LOGINหลินจื่อเหยาเดินตามความทรงจำไปตามทางผ่านสวนดอกไม้ไปทางบึงเหลียนฮวาเดินไปได้สักพักนางก็หยุดเดินมองออกไปทางบึงครู่หนึ่ง
ใบหน้างามก็เย็นชามากยิ่งขึ้นจากนั้นนางก็เดินไปที่เรือนของตนเอง เรือนเหมยฮวาอยู่ค่อนข้างไกลจากเรือนหลังใหญ่ อยู่ห่างไกลผู้คน บริเวณรอบๆ มีสวนดอกไม้ และต้นเหลียนฮวาที่ทั่วทั้งต้นตอนนี้ขาวโพลนเต็มไปด้วยหิมะ ในเรือนไม่มีใครเพราะบ่าวรับใช้เพียงคนเดียวได้ทรยศนางไปแล้ว นั่นไม่ใช่ปัญหากลับเป็นเรื่องที่ดี ที่ไม่มีใครมายุ่มย่ามกับชีวิตใหม่ของนาง ภายในห้อง หลินจื่อเหยามองสำรวจโต๊ะเครื่องแป้งที่เต็มไปด้วยเครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับของเจ้าของร่างอย่างเงียบๆ นางเข้าใจว่าเจ้าของร่างนี้ก็รักสวยรักงาม แต่เพราะมีบ่าวรับใช้ที่เนรคุณชอบยุแยงให้นางแต่งหน้าหนาเตอะ แต่งตัวรุงรังทำตัวน่ารังเกียจอยู่เสมอตามคำสั่งของฮูหยินใหญ่และ หลินเสี่ยวเซวียน นี่คงต้องการปกปิดความงดงามของเจ้าของร่างนี้สินะ หลินจื่อเหยากวาดทุกสิ่งลงถาดน้ำชาที่ตั้งอยู่ แล้วยกออกไปทิ้ง จากนั้นนางก็เดินเข้าไปสำรวจเตียงนอนยังไม่ทันได้ลงมือเก็บกวาดด้านนอกห้องก็มีเสียงบ่าวรับใช้ดังขึ้นมา "คุณหนูรองเจ้าคะ บ่าวยกน้ำอุ่นมาเติมให้คุณหนูเจ้าค่ะ " หลินจื่อเหยาปรายตามองออกไปที่ประตู ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินไปเปิดประตู ด้านนอกมีบ่าวรับใช้สองคนมาพร้อมกับถังน้ำเมื่อเห็นประตูเปิดนางทั้งสองก็ยกน้ำเข้าไปด้านใน หลินจื่อเหยามองตามเงียบๆ เห็นว่าไม่มีอะไรนางก็ปิดประตูเดินเข้าไปหยุดที่หน้าเตียงนอนอีกครั้ง "คุณหนูรองจะอาบน้ำเลยหรือไม่เจ้าคะ บ่าว..." บ่าวรับใช้ยังพูดไม่จบ หลินจื่อเหยาก็ชี้นิ้ว "เก็บออกไปให้หมด แล้วหาผ้าสีขาวมาปูให้ข้า" บ่าวรับใช้ทั้งสองคนผงะไปครู่หนึ่ง นางทั้งสองเพิ่งมาใหม่เมื่อเช้านี้ ทำงานภายนอกห้องโถงจู่ๆ ก็ถูกเรียกให้มาเรือนเหมยฮวาของคุณหนูรอง ก่อนจะออกมามีบ่าวรับใช้คนเก่าแก่พูดกันว่า คุณหนูรองโง่เง่า ขี้โวยวายน่ารำคาญ แต่พอมาเห็นเช่นนี้ไม่ได้รู้สึกว่านางจะขี้โวยวายน่ารำคาญตรงไหน ตรงกันข้ามกลับเย็นชาน่าเกรงขามมากด้วยซ้ำไป "เจ้าค่ะคุณหนูรอง.." ไม่นานบ่าวทั้งสองก็เก็บเปลี่ยนที่นอนให้นางอย่างรวดเร็ว จากนั้นหลินจื่อเหยาก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ใบหน้างามขมวดคิ้วเข้าหากัน หลินจื่อเหยาถอนหายใจออกมา หันหน้าออกไปหาบ่าวรับใช้ทั้งสองคนแล้วพูดว่า "เสร็จแล้วก็ตามข้ามานี่.." บ่าวรับใช้ทั้งสองได้ยินก็รีบก้าวเท้าเดินเข้ามาตามเสียงเรียก "คุณหนูรอง.." "รื้อออกมาให้หมด หาชุดสีอ่อนที่สุดให้ข้าชุดหนึ่ง ที่เหลือนำออกไปทิ้งเสีย.." บ่าวรับใช้ทั้งสองเห็นสีหน้าที่เย็นชาของหลินจื่อเหยาก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่ครู่เดียว พวกนางรีบนำเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดภายในตู้ออกมา แล้วก็นำออกไปในทันที หลังจากที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยหลินจื่อเหยาก็ยังเห็นบ่าวรับใช้ทั้งสองนั่งรออยู่ในห้องไม่ได้ออกไปไหน เด็กสาวทั้งสองอายุสิบสามสิบสี่ปี ก็ถูกขายแล้วช่างน่าสงสารเสียจริง "พวกเจ้าชื่ออะไร?" หลินจื่อเหยาเอ่ยถามน้ำเสียงเรียบนิ่ง เด็กสาวผู้มีใบหน้ากลม รีบเอ่ยตอบ "คุณหนูรองเจ้าคะ บ่าวทั้งสองถูกซื้อตัวมาเมื่อช่วงเช้า มามาสวี สั่งให้พวกข้ามารับใช้คุณหนูรองที่เรือนเหมยฮวา ดังนั้นชื่อเสียงเรียงนาม ก็แล้วแต่คุณหนูรองจะพิจารณาเจ้าค่ะ" หลินจื่อเหยาจ้องมอง สายตาของนางนิ่งลึก เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดปกติ นางจึงพยักหน้า "เช่นนั้นเจ้าก็ชื่อจางลี่ และเจ้าก็ชื่อจางจิ้งก็แล้วกัน " "จางลี่/จางจิ้ง ขอบพระคุณ คุณหนูรองเจ้าค่ะ บ่าวทั้งสองจะรับใช้คุณหนูรองสุดความสามารถเจ้าค่ะ" เด็กสาวทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน "อืม..อยู่กับข้า ขอเพียงซื่อสัตย์ก็พอ ไปพักผ่อนเถอะข้าจะเข้านอนแล้ว.." หลินจื่อเหยากล่าวจบก็เดินไปนั่งลงที่เตียง "เจ้าค่ะคุณหนูรอง" เด็กสาวทั้งสองออกจากห้องพร้อมกับปิดประตูลง หลินจื่อเหยาเดินไปลงกลอน จากนั้นนางก็รวบผมสูงปล่อยหางม้าลง เปิดดูกระเป๋าสะพายของเจ้าของร่าง ข้างในนั้นมีตั๋วเงินและเหรียญตำลังจำนวนหนึ่ง นางสะพายกระเป๋าใบนั้นแล้วคาดผ้าบางปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งเอาไว้ กระโดดออกจากหน้าต่างไปในทันที ตลาดมืดของยุคโบราณดูวุ่นวายเละเทะยิ่งกว่าตลาดใต้ดินในยามค่ำคืนของยุโรป ผู้คนสำมะเลเทเมา อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ที่นี่เป็นบริเวณที่ราชวงศ์และเหล่าขุนนางชั้นสูงยุ่งไม่ได้ คนที่เข้ามาในนี้ส่วนใหญ่จะปกปิดตัวตนของตัวเอง การมาเยือนของนางจึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากคนอื่น แต่บนโรงน้ำชาที่อยู่ถัดออกไปบนชั้นสองมีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองลงมาจับจ้องมาที่ตัวนาง ภายในดวงตาเกิดความสนใจเล็กน้อย ภายในห้องยังมีบุรุษร่างกายกำยำนั่งดื่มสุราอยู่เงียบๆ สายตาของเขาสังเกตเห็นความผิดปกติของคนตรงข้ามเขาเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถาม "องค์ชายห้ากำลังมองอะไรอยู่หรือ?” "เปล่า" มู่หรงเว่ยหมินยิ้ม จอกสุราสีขาวนวลที่อยู่ตรงนิ้วเรียวยาวของเขาได้สะท้อนแสงแวววาว เขาหันมายิ้มพลางพูด “บังเอิญพบเด็กดื้อคนหนึ่งเท่านั้น ดึกป่านนี้ยังหนีออกมาจากบ้าน" “เด็กหรือ?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองตามสายตามู่หรงเว่ยหมิน มองเพียงแวบเดียวก็ละสายตากลับมาหมดความสนใจ "ก็เด็กจริง" "ก็ไม่เด็กหรอก" มู่หรงเว่ยหมินแสยะยิ้ม น้ำเสียงเนือยๆ "อีกหนึ่งปีก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว สามารถออกเรือนได้แล้ว” คำพูดนี้ของเขา ทำให้แม่ทัพน้อยไป๋จวิ้นหานชะงักเล็กน้อย เขาส่ายหน้า แล้วเอ่ยเสียงเบา “องค์ชายห้า เจ้าควรที่จะสงบเสงี่ยม ระมัดระวังหน่อย เจ้ากำลังถูกหมายหัวอยู่นะ!” “หืม?” มู่หรงเว่ยหมินเลิกคิ้ว ท่าทางไม่แปลกใจแต่อย่างใด “เท่าไหร่? .." “รางวัลจับเป็นสามแสนตำลึงทอง จับตายได้แปดหมื่นตำลึงทอง มูลค่านี้เยอะมากพอที่จะให้คนในยุทธภพออกมาตามล่าเจ้า อย่างน้อยก็มีสิบคนขึ้นไปที่รับงานนี้ ตอนนี้เจ้ารู้หรือยังว่ามีคนไม่ชอบเจ้ามากเพียงใด” ไป๋จวิ้นหานกล่าวจบก็ปรายตาขึ้นมองเขา ดวงตาดอกท้อของมู่หรงเว่ยหมินโค้งมน ดูเย้ายวนเล็กน้อย “เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องหาข้าให้พบเสียก่อน” จุดนี้ไป๋จวิ้นหานกลับเห็นด้วย เขาพูด “อืม ข้ารูว่าเจ้านั้นเล่นซ่อนหาเก่ง ถึงขนาดคนในยุทธภพสืบหาอย่างไรก็ยังไม่พบตัว" มู่หรงเว่ยหมินเชิดดวงตาดอกท้อขึ้นใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เจ้าก็กล่าวเกินไป” “ไม่เกินเลยสักนิด ลำพังในวังหลวงผู้ที่จ้องจับตามองเจ้าก็มากอยู่แล้ว หลายปีมานี้พระอาการของไท่ซางหวงก็หนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังดีที่ได้ยาที่เจ้าคอยส่งมาให้เป็นระยะเจ้าดูสิหมอหลวงฉวียังโดนสังหารเลย พวกเขาเล่นหนักเกินไปจริงๆ ถึงอย่างไรเจ้าก็ระวังตัวเอาไว้หน่อย ตำแหน่งเจ้าสำนักก็ค่าหัวสามแสนตำลึงทองแล้ว ไหนจะตำแหน่งองค์ชายห้าผู้เสเพลอีก แต่ว่า...” แม่ทัพน้อยไป๋จวินหานกล่าวถึงตรงนี้ก็ขมวดคิ้ว “กลับมาคราวนี้เจ้าจะไม่ออกไปแล้วอย่างนั้นหรือ?" “อืม” มู่หรงเว่ยหมินปิดเปลือกตาลงครึ่งหนึ่ง สายตาเหม่อลอย “ข้าอยากจะอยู่ที่นี่สักพักใหญ่.." กล่าวถึงตรงนี้ทันใดนั้นในใจของไป๋จวินหานก็เกิดความคิดเพ้อเจ้ออย่างหนึ่งขึ้นมา “ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะสตรีผู้นั้นหรอกนะ” มู่หรงเว่ยหมินขมวดคิ้ว เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น "พูดอะไรของเจ้า ไม่เห็นหรือนางยังเด็กอยู่!” แม่ทัพน้อยไป๋จวินหานผงะไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาปรากฎความตกตะลึงออกมา “นี่เจ้าคิดจริงๆ หรือ? ไม่ใช่ว่า..องค์ชายห้าข้าว่าเจ้าบ้าไปแล้วแน่ๆ” “อืม..ข้าบ้าไปตั้งนานแล้ว” มู่หรงเว่ยหมินลุกขึ้นยืน "ข้ามีธุระต้องไปจัดการ เจ้าก็รีบกลับไปพักผ่อน!" ...มู่หรงเหว่ยถิงไม่สนใจชายชุดดำเหล่านั้นนางหมุนกายก้าวเดินกลับมาที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินที่ยืนอยู่เมื่อเห็นเด็กสาวเดินเข้ามา เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ยกหน้าขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ดวงหน้าเยาว์วัยของเขานิ่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่กลับงดงามจนเด็กสาวต้องเผลอชะงักลมหายใจผิวของเขาขาวสะอาดดุจหยกเนื้อดี ทว่าไม่ซีดเซียว กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ที่พวงแก้มดูมีชีวิตชีวา หน้าผากกว้างได้รูป แสดงถึงความเฉลียวฉลาด คิ้วดกดำเรียวยาวโค้งงามราวขีดพู่กันจากจิตรกรเอกรับกับดวงตาคมล้ำดั่งหมึกจิ้มจอก ทั้งแววตาสุขุมนั้นแลดูเกินวัยคล้ายซ่อนความลึกซึ้งไว้ภายใน คล้ายเคยผ่านเรื่องราวมากมายเกินกว่าบุรุษน้อยในวัยเดียวกันจะรับไหวขนตายาวสลวยขับเน้นนัยน์ตาสีดำสนิทดั่งหยกดำ เส้นผมยาวประบ่าผูกไว้หลวม ๆ ด้วยเชือกไหมสีเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน กลุ่มผมก็กระเพื่อมตามจังหวะ เผยให้เห็นต้นคอขาวละมุนราวหยกหิมะจมูกโด่งสวยรับกับรูปหน้า ปากบางสีชมพูอ่อน เม้มแน่นคล้ายไม่คุ้นชินกับการสนทนา สายตาเมื่อจ้องมองเด็กสาวราวกับจะมองทะลุไปถึงจิตใจเขาไม่ได้แต่งกายหรูหรามากนัก เป็นผ้าเนื้อดีธรรมดาสีน้ำเงินปักลวกลายเรียบสะอาดสะอ้าน ทว
มือของเขาที่โอบอยู่รอบเองของนางได้ลูบไล้ขึ้นลงเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านพาให้หลินจื่อเหยารู้สึกราวกับว่าเวลานี้นางกำลังถูกกระแสไฟฟ้าพาดผ่านชาไปทั่วทั้งตัวจากนั้นนิ้วเรียวยาวของเขาก็เคลื่อนมาด้านข้างกระตุกสายรัดเอวของนางออกสิบอึดใจผ่านไปมือไม้พัลวัน“ชุดเจ้าสาวชุดนี้ถอดยากพอสมควร” พอหลินจื่อเหยาเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “ฮูหยินรองกับฮูหยินจวนตระกูลห่าวช่วยสวมใส่ให้ข้ายุ่งยากพอสมควร”ตอนที่นางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ในยุคสมัยใหม่การสวมใส่เสื้อผ้านั้นค่อนข้างง่ายพอสมควรชุดเดรสยามคลุมเท้าชุดเดียวก็ไปไหนๆได้แล้วดังนั้นเมื่อสองปีก่อนนางจึงได้ออกแบบชุดเดรสแขนยาวนำไปให้ร้านตัดเย็บตัดมาส่งให้ ในทุกๆวันรอบสองปีนางมีเดรสสีขาว สีดำและสีฟ้ายาวครอบเท้าสวมใส่อย่างสม่ำเสมอนอกจากเพราะความเคยชินแล้วยังเพราะความสะดวกด้วยตอนนี้ชุดแต่งงานนี้เป็นการสวมตัวในหนึ่งชั้นตัวนอกหนึ่งชั้นและยังมีชุดคลุมอีกชั้นแต่ละชั้นล้วนมีเชือกผูกซ้ายผูกขวายุ่งยากมากตอนนี้นางกลับรู้สึกขอบคุณชุดที่ซับซ้อนแบบนี้ที่ให้เวลานางได้เตรียมใจและผ่อนคลายก่อนแต่ชั่วครู่ถัดมามือของมู่หรงเหว่ยหมินก็โอบเอวนางอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นไปก็ถูกริมฝีปากบางก็ถ
มู่หรงเหว่ยหมินจับมือหลินจื่อเหยาเอาไว้แน่น ยกยิ้มมุมปากเอ่ยกระซิบ “เหยาเหยาข้ารู้สึกตื่นเต้นมาก”ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงดูไม่จริงจัง“หืม...” หลินจื่อเหยาเหลือบมองเขาผ่านผ้าโปร่ง “ท่านยังต้องอยู่ดื่มสุราต้อนรับแขกและส่งแขกอีกนะระหว่างนี้ท่านก็ก็ใจเย็นๆ”มู่หรงเหว่ยหมินครุ่นคิด “อืมก็จริง”หลังจากที่ส่งหลินจื่อเหยาเข้าห้องหอแล้ว มู่หรงเหว่ยหมินก็ถูกแม่ทัพน้อยไป๋และซุนยวี่เหอลากตัวออกไป ในห้องโถงจัดเลี้ยงมู่หรงจินเหยียนก็ถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ไป๋เผยหนิงพระชายาของเขาประคองเข้ามา"น้องห้าพี่ใหญ่มาแสดงความยินดีกับเจ้า" น้ำเสียงของเขาแหบแห้งร่างกายที่เคยแข็งแรงดูอ่อนแอ เวลานี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์เปลี่ยนไปเป็นมู่หรงจื่อเฉิงไปแล้วแม้หลายฝ่ายจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่สุดท้ายตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นเขามู่หรงเหว่ยหมินหมุนกายกลับมา ยกจอกสุราขึ้น"พี่ใหญ่สภาพร่างกายไม่แข็งแรงยังมาดื่มฉลองให้ข้าอีกข้าขอบพระทัยท่านมาก""ไม่ลำบากสักนิด"เขายิ้มแล้วยกสุราขึ้นดื่ม จากนั้นบรรดาองค์หญิงองค์ชายองค์อื่นๆ ก็เข้ามา แสดงความยินดีกับเขาถัดไปไม่ไกล อู๋เฉินวางจอกสุราลงแล้วถามมู่หรงจื
หลินจื่อหานกลอกตา ถอนหายใจ"ท่านพ่อน้องสาวจะออกเรือน ท่านควรพูดเรื่องดีดีสิ" "อืม..ที่ผ่านมาพ่อไม่ดีนัก พ่อไม่รู้จะทำอย่างไรไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อน้องสาวของเจ้าได้บ้างในตอนนี้..." เสนาบดีหลินเสียงสั่นหลินจื่อเหยากระพริบตา "ท่านไม่ต้องทำอะไรข้ารับรู้ได้ทั้งหมดแล้ว..""ท่านเสนาได้เวลาส่งตัวเจ้าสาวแล้วเจ้าค่ะ" ฮูหยินรองของจวนหลินเอื้อนเอ่ย จากนั้นนางก็ลุกขึ้นมาประคองหลินจื่อเหยา เอ่ยช้าๆ"คุณหนูใหญ่ข้าขอให้ท่านมีความสุขมากๆมีหลานตัวน้อยออกมาไวๆ""ขอบคุณฮูหยินรอง อย่างไรเสียก็ฝากดูแลท่านพ่อต้มน้ำแกงไก่ดำบำรุงร่างกายให้เขาเสียหน่อยประเดี๋ยวก็จะไม่สบาย"เมื่อได้หยินหลินจื่อเหยาเอ่ยเช่นนั้นฮูหยินรองไม่กล้าไม่เชื่อ นางพยักหน้า "ได้ คุณหนูใหญ่เชิญ"ในเวลาต่อมาเจ้าสาวในชุดสีแดงก็ถูกแม่สื่อจูงออกมาที่ด้านหน้าประตูจวนซึ่งเวลานี้มีคนของตระกูลหลินจำนวนมากมายืนส่งนาง ทันทีที่เห็นหญิงสาวในชุดสีแดงก้าวเดินออกมาแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดบังเอาไว้ ผู้คนที่ยืนรอดูอยู่หน้าจวนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา"ออกมาแล้วเจ้าสาวออกมาแล้ว.." "เสียดายจริงๆไม่เห็นตอนนางเปิดหน้า..""เจ้ายังไม่เคยเห็นนางหรือ? นางงดงามมากเชียวนะ ง
หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สุรารสชาติใดทั้งสองก็ได้เปิดประตูเดินออกมา แต่ทันทีที่เดินออกมาก็มีมีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้น คนที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆก็พากันกระโดดออกมา“องค์ชายห้า เหยาเอ๋อยินดีด้วย!”“ยินดีกับองค์ชายห้าที่ได้สมรสเสียที!”“อย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เลี้ยงฉลองกันเลย! ”ซุนยวี่เหอยกไหสุราขึ้นมา “องค์ชายห้าในฐานะที่ข้าเป็นสหายคนที่สนิทที่สุดของเจ้าวันนี้ไม่เมาข้าไม่กลับจวน!”“อย่างนั้นเลยหรือ?!” มู่หรงเหว่ยหมินเอ่ยถาม “ใช่ข้าเอาด้วย วันนี้เป็นเจ้าเลี้ยงสุราข้าในฐานะที่แย่งศิษย์พี่ใหญ่เหยาของพวกข้าไป!” ห่าวหรานก้าวออกมาสมทบ“ใช่จริงด้วยองค์ชายห้าท่านควรเลี้ยงสุราพวกเรา” หมินอวี่เห็นด้วยและทุกคนที่มาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย มู่หรงเหว่ยหมินหันมาพูดอย่างใจเย็น “สุราหอซุนไห่รสชาติไม่เลวคุณชายใหญ่ซุนเจ้ายินดีจะนำออกมาเลี้ยงทุกคนหรือไม่?”ทุกคน “…”พวกเขาหันไปมองซุนยวี่หยางพร้อมๆกัน ซุนยวี่หยางค่อยก้าวเดินมาทางหมินอวี่หยุดตรงหน้านางแล้วพูด "ต้องแล้วแต่ฮูหยินใหญ่ซุนแล้ว"พร๊วด!!แค้กๆๆ!!"ไอ่หยาพวกเจ้าช่างโอ้อวดเสียจริงๆ"ห่าวหรานหงุดหงิดหมินอวี่หันไป "ห่าวหรานข้าเห็นนะว่าเจ้าชอบ
จวนตระกูลซุนผู้เฒ่าซุนเห็นหลานชายทั้งสองเดินเข้ามาก็นึกถึงงานสมรสอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นพลางนึกโมโหชี้หน้าซุนยวี่เหอ “เจ้าหลานโง่ ดูองค์ชายห้าจะแต่งงานแล้ว แล้วเจ้าหล่ะไหนสตรีที่เจ้าพึงใจ!”ซุนยวี่เหอย่นปากกระชับเสื้อคลุม “อ่า..ท่านปู่ ท่านไม่รู้หรอกหรือว่าบรรดาขุนนางที่ประเคนบุตรสาวเข้ามาตระกูลซุนก็เพราะเห็นแก่อำนาจที่แข็งแกร่งของตระกูลซุนของพวกเราทั้งนั้น” พูดพลางเดินเข้ามาหยิบขนมบนโต๊ะน้ำชาเข้าปากแล้วเอ่ยต่อ“ไม่ได้จริงใจต่อข้า ข้าไม่เอาหรอก”“ถุย!” ผู้เฒ่าซุนโมโหหนัก “แค่มีมาก็ดีแล้ว ทำไมเจ้ายังคิดว่าพวกเขายังจะอยากได้น้ำในหัวของแกด้วยหรืออย่างไร”ซุนยวี่เหอ “…”เขาขยิบตาให้ซุนยวี่หยางที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ช่วยด้วย!”ซุนยวี่หยางกลืนน้ำชายังไม่ทันได้พูดอะไรในที่สุดผู้เฒ่าซุนก็หันไปโมโหเขาด้วยอีกคน “เจ้าด้วยก็อีกคน!” ชายชราถอนหายใจ “ทำงามหน้านักข้าให้เจ้าไปหาสตรีที่ตระกูลไม่ต้องมีอำนาจเกี่ยวกับราชสำนัก แต่เจ้า!กลับไปพึงพอใจบุตรสาวเจ้าสำนักเงาของราชวงศ์หนำซ้ำยังไม่ยังพานางติดสอยห้อยตามทำราวกับนางไร้บิดามารดา ปู่บอกว่าให้จัดเตรียมสินเดิมไปเจรจาตกลงกับเจ้าสำนักเง







