LOGIN“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”
เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโต
นกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!
“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”
ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”
พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง
“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”
หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา
“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”
ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัย
เหตุใดจางกุ้ยเฟยถึงได้มาที่นี่...
“พระชายา”
“ถวายพระพรพระสนมเพคะ”
จางกุ้ยเฟยกระตุกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย เหลือบมองไปที่ใต้ต้นเหมยต้นหนึ่ง
“อย่ามากพิธี เป็นข้าต่างหากที่มีเรื่องรบกวน”
ถึงแม้ไป่มู่ชิงจะยังมีท่าทีงุนงง แต่ในที่สุดก็ยอมขานรับ
“เพคะ”
ไม่นานนักสตรีสองร่างก็นั่งลงที่ใต้ต้นเหมยท่ามกลางลมเย็นพัดผ่าน ไป่มู่ชิงกุมมือทั้งสองไว้แน่น ลอบมองจางกุ้ยเฟยที่โบกมือไล่บรรดานางกำนัลให้ถอยห่างออกไปมากพอที่จะมั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดได้ยินบทสนทนา
จางกุ้ยเฟยแสดงสีหน้าลำบากใจอยู่บ้าง
“ฝ่าบาททรงมีเรื่องอันใด พระชายาบอกข้าได้หรือไม่”
สิ้นประโยคคนฟังถึงได้มีท่าทีกระอักกระอ่วน ในใจยังคงไม่ไว้ใจจางกุ้ยเฟยนัก นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีแผนอะไรหรือไม่
ไป่มู่ชิงโคลงศีรษะ
“ฝ่าบาททรงไร้เรี่ยวแรง มิสามารถเอ่ยวาจาอันใดได้เพคะ”
คำตอบนั่นทำให้สีหน้าคนฟังเปลี่ยนไปอยู่บ้าง
“เป็นเช่นนั้น”
ไป่มู่ชิงจ้องมองดวงหน้าที่ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ถามเสียงค่อยออกไปราวกับกระซิบ แต่ถึงกระนั้นก็ตัดสินใจอยู่นาน
“หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะทูลถามได้หรือไม่เพคะ”
จางกุ้ยเฟยมองอีกฝ่ายเต็มๆ ตา แต่ถึงกระนั้นทั่วทั้งใบหน้ายังคงไร้สีเลือดอย่างที่เคย
“เมื่อก่อนพระสนมมีโอกาสเจอพระสนมไป่บ้างหรือไม่เพคะ”
คำถามนั่นทำให้จางกุ้ยเฟยชะงักค้างไปชั่วขณะ ใบหน้าซีดลงพร้อมกับดวงตาที่สั่นระริก หากแต่เพียงแวบหนึ่งเท่านั้นริมฝีปากก็กระตุกเป็นรอยยิ้มจางๆ
“ต้องเจออยู่แล้ว พี่สาวของเจ้าเป็นสตรีงดงามนัก” ขณะที่พูดนัยน์ตาแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย
“ก่อนที่พี่สามจะสิ้นมิกี่วัน พี่สามส่งจดหมายมาหาหม่อมฉัน” ระหว่างที่พูดก็แอบสังเกตหัวคิ้วที่เริ่มขยับ “พี่สามบอกว่ากำลังจะได้เลื่อนขั้นเพคะ”
จางกุ้ยเฟยเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดก็ช้อนสายตาขึ้น
“พระชายาคิดเห็นอย่างไรบ้าง”
“หม่อมฉันยินดีเพคะ เพียงแต่...”
“พระสนมไป่เองก็ยินดีใช่หรือไม่” ขณะที่พูดน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความกังวลใจก่อนจะกลืนน้ำลายลงอึกหนึ่ง “มีเรื่องร่ำลือกัน ว่าสนมไป่มิพอใจที่
ฝ่าบาทจะเลื่อนขั้นให้ข้าด้วย จึงเกิดความน้อยใจ”“......”
ไป่มู่ชิงอ้าปากเล็กน้อย ทว่ากลับไร้สุ้มเสียง ในใจก็ยังมีความเคลือบแคลงสงสัย เป็นไปได้หรือไม่ว่าจางกุ้ยเฟยจะมีความคิดเช่นนั้น
ในที่สุดจางกุ้ยเฟยก็หัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่ลำตัวยังสั่นไหว
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว พวกเราอย่ารื้อฟื้นอีกเลย”
“เพคะ”
ไป่มู่ชิงตอบออกไปเช่นนั้น นางมิกล้าคาดคั้นอีกฝ่ายมากนัก เพียงแค่ตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตรงๆ เช่นนี้ ชีวิตของนางก็ดูลำบากมากแล้ว มาถึงตอนนี้แล้วก็ได้แต่นึกเสียใจ ไม่รู้ว่าจางกุ้ยเฟยคิดระแวงนางมากขนาดไหน
หญิงสาวหันซ้ายขวา หวังจะหาข้ออ้างออกไปจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้ หากแต่แวบหนึ่งกลับมีความคิดหนึ่งขึ้นมาในหัว
“หม่อมฉันทราบว่าพระสนมมีความสามารถเรื่องอักษร”
“อ๋องแปดบอกเจ้าหรือ” ถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
ไป่มู่ชิงเค้นเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อย ได้แต่พยักหน้าอย่างเลยตามเลย จะให้กล่าวออกไปได้อย่างไรว่าพี่สามเคยบอกไว้ในจดหมาย!
“หม่อมฉันอยากได้ลายพระหัตถ์เป็นบุญตาสักครั้งได้หรือไม่เพคะ”
จางกุ้ยเฟยเพียงพยักหน้ารับ เป็นเช่นนั้นแล้วหญิงสาวถึงได้กวักมือเรียกหลี่หยู่เข้ามาใกล้ สั่งออกไปอย่างเร่งรีบราวกับกลัวว่าจางกุ้ยเฟยจะเปลี่ยนใจ
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ กระดาษ พู่กันและหมึกดำก็ถูกวางลงอย่างประณีต
จางกุ้ยเฟยเลิกแขนเสื้อขึ้น คว้าพู่กันมาตวัดตัวอักษรลงไปในผืนกระดาษอย่างคล่องแคล่วว่องไวเช่นคนที่เขียนอ่านได้เป็นอย่างดีในขณะที่เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำเข้ามาใกล้
“ถวายพระพรพระสนมพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงทุ้มห้าวที่ดังขึ้นเบื้องหลังทำให้สตรีทั้งสองชะงัก หันไปเห็นร่างของฉู่ซูเหยียนยืนแข็งแกร่งราวหุบผานั่นแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ เหตุใดดวงตาของเขาถึงได้จ้องมองนางเขม็งเช่นนั้นกันเล่า!
“อ๋องแปดมาพอดี”
จางกุ้ยเฟยวางพู่กันในมือลง ส่งแผ่นกระดาษให้ไป่มู่ชิงที่รีบคว้ามาแนบตัวอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาดุดัน
คิดจะจับผิดอะไรอีกเล่า!!
“หม่อมฉันเพิ่งประชุมขุนนางเสร็จ ทราบว่าพระสนมมาที่จวน จึงรีบกลับมาต้อนรับ”
“มิต้องลำบาก ข้าเพียงมาสนทนากับพระชายาด้วยเรื่องเรื่อยเปื่อยเท่านั้น” จางกุ้ยเฟยแย้มยิ้มพร้อมกับยืดตัวขึ้นยืน “ข้าเองก็ต้องกลับไปดูแล
ฝ่าบาทแล้ว ท่านว่างเมื่อไหร่ก็ไปที่ตำหนักเฉียนชิงบ้างเถิด”ฉู่ซูเหยียนโค้งกายให้เป็นการบอกว่ารับรู้ หลังจากนั้นทั้งหมดก็สนทนากันอีกไม่กี่ประโยคก่อนที่ร่างระหงของจางกุ้ยเฟยจะเดินจากไปเร็วๆ
ชายหนุ่มมองตามไปจนลับสายตา ในที่สุดดวงตาก็เหลือบมองไป่มู่ชิงที่ทำท่าจะเดินหนีออกไป
“พระชายาคงมิมีความลับต่อสามีหรอกใช่หรือไม่”
ร่างเล็กสะดุ้งเฮือก ถึงกระนั้นก็รีบส่ายศีรษะ
“มิมีเรื่องอันใดเพคะ พวกเราเพียงคุยกันเรื่องกิจของสตรี”
ฉู่ซูเหยียนเค้นเสียงในลำคอดังหึ จากนั้นจึงย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนทั้งสองร่างห่างกันแค่คืบ ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้จนไป่มู่ชิงกะพริบตาปริบ ย่นคอหนีท่ามกลางความกังวล
“เรื่องอันใด”
น้ำเสียงกระซิบคล้ายหลอกล่อ หากแต่นางกลับรู้สึกว่าเสียงนั่นช่างคล้ายคลึงกับปีศาจที่สุด!
“เสื้อผ้า ปิ่นปัก น้ำมันหอม หม่อมฉันจำได้ไม่หมดหรอกเพคะ”
ไป่มู่ชิงก้าวถอยหลังมาครึ่งก้าว แค่ดูสีหน้าเขาก็รู้ว่าไม่ได้เชื่อคำพูดของนางเลยแม้แต่นิดเดียว!
ดวงตากลมโตมองไปรอบกาย เห็นหมางกั๋วยืนตามติดอยู่ไม่ห่างแล้วก็ได้แต่กรีดร้องในใจ หากนางวิ่งหนีออกไปเฉยๆ จะถูกองครักษ์นี่หิ้วกลับมาหรือเปล่านะ
ในที่สุดก็เบิกตาโพลงทำท่าตกใจ
“หม่อมฉันต้องรีบกลับเรือนแล้ว หม่อมฉันมีความรู้สึกเหมือนเมนส์จะมา ทูลลาเพคะ”
ไม่พูดเปล่ายังหมุนกายยกชายกระโปรงวิ่งกลับเรือนเซียงอี้ไปเร็วๆ ในขณะที่คนฟังมีท่าทีแปลกประหลาด ทวนประโยคที่นางกล่าวเมื่อครู่ นิ้วชี้ข้างหนึ่งกระดิกเรียกหมางกั๋ว ถามเสียงงุนงงอยู่บ้าง
“เมื่อครู่นางบอกว่าใครจะมาที่จวน”
เหตุใดต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้น!
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







