LOGINตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของ
ฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคย
หญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆ
นอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!
“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”
ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!
เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...
หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อย
ฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง
“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”
ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่าง
ฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด
“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”
เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข้าง เผยให้เห็นร่างบอบบางที่โค้งคำนับให้อย่างสุภาพ ในมือถือตะกร้าผลไม้ตะกร้าหนึ่ง
“หม่อมฉันทราบข่าวจากท่านพ่อว่าจู่ๆ ท่านประชวร หม่อมฉันจึงถือโอกาสมาเยี่ยม” ว่าแล้วยังหลุบตาต่ำ เห็นเพียงใบหน้าเศร้าสร้อยที่ชำเลืองมองมายังรถม้าเป็นระยะๆ
“ขอบใจเจ้า”
ฉู่ซูเหยียนเอ่ยขึ้นพร้อมพยักหน้าให้หมางกั๋ว หลังจากนั้นองครักษ์หนุ่มก็เอื้อมไปรับตะกร้าผลไม้มาไว้ในมือ
ในที่สุดนัยน์ตาหมองเมื่อครู่ก็เปล่งประกายวาบขึ้นมาครั้งหนึ่งเมื่อเห็นพระชายากำลังกระโดดลงมาจากรถม้าพลางมองสถานการณ์รอบกายคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง
ไป่มู่ชิงมองดูหลิวอี้ถ่งที่ก้มหน้าก้มตายืนนิ่ง ปรายตามองฉู่ซูเหยียนที่ไม่ขยับแล้วก็ได้แต่ย่นคิ้วทั้งสองเข้าหากัน นั่นมันสตรีที่พลอดรักกับชายผู้นี้ในวันที่นางมาเยือนจวนชินหวังฝู่มิใช่หรือ
เอาล่ะ! เรื่องในครอบครัวของเขา นางไม่ยุ่งดีกว่า!
“หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ”
ไป่มู่ชิงเอ่ยอย่างเอาตัวรอด แต่ก่อนที่ขาทั้งสองจะได้ย่างก้าวจากไป มือใหญ่ของคนที่พยายามควบคุมการทรงตัวอยู่ก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียว ดึงรั้งร่างนางให้เข้ามาแนบกาย
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้คนรอบข้างต่างงงงวยไม่เว้นแม้กระทั่งไป่มู่ชิงที่เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงตั้งคำถาม แค่เพียงคิดว่าจะดึงมือเขาออกแต่แล้วร่างสูงใหญ่กลับค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักลงมาที่นางเสียครึ่งหนึ่ง
‘ข้าจะให้แม่นางหลิวทราบเรื่องมิได้’
ไป่มู่ชิงกะพริบตาเล็กน้อย มองดูหลิวอี้ถ่งที่ตัวสั่นเทาพร้อมทั้งดวงตากลมที่สั่นไหวอย่างสะเทือนใจ
“รีบพาข้าเข้าจวน”
ฉู่ซูเหยียนกระซิบเบา และนั่นก็ทำให้หญิงสาวค่อยๆ ใช้มือช่วยประคองร่างสูงใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่ที่แน่ๆ ดูเหมือนเขาไม่อยากให้แม่นางตรงหน้านี้รับรู้อาการที่ยังไม่ดีขึ้นของเขา
ว่าแต่มิใช่เขาก็หาได้ชื่นชอบนางหรอกหรือ...
นัยน์ตาพยัคฆ์จ้องนางเขม็งคล้ายข่มขู่ อีกทั้งมือหนายังกระชับแขนอีกฝ่ายไว้แน่นพร้อมกับกระตุกเล็กน้อยเป็นเชิงให้สัญญาณอีกด้วย
“เชิญแม่นางหลิวเข้าไป อ๊ะ” ไป่มู่ชิงที่ยังเอ่ยวาจาไม่จบประโยคนั้นสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อคนข้างกายเพิ่มแรงลงไปที่ฝ่ามือ “เชิญแม่นางหลิวกลับไปก่อนเถิด ท่านอ๋องยังอ่อนเพลียอยู่มาก ข้าจะดูแลเขาเป็นอย่างดี เจ้าอย่าเป็นห่วงเลย”
พูดไปแล้วก็ได้แต่ทำหน้าเหยเกในใจเมื่อเห็นหลิวอี้ถ่งมีสีหน้าสลดลง แอบต่อว่าคนข้างกายอย่างเข่นเขี้ยวว่าเขาต้องใจร้ายถึงเพียงใด นั่นมันคนรักเขามิใช่เรอะ!
หลิวอี้ถ่งมองภาพตรงหน้าอย่างเจ็บช้ำ แอบใช้มือจิกมือตัวเองแรงๆ เพื่อข่มกลั้นมิให้น้ำตาไหลเผาะลงมาเสียก่อน
เวรกรรมจริงๆ
“หม่อมฉันทูลลาเพคะท่านอ๋อง พระชายา” ว่าแล้วก็รีบหมุนตัวกลับ เดินห่างออกไป
เมื่อมั่นใจว่าหลิวอี้ถ่งไม่ย้อนกลับมาแล้ว ร่างหนาที่ใช้ร่างบอบบางเป็นที่อิงแอบก็สลัดมือออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับหมางกั๋วที่ก้าวเร็วๆ มาช่วยประคองอย่างรู้หน้าที่
“กลับที่พักของเจ้าได้แล้ว”
เสียงทุ้มที่แสนไร้อารมณ์ดังขึ้นก่อนจะเดินกลับเข้าไปในจวน ไม่แม้แต่จะชายตาแลนางอีกครั้งด้วยซ้ำ!
หึ! เห็นชัดๆ เลยว่าเขาต้องการให้นางเป็นไม้กันหมา
ยังไม่ทันที่ตัวเองจะได้เข้าประตูจวน เสียงม้ากุบกับก็ดังขึ้นข้างหลัง ปรากฏให้เห็นบ่าวชายคนหนึ่ง และร่างอวบท้วมของชายวัยกลางคน เส้นผมเริ่มมีสีดอกเลาอยู่บ้าง
“ถวายพระพรพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
ชายร่างท้วมหอบย่ามใบหนึ่งโค้งคำนับ
“กราบทูลพระชายา คนผู้นี้คือหมออู๋ หมอชาวบ้านที่ท่านอ๋องให้เรียกตัวเข้าเฝ้า พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นสีหน้าพระชายาที่บ่งบอกถึงความฉงน บ่าวชายผู้นั้นจึงรีบอธิบายยืดยาว ในที่สุดปมที่ติดอยู่ระหว่างคิ้วก็คลายลง
“งั้นเจ้ารีบพาเขาเข้าไปดูอาการท่านอ๋องเถิด”
ไป่มู่ชิงโบกมือไหว มองดูชายร่างท้วมที่เดินตามเข้าไปภายในด้วยความเกรงกลัวอยู่บ้าง
“ฉู่ซูเหยียนเรียกหมอชาวบ้านให้มารักษาหรือ”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ นึกไปถึงเหตุการณ์ที่หมอหลวงหลิวเข้าเฝ้าเมื่อเช้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
บางทีท่านอ๋องคงเชื่อนางแล้วว่าหมอหลวงหลิวดูมีพิรุธ...
และที่เขาปิดบังมิให้แม่นางหลิวเห็นอาการที่แท้จริง เป็นเพราะเกรงว่านางจะนำความไปบอกหมอหลวงหลิวหรือไม่
“เฮ้อ!”
ไป่มู่ชิงโคลงศีรษะสลัดความคิดที่มีในหัว เรื่องของเขาก็ให้เขาจัดการไปก่อนเถอะ ส่วนตัวนางก็มีเรื่องที่ต้องจัดการเช่นกัน
‘ฝ่าบาท...
นับเป็นวาสนาของหม่อมฉันที่ชีวิตนี้ได้รับใช้ฝ่าบาท เรื่องที่พระองค์ต้องการเลื่อนขั้นให้นั้น หม่อมฉันยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทว่าความเมตตาของพระองค์กลับมิมีให้หม่อมฉันเพียงผู้เดียว
หม่อมฉันทราบดีว่าสิ่งที่หม่อมฉันคิด เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับสตรี หม่อมฉันกลายเป็นสนมอัปมงคลต่อพระองค์เสียแล้ว
ไป่ลู่อี้’
ไป่มู่ชิงวางกระดาษแผ่นนั้นลงข้างกาย สีหน้าเต็มไปด้วยความขึ้งเครียด ตัวอักษรเหล่านั้นถูกขีดเขียนด้วยพู่กันเรียงตัวงดงามเช่นผู้ที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
มีเพียงบุรุษและสตรีชั้นสูงเท่านั้นที่จะได้รับการเล่าเรียน...
“องค์หญิงสามว่าอย่างไรบ้างเพคะ”
หลี่หยู่เกาะขอบเตียงถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่ายดูไม่ดีนัก
“จดหมายสั่งเสียน่ะ” ว่าแล้วก็ยื่นกระดาษให้
“โธ่...องค์หญิงก็ทราบว่าหม่อมฉันอ่านเขียนมิได้” ว่าแล้วก็ทำหน้ามุ่ย เอื้อมมือแตะขาอีกฝ่ายเบาๆ “เรื่องที่องค์หญิงสามทรงปลิดชีพตนเอง เป็นเรื่องจริงหรือเพคะ”
หากมีหนังสือสั่งเสียจากองค์หญิง เช่นนั้นมิได้หมายความว่าองค์หญิงไป่ลู่อี้ได้ตัดสินใจลงมือด้วยพระองค์เองหรอกหรือ!
ไป่มู่ชิงเค้นยิ้มเล็กน้อย ยกมือขึ้นนวดขมับพลางหลับตาลงอย่างต้องการคิดหาหนทาง
“นี่มันมิใช่ลายมือของพี่สามน่ะสิ”
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







