LOGINพันไมล์จำต้องเดินจากทหารหน้าตายไปตามทางที่เขาชี้บอก แต่เดินวนเวียนอยู่หลายรอบก็ยังหาไม่พบ เพราะพุ่มไม้ในสวนของวังแห่งนี้เหมือนกันหมด เธอชักจะเริ่มถอดใจ
"หรือทหารคนนั้นจะบอกทางผิด แต่ไม่น่าเป็นไปได้"
ขณะที่กำลังเหลียวซ้ายแลขวา พันไมล์ก็เหลือบไปเห็นนายทหารหนุ่มรูปหล่อคนเดิม กำลังเดินทอดน่องอยู่ตรงหัวมุม เท้าไว้เท่าความคิด เธอรีบสาวเท้าตามไปทันที แต่คราวนี้เลือกที่จะตามไปเงียบๆ เพื่อมิให้เขารู้ตัว
อัมรานเดินเข้าสนามฝึกซ้อมโดยที่รู้ว่าพันไมล์สะกดรอยตามมา เขาเจตนาจะเดินให้ช้าลง หลังจากเห็นหญิงสาวเดินหลงทางอยู่พักใหญ่
ภาพของผู้นำเผ่าและหญิงสาวชาวไทยที่เดินไปด้วยกัน อยู่ในสายตาของผู้สำเร็จราชการของบารัซมาโดยตลอด
“เด็กหนุ่มคนที่ยืนคุยอยู่กับอัมรานคือใคร!?“ ฮาร์มาลเอ่ยถามนายทหารคนสนิท
“เธอเป็นผู้หญิงครับ ผู้หญิงคนนี้แหละครับที่เข้ามาขัดขวางการทำงานของผม ในขณะที่ผมกำลังจะหลบหนีพร้อมกับของที่ขโมยมา แต่เธอเข้ามาขวางไว้เราก็เลยต่อสู้กัน ช่วงนั้นเองที่ผมเหลือบไปเห็นเหล่าทหารองครักษ์ของท่านชีควิ่งตรงมายังที่เกิดเหตุ ผมเห็นว่ามันจวนตัวก็เลยต้องทิ้งของกลางเพื่อหลบหนีเอาตัวรอด เธอได้เห็นใบหน้าของผมด้วยนะครับ แต่อาจจะไม่ชัดเจนนักเพราะที่ตรงนั้นมันค่อนข้างมืด”
“สร้อยที่หยิบฉวยมาได้มีอันไหนเหมือนกับภาพที่ข้าเคยให้เจ้าดูบ้างไหม”
“ไม่มีครับ ผมหาดูจนทั่วก็ไม่เห็นว่าจะมีสร้อยเส้นไหน ที่เหมือนกับสร้อยเส้นที่ท่านกำลังตามหาอยู่ ผมว่าท่านชีคโอมานไม่น่าจะเก็บสร้อยประจำตัวผู้นำเผ่าบารัซ ซึ่งเป็นของสำคัญล้ำค่าไว้ภายในห้องจัดแสดงภาพ เพราะสถานที่มันดูโจ่งแจ้งเกินไป” ดีนาสนายทหารหนุ่มมือขวาคนสนิทของฮาร์มาลตอบ
“เราคงต้องเร่งหาสร้อยประจำตัวผู้นำเผ่าให้ได้โดยเร็วที่สุด และจะต้องหาให้พบก่อนที่มันจะตกไปอยู่ในมือของอัมราน “
“ผมควรจะกลับไปเอาสร้อยเหล่านั้นอีกครั้งไหมครับ”
“ไม่จำเป็นหรอกดีนาส จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคงจะทำให้อัมราน และคนของมันระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า การที่จะกลับเข้าไปเอาสร้อยเหล่านั้นออกมาก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเจ้ายืนยันว่าภายในห้องนั้นไม่มีสร้อยที่ข้ากำลังตามหาอยู่ สร้อยพวกนั้นก็ไม่มีความหมายอะไร จับตาดูความเคลื่อนไหวของอัมรานและคนสนิทของมันไว้ให้ดี ถ้ามีพิรุธอะไรก็ให้รีบมารายงานข้าทันที”
“ครับ” ดีนาสน้อมรับคำสั่ง
พันไมล์แอบเดินตามมาได้พักใหญ่ สุดท้ายก็มาถึงที่หมายที่เธอต้องการ หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณดังกล่าว ก่อนจะเดินปลีกตัวมาจากนายทหารหนุ่มคนนั้น และดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างเธอ เพราะทางที่เธอเลือกเดินไปนั้น เป็นอาคารที่ทหารใช้สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า
เมื่อหญิงสาวเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าของทหารบารัซ ก็เลยเกิดความคิดที่จะทำตัวกลมกลืน เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา
‘ชีคอัมรานจอบเฮี้ยบ’ จะได้ไม่รู้ว่าเธอแหกกฎที่เขาวางไว้ โดยการแอบลอบเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้
พันไมล์เปลี่ยนมาสวมใส่ชุดฝึกซ้อมของทหารบารัซ ที่เธอแอบหยิบมาโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นก็เดินออกมาปะปนกับเหล่าทหารกล้าที่กำลังทำการฝึกซ้อมอย่างหนัก
บริเวณค่ายฝึกทหารของชีคอัมรานมีการจัดสร้างอย่างเป็นระเบียบ โดยแยกการสร้างออกเป็นอาคารที่ก่อสร้างแบบถาวรเอาไว้เป็นที่เก็บคลังอาวุธ
ส่วนด้านหน้ามีการสร้างกระโจมไว้ในลักษณะครึ่งวงกลม ตรงกลางเป็นพื้นที่โล่งกว้าง มีทหารหลายคนกำลังทำการฝึกซ้อมอยู่ มีทั้งการใช้ดาบและเครื่องสำหรับฝึกสมรรถภาพทางกายให้กับเหล่าทหาร
พันไมล์สังเกตเห็นนายทหารซึ่งน่าจะมีฐานะเป็นครูฝึก กำลังตะโกนสั่งทหารที่ห้อยโหนบนราวเชือกให้เร่งมือ ซึ่งทุกคนก็เร่งมือกันอย่างเต็มกำลัง
หลังจากเพลินกับการดูสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยความสนใจอยู่พักใหญ่ เธอก็เดินมาหยุดที่หน้ากระโจมสีขาวซึ่งอยู่ถัดมา บริเวณด้านหน้าเป็นลานดินกว้าง
โดยรอบจะมีทรายสีเหลืองทองปะปนอยู่บ้างแต่ก็ไม่มาก แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้น่าจะถูกใช้เป็นลานฝึกเช่นกัน
ขณะนั้นเองจาบรินได้เดินเข้ามาภายในสนามฝึก แม้จะประหลาดใจที่เห็นพันไมล์อยู่ในสถานที่แห่งนี้ แต่ก็ดีใจที่ได้เจอหญิงสาวอีกครั้ง จึงเดินตรงเข้าไปเพื่อทักทาย
“สวัสดีครับคุณพาย”
พันไมล์เห็นจาบรินมาแต่ไกล เธอพยายามก้มต่ำหวังหลบเรดาร์ของเขา แต่ดูเหมือนมันจะไร้ผล จึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ
“งานเข้า!” ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้จาบริน
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณจาบริน ตื่นแต่เช้าเลยนะคะ"
“อรุณสวัสดิ์เช่นกันครับคุณพาย คุณคงจะยังไม่ทราบสินะครับ ว่าที่นี่มีกฎห้ามคนนอกเข้า”
“อย่าเสียงดังไปค่ะ พลีสสสส"
จาบรินกลั้นยิ้มขำท่าทางลับสุดยอดของพันไมล์
"ฉันแค่อยากจะเข้ามาดูเท่านั้นเองค่ะ คุณจาบรินจะไปทำธุระอะไรก็ไปเถอะค่ะ กรุณาลืมฉันไว้ตรงนี้ก็ได้นะคะ คิดซะว่าเราไม่เคยพบกันที่นี่"
คราวนี้จาบรินยิ้มกว้างยิ่งขึ้น "โธ่! คุณพายตัวออกโต ใครไม่เห็นก็บ้าแล้วครับ"
พันไมล์แอบทำหน้าเซ็ง
"ช่างตรงเป๊ะเหมือนกันทั้งนายทั้งบ่าว"
"คุณพายว่าอะไรนะครับ อยากเจอเจ้านายผมหรือครับ"
คราวนี้พันไมล์สะดุ้ง "ม่ายยยย..." ปฏิเสธเป็นพัลวัน
จาบรินหัวเราะเสียงดัง "ผมล้อเล่นครับ"
พันไมล์ค้อนขวับ "เข้าใจเล่นนะคะคุณจาบริน ทำเอาฉันหัวใจจะวาย"
จากนั้นทั้งสองหนุ่มสาวก็คุยกันอย่างถูกคอ พลันเสียงกลองก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเรียกรวมพล องครักษ์หนุ่มทอดตามองหญิงสาวอย่างนึกเสียดาย ก่อนจะเอ่ยปากขอตัว
“สัญญาณเรียกแล้ว ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับคุณพาย”
“เชิญตามสบายค่ะ”
จาบรินเดินไปสมทบกับเจ้านายหนุ่มและเพื่อนสนิททั้งสองของเขา
“นายยืนคุยกับใครเป็นนานสองนาน” ชีคหนุ่มเอ่ยถามจาบรินเสียงเข้มขุ่น
"เอ่อ...เอ่อ" จาบรินอึกอัก
เขารู้สึกลำบากใจเพราะไม่อยากพูดโกหก ถ้าพูดความจริงก็กลัวว่าพันไมล์จะถูกลงโทษ
แต่เมื่อเห็นสายตาดุดันเข้มงวดของเจ้านายหนุ่มก็จำต้องพูดไปตามความเป็นจริง
"คุณพันไมล์ครับ เธอคงไม่รู้ว่า ที่นี่มีกฎห้ามคนนอกเข้า"
"เธอบอกนายว่าไม่รู้อย่างนั้นเหรอ" อัมรานถามย้ำ
"น่าจะไม่รู้นะครับ อาจจะเดินหลงทางเข้ามาก็เป็นได้"
คำแก้ตัวแทนของจาบรินนั้นฟังไม่ขึ้น แต่ก็ทำให้ยะห์ซินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว
"สงสัยว่าเพื่อนของเราคงอยากจะเปลี่ยนอาชีพ”
วาคิมฟังแล้วไม่เข้าใจจึงเอ่ยถาม "ทำไมต้องเปลี่ยนอาชีพ!"
ยะห์ซินหัวเราะ "เพราะอาจไม่อยากเป็นทหารแล้วนะสิวาคิม"
"ไม่เป็นทหารแล้วจะไปทำอะไร" วาคิมถามต่อ
ยะห์ซินยักคิ้ว ยิ้มล้อเลียน "ทำฟาร์มไง ฟาร์มรัก ฮ่าๆๆ"
“พวกนายก็พูดไปเรื่อย เราแค่ดูแลเพราะเห็นว่าเป็นน้องสาวเพื่อน”
ยะห์ซินและวาคิมหัวเราะกับสีหน้าปั้นยาก และคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นของเพื่อนหนุ่ม จาบรินก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







