LOGIN‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’
“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”
ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆ
แต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอน
หญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณ
ลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...
แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!
ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า
“พระชายา...”
“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”
“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”
ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด
“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”
----------------------------------------------------------
หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้ใดปรากฎกายเข้ามาในจวน...
ฉู่ซูเหยียนขบกรามติดกันแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน เขาอุตส่าห์นั่งรออยู่นานจนพระอาทิตย์ตก ถึงตอนนี้ก็ยังมิมีเงาร่างใดย่างกรายเข้ามาในจวนชินหวังฝู่เลยแม้แต่ร่างเดียว!
สตรีผู้นั้นถึงกับกล้าพูดปดต่อเขาเชียวหรือ!!
“หมางกั๋ว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าบอกว่าพระชายาปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งคนขึ้นไปดู บนนั้นมีอะไร”
บางทีนางอาจจะซุกซ่อนอะไรไว้ก็ได้!!
“พ่ะย่ะค่ะ”
หมางกั๋วเอ่ยรับคำสั่งก่อนจะเลี่ยงออกไป
จอกน้ำชาตรงหน้าถูกยกขึ้นซดรวดเดียวคล้ายต้องการดับความร้อนรุ่มที่อยู่ในใจ ความรู้สึกอยากกระชากคอนางมาเค้นถามความจริงอัดอั้นอยู่ในอก
จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าเพราะเหตุผลอะไรฮ่องเต้ถึงได้มั่นใจนักว่าองค์หญิงเก้าแห่งเหอเป่ยจะช่วยเหลือเขาได้ ถึงแม้นางจะมิใช่คนของ
องค์รัชทายาท ทว่าแต่ละวันที่นางทำมีอะไรที่เขาไว้ใจได้บ้าง!
ระหว่างที่รอดูเหมือนว่าฉู่ซูเหยียนจะมีเรื่องคิดไม่ตกอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องขององค์รัชทายาทและความเคลือบแคลงต่อไป่มู่ชิง ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วนางมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่
“ท่านอ๋อง”
เสียงเรียกของหมางกั๋วทำให้ฉู่ซูเหยียนละความสนใจจากความคิดของตัวเอง มองดูร่างสูงใหญ่ที่คุกเข่าลงพร้อมทั้งยื่นอะไรบางอย่างออกมาด้านหน้า และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มยิ่งขบกัดริมฝีปากแน่น
ผ้าผืนสีขาวบางและลูกนกตัวสีฟ้าจ้องมองมาตาใส!
“ทะ...ท่านอ๋อง พวกกระหม่อมหาได้เล่นตลก โปรดระงับโทสะก่อนเถิด!”
ไม่ทันที่ฉู่ซูเหยียนจะได้เอ่ยอะไรออกมาด้วยซ้ำ หมางกั๋วที่รับรู้ถึงความหนาวเย็นรีบอธิบายอย่างว่องไวราวกับหากช้าไปมากกว่านี้ชีวิตของเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก
อ๋องแปดแห่งถงเยว่ยังคงแน่นิ่ง
“บนกิ่งไม้ต้นนั้นมีเพียงรังนกและลูกนกตัวนี้เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” ไม่ว่าเปล่ายังยกก้อนกลมในมือออกมายืนยัน
ชายหนุ่มเค้นเสียงหึในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง
“เอากลับไปคืนที่มันเสีย”
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”
เสียงแหลมเล็กดังขึ้นก่อนที่หมางกั๋วจะได้รับคำสั่ง หากแต่นั่นกลับทำให้ฉู่ซูเหยียนมองอย่างแปลกประหลาด ก้าวเข้ามาใกล้
“ส่งมาให้ข้าดูหน่อย”
มือหยาบหนาเอื้อมไปรับลูกนกน้อยอย่างระมัดระวัง อีกทั้งยังสบตาใสๆ นั่นแน่นิ่ง ปีกทั้งสองพยายามขมับไปมาแต่ดูเหมือนจะไม่มีแรงเอาเสียเลย
หรือว่า...
“เจ้าบาดเจ็บหรือ” เสียงทุ้มพึมพำกระซิบเบา
“เข้าวัง...เข้าวัง”
คราวนี้ฉู่ซูเหยียนถึงได้ขมวดคิ้ว หากฟังความไม่ผิดนกนี่กำลังเลียนประโยคบางอย่าง แต่ก็หาใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพราะเจ้านกนี่เป็นนกแก้วชนิดหนึ่งที่สามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้นั่นเอง
ทว่าสิ่งที่น่าแปลกใจนั่นคือความหมายของประโยคนั่นต่างหาก!
ก่อนหน้านี้ไป่มู่ชิงเอานกนั่นออกมาจากเรือนเซียงอี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่เจ้านี่จะได้ยินนางสนทนากับคนของนาง มันก็เลยจดจำแล้วนำมาพูดซ้ำๆ อยู่แบบนี้
เข้าวังหรือ...
นางมีแรงจูงใจอะไรในการเข้าไปที่นั่น
ยังไม่ทันที่จะคิดตกด้วยซ้ำ จู่ๆ เสียงเท้าหนึ่งก็ย่ำเข้ามาในเรือน แสดงถึงความร้อนใจอยู่เก้าในสิบส่วน
“ทูลท่านอ๋อง มีรายงานด่วนพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่ซูเหยียนพยักหน้า ไร้ซึ่งสุ้มเสียงใด
“เมื่อครู่นี้พระชายาแต่งกายเช่นบุรุษ ออกจากเรือนเซียงอี้ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
รายงานนั่นทำให้ดวงตาพยัคฆ์มืดครึ้ม มิหนำซ้ำหางตายังกระตุกเล็กน้อยอีกด้วย!
คนรายงานเองก็กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง เม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่ตามกรอบหน้า เอ่ยถามต่อด้วยความไม่มั่นใจ
“ท่านอ๋องจะให้คนเข้าไปห้ามหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้อง” ฉู่ซูเหยียนหลุบตาต่ำลง ส่งลูกนกในมือไปให้หมางกั๋วที่รอรับอยู่แล้วอย่างรู้งาน “...เตรียมชุด”
----------------------------------------------------------------------
“ทางสะดวกเพคะ”
หลี่หยู่กวักมือไหว เรียกให้ร่างบอบบางที่เคยสวมใส่อาภรณ์สตรีงดงามเดินเลียบไปตามต้นไม้ใหญ่เพื่อไปหลังจวนชินหวังฝู่ที่มืดครึ้ม มีเพียงแสงจากจันทราและตะเกียงเท่านั้นที่ส่องสว่างให้เห็นทาง
ไป่มู่ชิงในชุดบุรุษสีดำกลมกลืนไปกับรัตติกาลค่อยๆ ย่างเท้าออกไปตามที่หลี่หยู่ให้สัญญาณ ในที่สุดก็ชะเง้อมองกำแพงสูงใหญ่อย่างตัดสินใจ
หึ! ความปลอดภัยของจวนอ๋องแปดช่างต่ำเสียจริง เหลือทางเข้าออกที่ปลอดผู้คนมากมาย นี่ถ้าหากมีผู้ร้ายมาเยือนมิต้องตายกันหมดหรืออย่างไร!
หญิงสาวคิดค่อนขอดในใจ เห็นได้ชัดว่าเจ้าของจวนปล่อยปละละเลยความปลอดภัยมากเกินไปแล้ว
เป็นแบบนี้ก็ดี...ย่อมเป็นประโยชน์ต่อนาง
“เจ้าเฝ้าอยู่ที่เรือนเซียงอี้ ห้ามให้ผู้ใดรู้เด็ดขาดว่าข้ามิอยู่ในเรือน”
“พระชายาจะไปผู้เดียวจริงๆ หรือเพคะ”
หลี่หยู่ถามอย่างเป็นห่วง มิได้ตอบรับคำสั่งของอีกฝ่ายในทันที
“เจ้าใช้วิชาตัวเบาได้หรือไม่ หากไม่ก็ทำตามที่ข้าสั่งเอาไว้เถิด”
ประโยคนั่นทำให้นางกำนัลคนสนิทลอบถอนหายใจออกมาแรงๆ ได้แต่รับคำแล้วมองร่างชุดดำของเจ้านายที่เหาะทะยานออกไปจากกำแพงจวน
ไป่มู่ชิงมองดูถนนหนทางที่ดูเงียบกว่าตอนกลางวันไปบ้าง ลัดเลาะไปตามหลังคาเรือนด้วยฝีเท้าอันเบากริบจนกระทั่งไปจนถึงกำแพงวังหลวง
มาถึงตรงนี้แล้วหญิงสาวก็ได้แต่ครุ่นคิดอย่างเป็นกังวล จากการที่ลอบสังเกตเวรยามเมื่อคราวก่อนเห็นได้ชัดว่ามีทหารคุ้มกันอยู่มากมาย เรื่องที่น่าปวดหัวที่สุดคือนางจะเข้าไปภายในได้อย่างไร
ร่างเล็กค่อยๆ ชะเง้อมองดูลาดเลาอย่างตรวจตราก่อนที่หัวคิ้วทั้งสองจะขมวดติดกันยุ่ง ไป่มู่ชิงค่อยๆ ทะยานตัวไปรอบบริเวณท่ามกลางความเงียบสงัด ก่อนจะหยุดลงที่จุดหนึ่งบริเวณหลังวังหลวง
ประตูด้านหลังมีเวรยามเฝ้าเพียงไม่กี่คน ดูบางตากว่าบริเวณอื่นๆ จนนางต้องหยุดมอง ประเมินแล้วหากนางเข้าไปอย่างถูกจังหวะ ก็อาจจะรอด
แต่ถ้าไม่เล่า...
อ๋องแปดผู้นั้นจะช่วยนางในฐานะพระชายาหรือไม่นะ!
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







