เข้าสู่ระบบ“สนุกกันจริงนะ” เสียงเข้มต่ำติดจะรำคาญของอัมรานดังแทรกขึ้นมา เบรกเสียงหัวเราะร่าเริงของพวกหนุ่มๆ ให้หยุดชะงักลงทันที
“พวกนายว่าคนที่กระทำความผิดควรได้รับโทษอย่างไร” อัมรานถามลูกน้องคนสนิท ใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขาจ้องมองไปที่พันไมล์
“คุณพายแค่อยากจะเข้ามาดูการฝึกซ้อมของเรา เพื่อเป็นการเปิดหูเปิดตาเท่านั้นเองครับท่านชีค”
“ดูเหมือนนายจะชื่นชมเธอมากนะจาบริน ถึงได้เข้าข้างและออกรับแทนกันซะขนาดนั้น”
"เพราะเธอซุกซนเหมือนเด็ก ก็เลยทำให้ผมนึกถึงน้องสาวของตัวเอง”
"แล้วถ้าน้องสาวของนายละเมิดกฎของเรา...ในฐานะทหารของบารัซนายจะทำอย่างไร"
วาคิมและยะห์ซินหันมามองหน้ากัน พวกเขาไม่เข้าใจทำไมวันนี้ท่านชีค ถึงได้มีอารมณ์แปรปรวนและหงุดหงิดง่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"คุณพายคงไม่ได้มีเจตนา และคงแค่อยากจะมาดูการฝึกซ้อม ตามประสาคนชอบการต่อสู้" วาคิมเอ่ยขึ้นเพื่อหวังจะคลี่คลายสถานการณ์
แต่มันกลับกลายเป็นว่าเขายิ่งไปเติมเชื้อไฟ แห่งความไม่พอใจให้ลุกกระพือโหมแรงขึ้นกว่าเดิม
“ไม่เจตนา...อยากดูการฝึก...ฟังดูเหมือนพวกนายจะรู้เห็นเป็นใจกับการมาของเธอในครั้งนี้นะ"
เจอคำถามหาเรื่องตายเข้าไป สามหนุ่มถึงกับก้มหน้า ไม่กล้าสบสายตาคมกริบที่มีแววขุ่นมัวคู่นั้น
“พวกนายคงว่างกันมากเกินไป ถึงได้มีเวลาคิดแต่เรื่องไร้สาระ”
“ท่านชีคครับ...”
"หยุดพูดได้แล้วจาบริน"
"นายกับวาคิมไปฝึกซ้อมอาวุธด้วยกันจนกว่าเราจะบอกให้พัก ส่วนยะห์ซินก็ไปวิ่งรอบสนามห้าสิบรอบ ห้ามพักจนกว่าจะวิ่งครบ”
“แต่ท่านชีคครับ...” จาบรินพูดขัดขึ้น
“ปฏิบัติ!”
“ครับผม”
สามหนุ่มรับคำพร้อมกัน แต่ก่อนที่จะมีความเคลื่อนไหวใดใด วาคิมก็ได้พูดแทรกขึ้นมาว่า
“คุณพายกำลังจะลงสนามฝึกครับ”
คำพูดของวาคิมทำให้สายตาของอัมราน จาบริน และยะห์ซินพุ่งเป้าไปที่สนามฝึกซ้อม พวกเขาเห็นผู้หญิงร่างบอบบางแต่ทว่าปราดเปรียวกำลังยืนพูดกับครูฝึกทหาร เดาว่าคงจะขออนุญาตลงสนามประลองฝีมือกับเหล่าทหารองครักษ์ของบารัซ
ดวงตาคมหรี่เล็ก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก
“เราเปลี่ยนใจแล้ว...ถ้าพวกนายสามารถเอาชนะน้องนายแทนได้ เราจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้"
“พวกเราสามคนหรือครับ" ยะห์ซินย้อนถาม
“แค่วาคิมกับจาบรินสองคนเท่านั้นยะห์ซิน ส่วนนายก็ไปวิ่งรอบสนามห้าสิบรอบตามคำสั่งเดิม"
ยะห์ซินปฏิบัติตามคำสั่งทันทีโดยไม่รีรอ
“นายสองคนจะมัวยืนรออะไรอยู่อีก ทำไมไม่รีบไปปฏิบัติตามคำสั่งของเรา หรือว่าเดี๋ยวนี้คำสั่งของเราไม่มีความหมาย”
"ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพียงแต่ว่าคุณพายเธอเป็นผู้หญิง"
“เพราะเธอเป็นผู้หญิง นายก็เลยจะขัดคำสั่งของเรา”
“ผมไม่กล้าขัดคำสั่งของท่านชีคหรอกครับ ผมแค่เป็นห่วงและเกรงว่าเธอจะได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้”
วาคิมเอ่ยขึ้น ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นหมอ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะแสดงความเป็นห่วง หญิงสาวร่างบอบบางซึ่งเป็นน้องสาวเพื่อนรักของตนเอง
"ห่วงตัวเองก่อนเถอะวาคิม ถ้านายแพ้มาจะโดนมิใช่น้อย"
ตอนแรกครูฝึกปฏิเสธที่จะให้พันไมล์เข้าร่วมการฝึก แต่พอลูกน้องของจาบรินเดินไปกระซิบบางอย่าง เขาก็อนุญาตให้หญิงสาวได้ไปประลองฝีมือตามที่เธอต้องการ
พันไมล์เดินลงสนามด้วยรอยยิ้มที่แสดงถึงความพึงพอใจ แต่เมื่อพบคู่ต่อสู้ คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ ที่เห็นองครักษ์หนุ่มซึ่งรั้งตำแหน่งแพทย์ประจำตัวชีคอัมรานตามคำบอกเล่าของพี่ชาย
“คุณหมอเองเหรอคะ”
วาคิมยิ้มแบบไม่เต็มใจ
"ครับผมเอง รู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้เป็นคู่ต่อสู้ของคุณพาย เต็มที่เลยนะครับคุณพาย ไม่ต้องออมมือ"
พันไมล์หัวเราะเสียงใส ขำท่าทางของหมอหนุ่มที่ดูจะลำบากใจ เมื่อจะต้องต่อสู้กับผู้หญิง
“คุณเองก็ไม่ต้องออมมือนะคะ ขอให้สู้ให้เต็มที่ ฉันก็จะสู้กับคุณอย่างสมศักดิ์ศรีเหมือนกัน”
ทั้งสองคนโค้งให้กันก่อนการประลอง
"ไม่เกรงใจแล้วนะคะ"
จากนั้นการต่อสู้อย่างดุเดือดก็เริ่มต้นขึ้น การที่จะต้องรับมือหมอหนุ่มไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเธอ เดิมทีคิดว่าหมอวาคิมคงเก่งแต่การจับเข็มฉีดยา
ไม่คิดว่าฝีมือการต่อสู้ของเขาก็เก่งไม่แพ้กัน พันไมล์อาศัยความได้เปรียบทางด้านสรีระที่เพรียวบางกว่า รวมถึงความว่องไวและปราดเปรียวของตนเองเพื่อรับมือคุณหมอหนุ่ม หลายครั้งที่เธอดูจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบ แต่เธอก็จะเอาตัวรอดได้ด้วยปฏิภาณไหวพริบ
บางครั้งก็ถึงกับต้องงัดกลยุทธ์และเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ ออกมาใช้ ซึ่งมันก็ได้ผลดี เพราะมันทำให้คู่ต่อสู้ของเธอถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
หลังจากนั้นเธอก็ชิงความได้เปรียบด้วยการทุ่มเขาลงกับพื้น และสามารถเอาชนะคุณหมอหนุ่มประจำตัวผู้นำบารัซได้ในที่สุด
วาคิมจุกอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะดันตัวลุกขึ้น ปัดฝุ่นผงออกจากตัว แล้วทั้งสองก็โค้งให้กันอีกครั้ง
“ขอบคุณที่ช่วยชี้แนะค่ะ”
พันไมล์เอ่ยกับวาคิมรอยยิ้มที่สดใส แก้มเนียนแดงเรื่อจากการออกแรง เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะพราวตามไรผมจนยุ่งเหยิง
แต่เจ้าตัวไม่คิดจะใส่ใจ คิ้วเข้มของวาคิมขมวดยุ่ง ใบหน้าคมบูดบึ้ง ยิ่งเมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าปลื้มปีติของจาบรินที่กำลังยิ้มกริ่ม บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในตัวหญิงสาว เขาก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ
เมื่อวาคิมเดินกลับออกมา หมอหนุ่มส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้จาบริน
“ถึงตาของนายบ้างแล้ว สู้ให้เต็มที่ อย่าพ่ายแพ้กลับมาเหมือนฉัน”
แต่ก่อนที่จาบรินจะก้าวเข้าไปในลานประลอง เสียงทรงพลังอำนาจของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมา
“จาบริน ไม่ต้อง เดี๋ยวเราลงมือเอง”
อัมรามกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมทั้งก้าวเดินเข้าไปในลานฝึกด้วยท่วงท่ามาดมั่น จากนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างกึกก้อง เมื่อเห็นการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ เพราะลูกน้องฝีมือดีของเขาต้องพ่ายแพ้ให้กับเธอ
ดังนั้นเขาจึงต้องช่วยแก้หน้าและกู้ชื่อเสียงของนักรบแห่งบารัซกลับคืนมา
พันไมล์หันกลับไปมอง
“นึกว่าใคร” พันไมล์พึมพำ “ที่แท้ก็คุณทหารใจดีนี่เอง เจอกัน...”
พันไมล์เอ่ยยังไม่ทันจบประโยค อัมรานก็ส่งสัญญาณให้คนของเขาหยุด ก่อนจะเดินมายืนตรงหน้าเธอ
"เก่งมากที่เอาชนะวาคิมได้"
พันไมล์ยิ้มแก้มปริรับคำชมนั้น
"ไม่หรอกค่ะ คุณหมอใจดียั้งมือให้ฉันมากกว่า"
"ทักษะการต่อสู้ของคุณไม่เลว ถ้าอย่างนั้นมาลองแข่งกับผม..."
"แข่งกับคุณ..." พันไมล์ชี้ไปยังชายหนุ่ม
อีกฝ่ายพยักหน้าแทนคำตอบ พร้อมกับมองเธอด้วยสายตาท้าทาย
"ได้เลย...ไม่มีปัญหา...มือเปล่าหรืออาวุธ" พันไมล์ถามขึ้น
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังยืนนิ่งเฉยก็เลยตัดสินใจแทน "อาวุธ!"
"ปืน" อัมรานตอบสั้นๆ
พันไมล์ยิ้มกริ่ม เพราะเธอเป็นนักแม่นปืนมือฉกาจ กวาดรางวัลมาแล้วทุกสนาม
‘นายทหารรูปหล่อเลือกอาวุธผิดแล้ว’ พันไมล์คิด
เมื่อตกลงอาวุธกันได้ว่าจะใช้อาวุธอะไรในการต่อสู้ ทุกคนจึงไปรวมตัวกันที่สนามยิงเป้าบิน
สองหนุ่มสาวเดินไปเลือกอาวุธปืน ซึ่งมีปืนลูกซองหลายรุ่นวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
"ให้คุณเลือกก่อน"
"ฉันเลือกอันนี้"
อัมรานยิ้ม "ตาถึงเหมือนกันนี่"
ชายหนุ่มหยิบปืนลูกซองแฝด สำหรับใช้ยิงเป้าบินส่งให้พันไมล์ ไม่นานทั้งคู่ก็ออกมายืนกลางสนาม แต่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น อัมรานหันมาบอกว่า
"ต้องชนะสองในสามเกมจึงจะถือว่าเป็นผู้ชนะ โดยดูจากจำนวนเป้าที่ถูกยิง"
"โอเค" พันไมล์ตอบตกลง
"ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขัน เรามาวางเดิมพันกันหน่อยดีไหม"
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







