LOGINเมื่อเห็นว่าลูกไก่ในกำมือเริ่มคล้อยตามและตอบสนองด้วยเสียงครางอืออาในลำคอ บดินทร์ก็ลอบยิ้มร้ายในใจ เขารู้ดีว่าเด็กสาวที่อ่อนประสบการณ์อย่างเธอไม่มีทางต้านทานชั้นเชิงของเขาได้ เขาจงใจบดเบียดสะโพกสอบเข้าหาหน้าท้องแบนราบ ให้เธอรับรู้ถึงตัวตนของเขา
เกลวลินหายใจหอบถี่ ใบหน้าหวานแดงจัดราวกับลูกตำลึงสุก ดวงตาที่เคยต่อต้านบัดนี้หลับพริ้มและปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสัมผัสที่เขามอบให้ เธอรอคอยให้เขาเติมเต็มความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังตีรวนอยู่ในอกแต่แล้ว... จู่ๆ บดินทร์ก็ผละริมฝีปากออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับชักมือที่กำลังลูบไล้เอวบางกลับมาราวกับโดนของร้อน ร่างของเกลวลินที่กำลังพิงแอบอิงเขาอยู่แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะขาดที่พึ่งพิง หญิงสาวลืมตาขึ้นด้วยความงุนงง หอบหายใจรวยริน มองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและเรียกร้องโดยไม่รู้ตัว
นายหัวบดินทร์ปรายตามองสภาพกระเซอะกระเซิงของเด็กสาวตรงหน้าก่อนจะเหยียดยิ้มเย็นชา
"หึ... นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็ใจแตกเหมือนกันนี่ แค่โดนลูบคลำนิดหน่อยก็อ่อนระทวยแทบจะลงไปกองกับพื้น" เสียงทุ้มที่เคยกระซิบพร่าเมื่อครู่ บัดนี้กลับราบเรียบและเต็มไปด้วยความหยามเหยียด
"คุณ" เกลวลินหน้าชาดิกราวกับถูกตบฉาดใหญ่ ความรู้สึกวาบหวามเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอับอายและเจ็บปวด
"ไปเอาไม้ถูพื้นมาทำความสะอาดซะ ฉันหมดอารมณ์กินข้าวแล้ว จะไปอาบน้ำเตรียมตัวเข้าบริษัท"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องนอนไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้เกลวลินยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางห้องครัว หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศร่วงหล่นลงมาอาบสองแก้ม เธอเกลียดเขาที่ฉวยโอกาส แต่ที่เกลียดไปกว่านั้นคือร่างกายของเธอเอง... ที่ดันเผลอไผลไปกับสัมผัสจอมปลอมของซาตานร้ายอย่างเขาจนแทบจะถอนตัวไม่ขึ้น
ช่วงค่ำของวันเดียวกัน ภายในเพนต์เฮาส์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เกลวลินในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มตัวเก่ากำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บข้าวของและทำความสะอาดห้องนั่งเล่นตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หญิงสาวพยายามหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเอง ฟุ้งซ่านถึงเหตุการณ์น่าอับอายเมื่อช่วงเช้า แต่ยิ่งพยายามลืม สัมผัสวาบหวามและคำพูดถากถางของเขาก็ยิ่งฉายชัดในความทรงจำ
ติ๊ด... ติ๊ด... แกร๊ก!
เสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของนายหัวบดินทร์ที่ก้าวเข้ามา ทว่าวันนี้เขาไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง ข้างกายของเขามีหญิงสาวหน้าตาสะสวย รูปร่างเย้ายวนในชุดเดรสรัดรูปสีแดงสดเดินควงแขนเข้ามาด้วย เกลวลินชะงักมือที่กำลังเช็ดฝุ่นบนโต๊ะกระจกทันที เธอรีบขยับตัวหลบไปยืนอยู่มุมห้อง ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตา
"ที่นี่สวยจังเลยนะคะบดินทร์ กว้างกว่าคอนโดของเชอร์รี่ตั้งเยอะ" หญิงสาวชุดแดงเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย เบียดหน้าอกหน้าใจเข้าหาท่อนแขนล่ำของชายหนุ่มอย่างจงใจ
"ถ้าชอบ... คืนนี้ก็อยู่ให้นานๆ นะ" บดินทร์ตอบเสียงพร่า ยกยิ้มมุมปากอย่างมีเสน่ห์ ก่อนจะปรายตามามองร่างเล็กที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่มุมห้อง
"เกลวลิน ไปเอาไวน์มาให้ฉันกับแขกหน่อย เอาขวดที่อยู่ในตู้แช่นะ"
"ค่ะ.".... เกลวลินรับคำเสียงแผ่ว รีบสาวเท้าหนีเข้าไปในโซนครัวด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่ใช่เพราะความพิศวาส แต่เป็นความอึดอัดในอกอย่างบอกไม่ถูก ทำไมเขาถึงต้องพาผู้หญิงมาพลอดรักให้เธอเห็นถึงที่นี่ด้วย!...หรือว่าผู้ชายคนนี้จิตวิปริต
เมื่อเกลวลินเดินถือถังไม้ใส่ขวดไวน์และแก้วคริสตัลสองใบออกมา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาสองเท้าของเธอชะงักแข็งค้างจนก้าวไม่ออก ร่างของหญิงสาวชุดแดงกำลังคร่อมทับอยู่บนตักของนายหัวบดินทร์บนโซฟาตัวยาวตรงกลางห้องรับแขก ทั้งสองกำลังแลกจูบกันอย่างดูดดื่ม เสียงริมฝีปากบดเบียดและเสียงครางกระเส่าดังสะท้อนไปทั่วห้องอย่างไม่อายฟ้าดินมือเล็กที่ประคองถังไวน์สั่นเทา เกลวลินเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด พยายามเบือนหน้าหนีภาพอุจาดตา ทว่าเสียงทุ้มของบดินทร์กลับดังขึ้นขัดจังหวะ
"ยืนบื้ออยู่ทำไม เอาไวน์มารินเสิร์ฟสิ"
ชายหนุ่มผละริมฝีปากออกจากหญิงสาวบนตักเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อออกคำสั่งดวงตาคมกริบจ้องมองปฏิกิริยาของเด็กในปกครองอย่างจับผิด เขาเห็นแววตาไหวระริกและความสั่นเทาของเธออย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการเกลวลินจำใจต้องก้าวเข้าไปใกล้โซฟาตัวนั้น ด้วยมือสั่นๆ เธอรินไวน์สีแดงสดลงใน แก้ว พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองภาพบาดตาบาดใจหญิงสาวชุดแดงจงใจปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของบดินทร์ออก ลูบไล้แผงอกแกร่งอย่างยั่วยวน ก่อนจะป้อนไวน์ให้เขาด้วยปากของเธอเอง
"อื้อ... บดินทร์ขา..."
เกลวลินทนดูต่อไปไม่ไหว เธอรีบวางถาดลงบนโต๊ะ และหันหลังเตรียมจะวิ่งกลับเข้าห้อง แต่คำสั่งประกาศิตก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ใครสั่งให้เธอไป ฉันบอกให้ยืนรอรับใช้ตรงนี้ รินไวน์เพิ่มด้วย"
เด็กสาวจำต้องหันกลับมายืนกำหมัดแน่นอยู่ที่เดิม น้ำตาเม็ดใสเอ่อคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกน้อยใจตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย แม้จะรู้ตัวดีว่าไม่มีสิทธิ์ แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นแค่ลูกหนี้ขัดดอก แต่การต้องมายืนทนดูเขาทำเรื่องพรรค์นี้กับผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าต่อตา มันช่างเป็นน่าขยะแขยงเหลือเกิน
นายหัวหนุ่มลอบมองใบหน้าหวานที่น้ำตารื้น ก่อนจะยกยิ้มร้ายกาจเมื่อแผนยั่วโมโหได้ผลเกินคาด ทว่าจู่ๆ ความรู้สึกหงุดหงิดก็แล่นริ้วขึ้นมา เขาเริ่มรำคาญสัมผัสของหญิงสาวบนตักที่พยายามจะนัวเนียเขาไม่เลิก กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ของเธอเทียบไม่ได้เลยกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวของเด็กสาวที่ยืนทำหน้ากะอักกระอ่วนอยู่ตรงนั้น
"พอแล้ว" บดินทร์ดันร่างเย้ายวนของหญิงสาวชุดแดงออกอย่างเย็นชา
"อ้าว ทำไมล่ะคะบดินทร์ เชอร์รี่ยัง..."
"ฉันบอกว่าพอ กลับไปได้แล้ว" เสียงทุ้มตวัดกร้าวขึ้นจนหญิงสาวชุดแดงสะดุ้ง ชายหนุ่มล้วงกระเป๋าหยิบเช็คเงินสดใบหนึ่งที่เตรียมไว้ออกมาโยนลงบนโต๊ะกระจก
"นี่ค่าเสียเวลาของเธอ รับไปแล้วก็ออกจากห้องฉันไปซะ"
เชอร์รี่หน้าเสีย มองเช็คเงินสดสลับกับใบหน้าดุดันของชายหนุ่ม แม้จะหงุดหงิดที่ถูกอัปเปหิกลางคัน แต่ตัวเลขบนเช็คก็มากพอที่จะทำให้เธอรีบคว้ามันไว้แล้วคว้ากระเป๋าสะพายเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไปอย่างหัวเสีย
แสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องกระทบผืนน้ำทะเลสีครามเป็นประกายระยิบระยับ ขับไล่ความมืดมิดและเรื่องราวอันแสนโหดร้ายในยามค่ำคืนให้มลายหายไป ทว่าสำหรับ ‘ซีเคร็ท เบย์ รีสอร์ต’ เช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล รถตำรวจสองคันจอดเทียบอยู่ที่หน้าลานจอดรถของพนักงาน พร้อมกับร่างของ ‘ไอ้ชด’ ในสภาพสะบักสะบอม ใบหน้าปูดบวมจนจำแทบไม่ได้ ถูกใส่กุญแจมือพาตัวขึ้นรถกระบะตราโล่ไปดำเนินคดีตามคำสั่งเด็ดขาดของนายหัวเจ้าของรีสอร์ตป้าหวาด แม่ครัวใหญ่ของรีสอร์ตที่เพิ่งนั่งรถสองแถวกลับมาจากตลาดสดท่าเรือพร้อมกับวัตถุดิบเต็มคันรถ ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น เมื่อ ‘ไม้’ ผู้ช่วยคนสนิทของนายหัวภูธเนศ เดินเข้ามาเล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้นกับหลานสาวของนางให้ฟัง“โธ่... ฟ้าลูก....ป้าผิดเอง ป้าไม่น่าทิ้งหนูไว้คนเดียวเลย!”หญิงวัยกลางคนร้องไห้โฮ ทิ้งตะกร้าผักสดลงกับพื้นแล้ววิ่งกระหืดกระหอบตรงไปยังห้องพักชั่วคราวที่ไม้จัดเตรียมไว้ให้อิงฟ้าพักผ่อนทันที เมื่อผลักประตูเข้าไป ภาพที่เห็นคือร่างบอบบางของหลานสาวกำลังนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟา บนไหล่เล็กยังมีเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีเข้มคลุมทับเอาไว้ ใบหน้าหวานซีดเซียวแ
ทว่า... ในจังหวะที่เธอกำลังจะหันกลับมาวิ่งต่อ ร่างของเธอก็พุ่งชนเข้ากับแผงอกกว้างของ ‘ใครคนหนึ่ง’ ที่กำลังเดินสวนมาในความมืดอย่างจัง!"ว้าย!"แรงปะทะทำให้อิงฟ้าเสียหลักหงายหลังกำลังจะล้มลงไปบนพื้นทราย แต่ท่อนแขนแกร่งราวกับคีมเหล็กก็ตวัดรวบเอวบางของเธอเอาไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแบรนด์หรูผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านลอยแตะจมูก แตกต่างจากกลิ่นเหม็นสาบของไอ้ชดราวฟ้ากับเหว"เฮ้ย! เป็นอะไรคุณ วิ่งหนีอะไรมา!" เสียงทุ้มห้าวแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นเอ่ยถามด้วยความตกใจ อิงฟ้าเงยหน้าขึ้นมองฝ่าความมืด แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบเสี้ยวหน้าหล่อเหลาและคมคายของผู้ชายร่างสูงโปร่งตรงหน้า ทำให้เธอเหมือนเห็นอัศวินขี่ม้าขาวที่ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยชีวิต หญิงสาวรีบกำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ"ชะ... ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยฟ้าด้วย มีคนจะข่มขืนฟ้า ฮือออ" เธอละล่ำละลักอ้อนวอน ซุกตัวเข้าหาแผงอกกว้างอย่างหาที่พึ่ง ภูธเนศขมวดคิ้วแน่น ชายหนุ่มเพิ่งจะขับรถส่วนตัวกลับมาจากกรุงเทพฯ ถึงรีสอร์ตเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาด้วยความเหนื่อยล้าจากการขับรถทางไกล เขาจึงตั้งใจจะเดินมารับลมทะเ
เสียงเกลียวคลื่นที่ซัดสาดกระทบชายหาดทรายสีขาวในยามค่ำคืน เป็นท่วงทำนองที่แปลกหูสำหรับ ‘อิงฟ้า’ สาวน้อยวัยสิบแปดปีที่เติบโตมาท่ามกลางขุนเขาและลมหนาวของภาคเหนือ หญิงสาวนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงเล็กๆ ภายในห้องพักพนักงานด้านหลังของ ‘ซีเคร็ท เบย์ รีสอร์ต’ ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักจะสุกสกาวอยู่เสมอบัดนี้แดงก่ำและบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักมาหลายวัน เธอเพิ่งสูญเสียมารดาอันเป็นที่รักยิ่งซึ่งเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ไปด้วยโรคร้าย โลกทั้งใบของเด็กสาวพังทลายลงในพริบตา โชคดีที่ยังมี ‘ป้าหวาด’ พี่สาวแท้ๆ ของแม่ ซึ่งทำงานเป็นแม่ครัวใหญ่ของรีสอร์ตแห่งนี้ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและรับเธอมาอุปการะดูแลต่อป้าหวาดเพิ่งพาอิงฟ้าเดินทางจากเชียงใหม่มาถึงเกาะพะงันได้เพียงสองวันเท่านั้น หญิงวัยกลางคนตั้งใจจะกราบเรียนขออนุญาต ‘นายหัวภูธเนศ’ เจ้าของรีสอร์ต เพื่อให้หลานสาวได้พักอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เผอิญว่าช่วงนี้นายหัวหนุ่มเดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพมหานคร ยังไม่กลับมา ป้าหวาดจึงให้อิงฟ้าหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในห้องพักไปพลางๆ ก่อน เพราะที่นี่มีกฎระเบียบเคร่งครัดเรื่องบุคคลภายนอกแต่ถึงกระนั้น ความสวยงามที่โดดเด่น
"เกลเพิ่งลุกขึ้นมายืนเองนะคะพี่ดิน ให้นั่งทั้งวันเกลก็เมื่อยแย่สิคะ" เกลวลินเอนหลังพิงแผงอกกว้าง แกล้งทำหน้างอแงใส่สามี"ก็พี่เป็นห่วงนี่นา... ตัวเล็กดิ้นแรงมั้ยวันนี้ หืม?" บดินทร์เอ่ยถามลูกสาวในท้อง พลางก้มลงจูบซับที่หน้าท้องนูนเบาๆใช่แล้ว... พวกเขาได้ลูกสาว! ทันทีที่รู้เพศลูกจากผลอัลตราซาวด์ นายหัวบดินทร์ก็แทบจะปิดบริษัทฉลอง เขาเห่อลูกสาวหนักมาก กว้านซื้อเสื้อผ้า ของเล่น และของใช้เด็กอ่อนสีชมพูมาตุนไว้จนแทบจะล้นห้องนอนเด็ก ซ้ำยังตั้งชื่อรอไว้แล้วว่า 'น้องของขวัญ' เพราะเด็กคนนี้คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่สวรรค์ประทานมาเพื่อชดเชยความสูญเสียและเยียวยาหัวใจของเขา"วันนี้ดิ้นเก่งมากเลยค่ะ สงสัยจะอยากออกมาเจอหน้าคุณพ่อแล้ว" เกลวลินหัวเราะคิกคักเมื่อลูกสาวตัวน้อยเตะสวนฝ่ามือของบดินทร์ราวกับรู้ทักทาย"ใจเย็นๆ นะคะน้องของขวัญ รอให้ครบกำหนดคลอดก่อนนะลูก พ่อยังจัดห้องของเล่นให้หนูไม่เสร็จเลย" บดินทร์คุยกับลูกเสียงสองเสียงสาม ชนิดที่ว่าถ้าลูกน้องชุดดำมาเห็นคงต้องกรามค้างแน่ๆ"โอ๊ย!"จู่ๆ เกลวลินก็อุทานออกมาเสียงหลง ใบหน้าหวานเหยเกด้วยความเจ็บปวด มือเล็ก รีบกุมหน้าท้องของตัวเองแน่น ร่างกายท
แม้จะเคยผ่านการตั้งครรภ์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่มันก็จบลงด้วยความสูญเสียที่แสนเจ็บปวด ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เกลวลินจะได้เข้าห้องอัลตราซาวด์เพื่อดูพัฒนาการของลูกจริงๆ ความตื่นเต้นและความหวาดกลัวตีรวนอยู่ในอกจนมือเย็นเฉียบ"เชิญคุณเกลวลินที่ห้องตรวจ 3 ค่ะ"เสียงพยาบาลเรียกชื่อทำเอาเกลวลินสะดุ้ง บดินทร์รีบพยุงร่างบางลุกขึ้นและเดินเคียงข้างเธอเข้าไปในห้องตรวจอย่างไม่ยอมห่าง คุณหมอสูตินรีเวชวัยกลางคนทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเชิญให้เกลวลินขึ้นไปนอนบนเตียงตรวจ บดินทร์เข้าไปยืนอยู่ข้างเตียง มือหนายังคงจับมือเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย"อายุครรภ์ประมาณสิบสัปดาห์แล้วนะคะ วันนี้เรามาดูหน้าตั๋วเล็กกันหน่อยเนอะ คุณพ่อมองที่หน้าจอนะคะ"คุณหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พลางบีบเจลเย็นๆ ลงบนหน้าท้องแบนราบของเกลวลิน ก่อนจะใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์เคลื่อนผ่านไปมาเบาๆเกลวลินและบดินทร์กลั้นหายใจ สายตาทั้งสองคู่จดจ่ออยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์สีดำขาว ภาพสัญญาณคลื่นสะท้อนกลับมา ปรากฏเป็นรูปร่างของก้อนเนื้อเล็กๆ ที่ดูคล้ายเมล็ดถั่วกำลังฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูกอย่างปลอดภัย"นี่ไงคะ ตัวเล็กของเรา" คุณหมอชี้ไปที่จุดเล็กๆ บนหน้าจอ "การ
เกลวลินเดินหายเข้าไปในโซนหลังร้านเพียงครู่เดียว ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับ 'กล่องปฐมพยาบาล'ขนาดใหญ่ หญิงสาวลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงตรงหน้าเขา ก่อนจะดึงท่อนแขนที่โชกเลือดของเขามาวางพาดบนหน้าตักของเธออย่างไม่รังเกียจ!"กะ... เกล... เดี๋ยวชุดเกลจะเปื้อนเลือดพี่นะ" บดินทร์เบิกตากว้าง พยายามจะชักแขนกลับ แต่เกลวลินกลับยึดข้อมือเขาไว้แน่น"อยู่เฉยๆ! อยากเลือดหมดตัวตายหรือไง!" หญิงสาวดุเสียงเขียว ก่อนจะเปิดกล่องปฐมพยาบาล หยิบสำลีชุบน้ำเกลือขึ้นมาทำความสะอาดบาดแผลให้เขาอย่างเบามือที่สุดสัมผัสจากมือนุ่มที่ค่อยๆ ซับเลือดบนท่อนแขน ทำเอาหัวใจของมัจจุราชร้ายกระตุกวูบและเต้นแรงจนแทบระเบิด บดินทร์ก้มมองใบหน้าหวานที่อยู่ห่างเพียงคืบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันด้วยความตั้งใจ ดวงตากลมโตจดจ่ออยู่ที่บาดแผลของเขา แววตาของเธอมีความห่วงใยซ่อนอยู่ แม้ปากจะพยายามด่าทอเขาก็ตามนี่เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน... ที่เธอยอมแตะต้องตัวเขา ยอมให้เขาเข้าใกล้ และยอมแสดงความห่วงใยออกมาให้เห็น!"เจ็บมั้ยคะ..." จู่ๆ เกลวลินก็เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา โดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง"ไม่เจ็บครับ..." บดินทร์ตอบเสียงสั่น น้ำตาแห่งความตื้นตันรื้นขึ







