Masukหลังจากแต่งงานการดำเนินชีวิตของชีคอัมรานและพันไมล์ ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้งคู่ยังคงแยกห้องนอนและต่างก็ใช้ชีวิตของตนเองเหมือนเช่นที่ผ่านมา สิ่งที่แตกต่างก็คือชีคอัมรานงานยุ่งมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ทั้งคู่มีเวลาพบปะหรือพูดจากันน้อยลงไปโดยปริยาย
ยิ่งมีลัยลาเป็นตัวแปรสำคัญที่คอยขวางกั้น แทรกกลางระหว่างเขาและเธอ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แย่ลงเรื่อยๆ
พันไมล์รู้มานานแล้วว่า ลัยลาหมายตาตำแหน่งเมียรองของท่านชีค ในระยะหลังมานี้เธอเริ่มได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยขึ้น ดูเหมือนกระแสข่าวเรื่องท่านชีคจะรับชายารอง ได้ถูกแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
นั่นยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขามึนตึงใส่กันมากกว่าเดิม แค่คิดน้ำตาที่ไม่เคยจะไหลมาออกง่ายๆ ก็เริ่มเอ่อคลอดวงตาคู่สวย จนเธอต้องรีบกะพริบขับไล่ทั้งน้ำอุ่นร้อนที่ดวงตา และความเจ็บปวดให้ออกไปจากหัวใจ
เขาจะหมางเมินใส่เธอก็ช่างมันเถอะ แต่กลับไปฉีกยิ้มหวานให้ลัยลา ในเวลาที่นางเข้ามาพูดจาออดอ้อน เอาขนมและน้ำชามาให้นี่สิ มันน่าชกฟันสวยๆ ให้ร่วงหมดปาก
อย่างวันนี้ก็เช่นกัน...ในขณะที่อัมรานและพันไมล์กำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่นั้น ลัยลาก็เดินเข้ามาภายในห้องอาหารพร้อมคนสนิท
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ เมื่อเช้าลัยลาลงครัวปรุงอาหารเอง ก็เลยตั้งใจยกมาให้ท่านชีคลองชิมดู ไม่ทราบว่าจะถูกปากท่านชีคไหม”
หญิงสาวพูดพร้อมกับส่งสายตาหวานซึ้งให้ชีคหนุ่ม ก่อนจะเหลือบมองพันไมล์ด้วยสายตาเย้ยหยัน ริมฝีปากแย้มยิ้มราวกับจะเยาะเย้ยเธอ
อัมรานยิ้มรับก่อนจะรับประทานอาหารที่อีกฝ่ายนำมาให้ พร้อมกับเอ่ยชมเพื่อมิให้เป็นการเสียน้ำใจ ที่เธออุตส่าห์ลงมือทำด้วยตัวเอง
“ลองชิมจานนี้อีกนิดนะคะ ลัยลาตั้งใจทำแต่เมนูโปรดของท่านชีคทั้งนั้นเลยค่ะ” เธอฉอเลาะ
ชีคอัมรานเอื้อมมือไปตักจานโปรดมาทานอย่างเอาใจ ลัยลายิ้มแก้มปริ
“อร่อย...” เขาหันมาบอก
พันไมล์มองปฏิกิริยาของทั้งคู่ด้วยความหมั่นไส้ ถ้าเธอไม่ได้นั่งอยู่ด้วยลัยลาคงจะป้อนอาหารให้ชีคอัมรานไปแล้ว แต่เพราะเธอนั่งเป็นกว้างขวางคอก็เลยไม่สามารถทำได้
หลายครั้งหลายหนที่พันไมล์เห็นถึงความสนิทสนม ระหว่างลัยลาและสามีของตนเอง แม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันแต่ก็ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็น เพราะเขามีลัยลาอยู่แล้วนี่เองเขาถึงไม่ใส่ใจในตัวเธออย่างที่ควรจะเป็น และสิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ
‘เขาไม่ได้รักเธอ...ไม่เคยรัก...และไม่คิดที่จะรัก’
นั่นทำให้เธอเจ็บ ความจริงตรงนี้นำความเจ็บปวดเพิ่มเป็นสองเท่า และเพิ่มทวีขึ้นจนกระทั่งพันไมล์แทบจะหายใจไม่ออก ก้อนสะอื้นตีตื้นขึ้นมาจนเธอเจ็บร้าวไปทั้งอก เมื่อคิดมาจนถึงจุดนี้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็พังทลาย ความเจ็บปวดทั้งหลายที่เคยข่มกลั้นไว้แตกสลาย
จาบรินได้ยินเสียงสะอื้น และเห็นไหล่เล็กบางที่สะท้านสั่นไหวของท่านชายา องค์รักษ์หนุ่มจึงสืบเท้าเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นหญิงสาวร้องไห้ปานจะขาดใจ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย ชายหนุ่มลังเลที่จะเอื้อมมือไปปลอบ แต่สุดท้ายเขาก็เอื้อมไปตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ เป็นการปลอบโยน เท่านี้พันไมล์ก็หมดความยับยั้งตัวเอง ปล่อยโฮ ออกมาดังๆ โดยมีองค์รักษ์ยืนปลอบอยู่เงียบโดยไม่พูดอะไร
ระหว่างเธอและชีคอัมรานมันเหมือนมีเส้นบางๆ ขวางกั้นเอาไว้ แม้จะไม่ได้ทะเลาะกันแต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เหมือนสามีภรรยาคู่อื่นๆ มันเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ พันไมล์ก็หยุดสะอื้น หญิงสาวรับผ้าเช็ดหน้าจากองครักษ์เงียบๆ เช็ดน้ำตาและน้ำมูก เรียบร้อยจึงส่งคืน
จาบรินยิ้มรับผ้าเปียกผืนนั่นมาถือไว้สอดเข้ากระเป๋าโดยไม่พูดอะไร “สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหมครับ”
พันไมล์เหลือบตาแดงๆ ขึ้นมององค์รักษ์หนุ่ม “ขอบคุณค่ะ ได้ร้องไห้ออกมาแบบนี้ก็ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วค่ะ...ค่อยมีแรงขึ้นมาหน่อย” เธอตอบยิ้มๆ ท่าทางกระฉับกระเฉงขึ้น
แม้จะยังไม่สบายใจแต่พันไมล์ก็ไม่อยากสร้างความลำบากใจให้องครักษ์หนุ่ม
จาบรินได้แต่ยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า เขาไม่ค่อยจะเข้าใจผู้หญิงตรงจุดนี้ ร้องไห้แล้วดีขึ้นได้อย่างไร แต่ก็เดินตามพันไมล์กลับไปยังจัสตินพาเลซโดยมิได้วิจารณ์ใดๆ
“คุณรู้ไหมคะว่าคุณทำให้ฉันคิดถึงพี่แทน...ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” พันไมล์จับมือองครักษ์มากุมและบีบเบา ก่อนจะกลับขึ้นไปห้องพักส่วนตัว
พันไมล์และจาบรินไม่รู้เลยว่า การกระทำของทั้งสองอยู่ในสายตาของชีคอัมรานตลอดเวลา ดวงตาคมวาววับเป็นประกายลุกโชนด้วยโทสะ ใบหน้าหล่อกระด้างและบึ้งตึงจนยะห์ซินที่ยืนมองอยู่ใกล้ๆ ยังรู้สึกได้ถึงรังสีความร้อนที่เปล่งประกายจากตัวเจ้านาย
ยะห์ซินมองตามจาบรินแล้วได้แต่แอบถอนหายใจ พลางนึกในใจว่า ‘งานเข้าอีกแล้วจาบริน’
ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา บรรยากาศภายในจัสตินพาเลซดูอึมครึม คล้ายกับคลื่นลมสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดมา ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่ว
พันไมล์เองก็รู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศที่เป็นอยู่ตอนนี้เช่นกัน และแม้ว่าพยายามที่จะไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทาที่เกี่ยวกับตัวเธอและสามี แต่กระแสเรื่องชีคอัมรานรับชายารองเริ่มหนาหูขึ้นทุกวัน ทุกคนในจัสตินพาเลซต่างเริ่มรู้ว่านอกจากคุณลัยลาจะเป็นแขกคนสำคัญแล้ว อนาคตชายารองรอเธอก็อยู่ไม่ไกล
“ท่านชายาคะจะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริงหรือคะ” ซันเดเอ่ยถาม ขณะที่ช่วยทำผมให้พันไมล์
“ปล่อยเรื่องอะไรล่ะจ๊ะ” พันไมล์ถาม
“ก็เรื่องชายารองไงคะ ตอนนี้นางลีนาคนสนิทคุณลัยลากร่างน่าดู เที่ยวคุยข่มไปทั่วแล้วว่าอีกไม่นาน เจ้านายของมันจะต้องได้รับการแต่งตั้ง” ซันเดเล่าอย่างมีอารมณ์
พันไมล์ยิ้มขัน แต่ดวงตาหม่นแสง ในใจเจ็บลึก “มันเป็นสิทธิ์ของท่านชีคนี่จ๊ะ ฉันจะไปห้ามอะไรได้”
ซันเดกระทืบเท้าเบาๆ นึกขัดใจ “ท่านชายาก็พูดกับท่านชีคสิคะ ตามกฎแล้วเรามีสิทธิ์ที่จะทักท้วงนะคะ”
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







