หลินจื่อหานกลอกตา ถอนหายใจ"ท่านพ่อน้องสาวจะออกเรือน ท่านควรพูดเรื่องดีดีสิ" "อืม..ที่ผ่านมาพ่อไม่ดีนัก พ่อไม่รู้จะทำอย่างไรไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อน้องสาวของเจ้าได้บ้างในตอนนี้..." เสนาบดีหลินเสียงสั่นหลินจื่อเหยากระพริบตา "ท่านไม่ต้องทำอะไรข้ารับรู้ได้ทั้งหมดแล้ว..""ท่านเสนาได้เวลาส่งตัวเจ้าสาวแล้วเจ้าค่ะ" ฮูหยินรองของจวนหลินเอื้อนเอ่ย จากนั้นนางก็ลุกขึ้นมาประคองหลินจื่อเหยา เอ่ยช้าๆ"คุณหนูใหญ่ข้าขอให้ท่านมีความสุขมากๆมีหลานตัวน้อยออกมาไวๆ""ขอบคุณฮูหยินรอง อย่างไรเสียก็ฝากดูแลท่านพ่อต้มน้ำแกงไก่ดำบำรุงร่างกายให้เขาเสียหน่อยประเดี๋ยวก็จะไม่สบาย"เมื่อได้หยินหลินจื่อเหยาเอ่ยเช่นนั้นฮูหยินรองไม่กล้าไม่เชื่อ นางพยักหน้า "ได้ คุณหนูใหญ่เชิญ"ในเวลาต่อมาเจ้าสาวในชุดสีแดงก็ถูกแม่สื่อจูงออกมาที่ด้านหน้าประตูจวนซึ่งเวลานี้มีคนของตระกูลหลินจำนวนมากมายืนส่งนาง ทันทีที่เห็นหญิงสาวในชุดสีแดงก้าวเดินออกมาแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดบังเอาไว้ ผู้คนที่ยืนรอดูอยู่หน้าจวนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา"ออกมาแล้วเจ้าสาวออกมาแล้ว.." "เสียดายจริงๆไม่เห็นตอนนางเปิดหน้า..""เจ้ายังไม่เคยเห็นนางหรือ? นางงดงามมากเชียวนะ ง
หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สุรารสชาติใดทั้งสองก็ได้เปิดประตูเดินออกมา แต่ทันทีที่เดินออกมาก็มีมีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้น คนที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆก็พากันกระโดดออกมา“องค์ชายห้า เหยาเอ๋อยินดีด้วย!”“ยินดีกับองค์ชายห้าที่ได้สมรสเสียที!”“อย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เลี้ยงฉลองกันเลย! ”ซุนยวี่เหอยกไหสุราขึ้นมา “องค์ชายห้าในฐานะที่ข้าเป็นสหายคนที่สนิทที่สุดของเจ้าวันนี้ไม่เมาข้าไม่กลับจวน!”“อย่างนั้นเลยหรือ?!” มู่หรงเหว่ยหมินเอ่ยถาม “ใช่ข้าเอาด้วย วันนี้เป็นเจ้าเลี้ยงสุราข้าในฐานะที่แย่งศิษย์พี่ใหญ่เหยาของพวกข้าไป!” ห่าวหรานก้าวออกมาสมทบ“ใช่จริงด้วยองค์ชายห้าท่านควรเลี้ยงสุราพวกเรา” หมินอวี่เห็นด้วยและทุกคนที่มาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย มู่หรงเหว่ยหมินหันมาพูดอย่างใจเย็น “สุราหอซุนไห่รสชาติไม่เลวคุณชายใหญ่ซุนเจ้ายินดีจะนำออกมาเลี้ยงทุกคนหรือไม่?”ทุกคน “…”พวกเขาหันไปมองซุนยวี่หยางพร้อมๆกัน ซุนยวี่หยางค่อยก้าวเดินมาทางหมินอวี่หยุดตรงหน้านางแล้วพูด "ต้องแล้วแต่ฮูหยินใหญ่ซุนแล้ว"พร๊วด!!แค้กๆๆ!!"ไอ่หยาพวกเจ้าช่างโอ้อวดเสียจริงๆ"ห่าวหรานหงุดหงิดหมินอวี่หันไป "ห่าวหรานข้าเห็นนะว่าเจ้าชอบ
จวนตระกูลซุนผู้เฒ่าซุนเห็นหลานชายทั้งสองเดินเข้ามาก็นึกถึงงานสมรสอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นพลางนึกโมโหชี้หน้าซุนยวี่เหอ “เจ้าหลานโง่ ดูองค์ชายห้าจะแต่งงานแล้ว แล้วเจ้าหล่ะไหนสตรีที่เจ้าพึงใจ!”ซุนยวี่เหอย่นปากกระชับเสื้อคลุม “อ่า..ท่านปู่ ท่านไม่รู้หรอกหรือว่าบรรดาขุนนางที่ประเคนบุตรสาวเข้ามาตระกูลซุนก็เพราะเห็นแก่อำนาจที่แข็งแกร่งของตระกูลซุนของพวกเราทั้งนั้น” พูดพลางเดินเข้ามาหยิบขนมบนโต๊ะน้ำชาเข้าปากแล้วเอ่ยต่อ“ไม่ได้จริงใจต่อข้า ข้าไม่เอาหรอก”“ถุย!” ผู้เฒ่าซุนโมโหหนัก “แค่มีมาก็ดีแล้ว ทำไมเจ้ายังคิดว่าพวกเขายังจะอยากได้น้ำในหัวของแกด้วยหรืออย่างไร”ซุนยวี่เหอ “…”เขาขยิบตาให้ซุนยวี่หยางที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ช่วยด้วย!”ซุนยวี่หยางกลืนน้ำชายังไม่ทันได้พูดอะไรในที่สุดผู้เฒ่าซุนก็หันไปโมโหเขาด้วยอีกคน “เจ้าด้วยก็อีกคน!” ชายชราถอนหายใจ “ทำงามหน้านักข้าให้เจ้าไปหาสตรีที่ตระกูลไม่ต้องมีอำนาจเกี่ยวกับราชสำนัก แต่เจ้า!กลับไปพึงพอใจบุตรสาวเจ้าสำนักเงาของราชวงศ์หนำซ้ำยังไม่ยังพานางติดสอยห้อยตามทำราวกับนางไร้บิดามารดา ปู่บอกว่าให้จัดเตรียมสินเดิมไปเจรจาตกลงกับเจ้าสำนักเง







