LOGINอุบัติเหตุเพียงเสี้ยววินาที... พราก ‘ดวงใจ’ ของเธอไปตลอดกาล แต่กลับดึงเอา ‘เขา’ ผู้เป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสีย ให้ก้าวเข้ามาในชีวิต จากความสงสาร... แปรเปลี่ยนเป็นความผูกพัน จากความรู้สึกผิด... ก่อตัวเป็นความปรารถนาที่ยากจะหักห้ามใจทว่า... ยิ่งกาลเวลาหมุนผ่าน เด็กกะโปโลในวันนั้นกลับเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามสะพรั่ง ความใกล้ชิดที่ตัวแทบจะติดกันทุกวัน ค่อยๆ สั่นคลอนกำแพงศีลธรรมและเส้นแบ่งสถานะในใจของเขาจนแทบพังทลาย...“ต่อไปนี้จะมองหนุ่มที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะ เพราะวาดมีเจ้าของแล้ว” “ก็กลืนวาดลงท้องไปแล้ว... วาดยังจะไปมองใครได้อีกละคะ”
View Moreแสงแดดยามเช้าตรู่ของกรุงเทพมหานครสาดส่องลงมาบนพื้นถนนสุขุมวิทที่เริ่มคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ นกกระจอกยังไม่ทันออกหากินเต็มที่ แต่ชีวิตของคนเมืองหลวงกลับเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งรีบ เช่นเดียวกับ 'กันต์' ทายาทหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปี ผู้กุมบังเหียนตำแหน่งรองประธานของโรงแรมหรูระดับหกดาวในเครือ 'ภัทรเทพ'
ชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดพอดีตัวจากอิตาลี ยกนาฬิกาเรือนหรูขึ้นดูเวลา ก่อนจะสบถในลำคอเบาๆ เมื่อคืนเขานัดดื่มกับกลุ่มเพื่อนสนิทและน้องๆ ในวงการธุรกิจจนดึกดื่น แอลกอฮอล์ที่ยังตกค้างในกระแสเลือดทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งที่ขมับเล็กน้อย แต่ความรับผิดชอบในการประชุมบอร์ดบริหารเช้านี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้เป็นพ่ออย่าง 'คุณเทพทัศน์' ท่านประธานใหญ่ได้ล่วงหน้าไปถึงบริษัทก่อนแล้ว
“ตายละ... อีกสิบนาที เวลาเร่งด่วนของสุขุมวิทซะด้วย”
กันต์ บ่นพึมพำพร้อมกับเป่าปากด้วยความเซ็ง มือหนากระชับพวงมาลัยรถซูเปอร์คาร์สีดำคันโปรดแน่นขึ้น จังหวะนั้นเอง สัญญาณไฟจราจรเบื้องหน้าเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ราวกับเปิดทางให้ความใจร้อนของเขาทำงาน ซูเปอร์คาร์คันหรูทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดในเขตชุมชน เครื่องยนต์คำรามลั่นถนน เขากะจังหวะเหยียบคันเร่งเพื่อปาดเข้าเลี้ยวสู่บริเวณหน้าโรงแรมของตนเองให้ทันก่อนที่สัญญาณไฟถัดไปจะเปลี่ยนสี
แต่ความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีนั้นเองที่เปลี่ยนชีวิตของคนสองคนไปตลอดกาล...บริเวณหน้าทางเข้าโรงแรม 'มณฑา' หญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่บ้านเก่าแก่ของโรงแรม กำลังเดินข้ามถนนเพื่อเข้าไปทำงานพร้อมกับ 'ปานวาด' หรือ 'วาด' ลูกสาววัยเกรดมัธยมปลายที่มาในชุดนักเรียนสะอาดสะอ้าน เด็กสาวกำลังเจื้อยแจ้วพูดคุยกับมารดาด้วยรอยยิ้มสดใส รอยยิ้มที่เป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจของคนเป็นแม่ที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต เสี้ยววินาทีที่ซูเปอร์คาร์สีดำพุ่งทะยานเข้ามาในระยะประชิด เสียงกรีดร้องของเครื่องยนต์ดึงความสนใจของมณฑาให้หันไปมอง ดวงตาของคนเป็นแม่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อเห็นมัจจุราชเหล็กกำลังพุ่งตรงมาที่ลูกสาวของเธอ ไม่มีเวลาให้ลังเล... สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำงานเร็วกว่าความคิด
"วาด! ระวัง!" มณฑาใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักร่างเล็กของลูกสาวให้กระเด็นพ้นจากวิถีของรถยนต์ และใช้สรีระของตนเองเป็นเกราะกำบังร่างของปานวาดไว้อีกชั้นหนึ่ง
“เอี๊ยดดดดดด! โครม!!!”
เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว ล้อรถครูดกับพื้นถนนจนเกิดควันคลุ้ง แต่ความเร็วที่พุ่งมานั้นมากเกินกว่าจะหยุดรถได้ทันท่วงที เสียงปะทะของของแข็งกระแทกเข้ากับร่างเนื้อมนุษย์ดังลั่นจนน่าขนลุก ร่างของมณฑาลอยละลิ่วกระดอนขึ้นมากระแทกกับฝากระโปรงรถซูเปอร์คาร์อย่างแรง ก่อนจะร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นถนน เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมกระจกและฝากระโปงรถดูน่าสยดสยองกันต์เบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุด ร่างกายของเขาชาหนึบไปทั้งร่างราวกับถูกแช่แข็ง เขาปลดเข็มขัดนิรภัยด้วยมือที่สั่นเทาและรีบเปิดประตูรถก้าวลงมา ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและเสียงอื้ออึงของเหล่าพนักงานโรงแรมและแขกที่เดินผ่านไปมาที่ต่างช็อกกับเหตุการณ์ตรงหน้า
"แม่!!! แม่จ๋า!!!"
เสียงกรีดร้องปานจะขาดใจของปานวาดดึงสติของกันต์ให้หันไปมอง เด็กสาวในชุดนักเรียนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและแผลถลอกวิ่งถลันเข้ามากอดร่างที่จมกองเลือดของมารดาไว้แน่นน้ำตาทะลักทลายออกจากดวงตากลมโตราวกับทำนพแตก ร่างเล็กสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้
"แม่... ลืมตาซิแม่ อย่าทิ้งวาดไปนะคะแม่ฮือออ..."
ปานวาดพร่ำเรียกมารดา เสียงของเธอสั่นพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก วินาทีสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจของมณฑาจะหลุดลอยไป นางพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิด ยกศีรษะขึ้นมาอย่างยากลำบาก เลือดสีแดงข้นไหลทะลักออกจากปากและจมูกราวกับท่อประปาแตกเธอไม่ได้มองหน้าลูกสาวที่กำลังร้องไห้ แต่ดวงตาที่พร่ามัวกลับจ้องมองตรงมาที่ 'กันต์'
ชายหนุ่มผู้พรากชีวิตของเธอไป มืออันสั่นเทาและอาบไปด้วยเลือดของมณฑายื่นมาข้างหน้า คล้ายจะไขว่คว้าหรือฝากฝังบางสิ่งบางอย่าง สายตาคู่นั้นไม่ได้มีความอาฆาตแค้น ทว่ามันเต็มไปด้วยความห่วงใย และการอ้อนวอน... อ้อนวอนให้เขาช่วยดูแลแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียวของเธอที่กำลังจะถูกทิ้งให้อยู่บนโลกใบนี้อย่างโดดเดี่ยว ทันทีที่มือตกลงนาบข้างลำตัว ดวงตาของมณฑาก็เบิกค้าง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายสิ้นสุดลงพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินจากหางตา
"มณฑา..." กันต์ครางชื่อแม่บ้านของเขาเสียงแผ่ว สายตาสุดท้ายของเธอกระแทกเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจเขาอย่างจัง มันเป็นตราบาปที่เขาจะไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิต
"ท่านรอง! ท่านรองครับ!" เสียงร้อนรนของ 'คุณเดชา' ผู้จัดการโรงแรมที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาเขาดังแทรกความเงียบงัน
"รีบหนีไปก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจะขึ้นไปนั่งที่ขับแทนเอง เร็วครับ! ก่อนที่ตำรวจหรือนักข่าวจะมาเห็นเข้า!" กันต์หันไปมองผู้จัดการด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาปฏิเสธอย่างหนักแน่นและเด็ดขาด
"ไม่เป็นไรคุณเดชา ถึงผมจะพ้นผิดและหลบหลีกความผิดทางกฎหมายได้ แต่ผมหนีความผิดในใจไปไม่ได้หรอกครับ... ยิ่งหนีสายตาคู่นั้น ผมยิ่งทำไม่ได้"
ไม่นานนัก เสียงไซเรนของรถพยาบาลและรถตำรวจก็ดังเข้ามาใกล้ คุณเทพทัศน์ที่ทราบเรื่องจากผู้จัดการรีบลงมาจากตึกเพื่อดูเหตุการณ์และดึงสติลูกชาย ร่างไร้วิญญาณของมณฑาถูกเจ้าหน้าที่ยกขึ้นเปลสนามและนำขึ้นรถพยาบาลไปอย่างรวดเร็ว ปานวาดที่มีสภาพจิตใจแตกสลายรีบกระโดดขึ้นไปนั่งเคียงข้างร่างของมารดา
กันต์ไม่รอช้า เขาหันไปพยักหน้าให้บิดาเป็นเชิงบอกว่าเขาจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง ก่อนจะตัดสินใจก้าวขึ้นรถพยาบาลตามเด็กสาวไป เขาไม่อาจปล่อยให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายเพียงลำพังได้ ใช้เวลาเพียงสิบนาทีเศษ รถพยาบาลก็แล่นมาจอดเทียบหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง
เจ้าหน้าที่เข็นร่างของ มณฑาเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว ปานวาดทำท่าจะวิ่งตามเข้าไปในห้องฉุกเฉินดูเจ้าหน้าที่กู้ชีวิต แต่ถูกห้ามและกันตัวไว้ด้านนอก กันต์ช่วยรั้งตัวเธอเอาไว้
"ใจเย็นๆ ครับคุณ ใจเย็นๆ ตั้งสติก่อนนะครับ เราต้องติดต่อคุณพ่อของคุณหรือญาติๆ ให้มาที่นี่"
กันต์เอ่ยบอก ปานวาดหันขวับมามองด้วยดวงตาที่แดงก่ำและบวมเป่ง ร่างกายของเธอสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และความโดดเดี่ยว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งและเต็มไปด้วยความร้าวราน
"เรามีกันแค่สองคนแม่ลูกค่ะ..."
พูดจบ ประการด่านสุดท้ายของความเข้มแข็งก็พังทลายลง ปานวาดปล่อยโฮออกมาราวกับคนเสียสติ ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น กันต์เห็นดังนั้นจึงรีบถลาเข้าไปประคองร่างบางที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดเอาไว้ได้ทันก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงลงกระแทกพื้น
เขาไม่ได้นึกรังเกียจความสกปรกเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความรู้สึกผิดที่จุกแน่นอยู่ในอก
"คุณตั้งสตินะครับ..." กันต์กระซิบข้างขมับของเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้
"เผื่อใจเอาไว้ด้วย ผมเป็นคนผิดเอง ผมยินดีรับผิดชอบทุกอย่างในชีวิตหนูนับจากนี้... ยิ่งคุณแม่ของหนูเป็นคนของโรงแรมเราด้วย หนูฟังผมให้ดีนะ" เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ถ่ายทอดความอบอุ่นและคำสัญญาผ่านอ้อมแขนแกร่ง
"ถึงแม้ว่าวันนี้หนูจะไม่เหลือใคร... แต่หนูยังจะมีอา"
ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาล้วนมาจากความสัตย์จริงจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง กลิ่นอายของความโศกเศร้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ กันต์หลับตาลง ซึมซับแรงสั่นสะท้านจากร่างเล็กที่ซุกหน้าสะอื้นไห้อยู่กับอกของเขา ณ วินาทีนั้น เขาไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำว่าใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังร้องไห้จนตัวโยนนั้นงดงามและน่ารักเพียงใด รู้เพียงแต่ว่า... ชีวิตของเด็กหญิงคนนี้ นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบมันด้วยชีวิตของเขาเอง
เมื่อเปิดประตูเพนเฮาส์เข้ามา มือหนาก็กระชากเสื้อสูทที่คลุมร่างบางอยู่ออก โยนทิ้งไปทันที ก่อนจะรั้งท้ายทอยมนเข้ามารับจุมพิตที่แสนจะดุดัน เร่าร้อน ริมฝีปากหยักบดขยี้กลีบปากอิ่มอย่างหิวกระหาย เรียวลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหอมหวานและรสชาติของแอลกอฮอล์ที่หลงเหลืออยู่ในโพรงปาก ดูดดึงเกี่ยวพันจนหญิงสาวหายใจแทบไม่ทัน“อื้อออ... พี่กันต์...” ปานวาดครางประท้วงในลำคอ แต่ร่างกายกลับอ่อนระทวยและตอบสนองสัมผัสของเขาอย่างเต็มใจ มือเล็กขยุ้มคอเสื้อเชิ้ตของเขาจนยับย่นกันต์ถอนริมฝีปากออกเพียงชั่วครู่เพื่อให้เธอได้กอบโกยอากาศ ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง ฟันคมขบเม้มและดูดเม้มอย่างแรงจนเกิดรอยรักสีแดงช้ำเด่นชัดขึ้นมาหลายจุด เพื่อตีตราจองและลบรอยสายตาของผู้ชายคนอื่นที่บังอาจมามองผิวเนื้อของเธอ“พี่กันต์... วาดเจ็บ... อ๊ะ!” หญิงสาวสะดุ้งเฮือก เมื่อมือหนารูดซิปด้านหลังของชุดเดรสสีแดงออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชากชุดที่รัดรูปนั้นให้ร่นลงมากองอยู่ที่เอวบาง เผยให้เห็นบราเซียสีดำลูกไม้ครึ่งเต้าที่ดันความอวบอิ่มให้ล้นทะลักอ
เวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน การฝึกงานของปานวาดสิ้นสุดลงด้วยผลการประเมินระดับยอดเยี่ยม และในที่สุดเธอก็เรียนจบคว้าใบปริญญามาครองได้อย่างภาคภูมิใจ สมดั่งที่เคยวาดฝันเอาไว้ และแน่นอนว่าทันทีที่หญิงสาวก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัย ‘อากันต์’ หรือ ‘พี่กันต์’ รองประธานหนุ่มผู้คลั่งรัก ก็ไม่รอช้าที่จะสานต่อคำสัญญาที่เคยให้ไว้งานแต่งงานสุดยิ่งใหญ่ระดับประเทศถูกเนรมิตขึ้นอย่างรวดเร็วและสมบูรณ์แบบที่สุด สมเกียรติสะใภ้เพียงคนเดียวแห่งตระกูลภัทรเทพ เหลือเวลาอีกเพียงแค่สามวันเท่านั้นก็จะถึงวันลั่นระฆังวิวาห์... ทว่าค่ำคืนนี้ กลับเป็นค่ำคืนที่ว่าที่เจ้าบ่าวอย่างกันต์ต้องนั่งหน้าตึงและกระวนกระวายใจที่สุดในรอบปี!ณ ไพรเวทคลับสุดหรูใจกลางย่านทองหล่อ ซึ่งถูกปิดโซนวีไอพีเพื่อจัดงานปาร์ตี้สละโสด (Hen Night) ให้กับว่าที่เจ้าสาวคนสวย งานนี้แก๊งเพื่อนสาวนำทีมโดย‘ถุงแป้ง’ เพื่อนรักเพื่อนซี้ เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงาน และพวกเธอก็ได้ทำการจับปานวาดมาแปลงโฉมชนิดที่ว่า ถ้าอากันต์มาเห็นจะต
หวังจะดับไฟหึงของผู้ชายตรงหน้า แต่ทว่า... ความน่ารักและกลิ่นหอมกรุ่นจากซอกคอของเธอ กลับยิ่งสาดน้ำมันเข้ากองไฟตัณหาของชายหนุ่ม กันต์หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาด้วยประกายความปรารถนาที่ลุกโชนจนปิดไม่มิด“บทลงโทษของคนดื้อ... ที่บังอาจทำให้สามีหึงจนแทบคลั่ง มันไม่ได้จบลงแค่คำขอโทษหรอกนะปานวาด” สิ้นคำรามสั่นพร่า ริมฝีปากหยักก็โฉบลงมาบดขยี้กลีบปากอิ่มอย่างดุดันและหิวกระหาย จุมพิตของเขาในครั้งนี้ไม่ได้มีความอ่อนหวานทะนุถนอมเหมือนเช่นเคย แต่มันเต็มไปด้วยความเร่าร้อน เรียกร้อง และตะกรุมตะกราม ราวกับจะลงทัณฑ์ให้เธอหลาบจำ เรียวลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหอมหวานภายในโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ดูดดึงจนเกิดเสียงน่าอายดังก้องไปทั่วห้องทำงานที่เงียบสงัด“อื้ออ... พี่กันต์...” ปานวาดครางประท้วงในลำคอ สองมือเล็กพยายามผลักอกแกร่งเพื่อขออากาศหายใจ แต่กลับถูกมือหนารวบข้อมือทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยมือเดียวแล้วตรึงไว้เหนือศีรษะ ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อให้เธอได้หอบหายใจ ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมา
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปานวาดในวัยยี่สิบสองปี เติบโตเป็นหญิงสาวที่สวยสะพรั่งและเพียบพร้อมในทุกด้าน เธอเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่ของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยชื่อดัง และในช่วงเทอมสุดท้ายนี้ เธอจะต้องผ่านการฝึกงานเพื่อเก็บหน่วยกิตก่อนจบการศึกษาด้วยความมุ่งมั่นที่อยากจะเรียนรู้งานและแบ่งเบาภาระของผู้ชายที่เธอรัก ปานวาดจึงตัดสินใจขอเข้ามาฝึกงานที่โรงแรมในเครือ ‘ภัทรเทพ’ ของเขานั่นเอง แต่ทว่า... หญิงสาวกลับตั้งกฎเหล็กขึ้นมาหนึ่งข้อ นั่นคือ ‘ห้ามเปิดเผยสถานะคู่หมั้น’ อย่างเด็ดขาด เพราะเธออยากฝึกงานเหมือนนักศึกษาทั่วไป ไม่อยากให้พนักงานคนอื่นอึดอัดหรือให้สิทธิพิเศษแก่เธอแน่นอนว่าคนหวงเมียอย่าง ‘อากันต์’ หรือ ท่านรองประธานหนุ่ม คัดค้านหัวชนฝาในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับลูกอ้อนและสายตาปริบๆ ของภรรยาเด็กในความอุปการะอยู่ดี เช้าวันจันทร์ที่สดใส ปานวาดสวมชุดนักศึกษาที่ถูกระเบียบเป๊ะ เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวประทับตรามหาวิทยาลัย และกระโปรงทรงสอ





