LOGINแต่นางไม่มีเวลาแล้ว...
ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายใน
ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!
ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...
ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่
“ปิ่นของใคร”
ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้
ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก
มือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็ว
หมับ!
ฟิ้วว!!
“อื้อ!”
จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเข้าร่างเล็กกลับถูกยกขึ้นเหนือพื้นเสียอย่างนั้น
“ถ้ายังไม่อยากตายก็อยู่นิ่งๆ เชื่อฟังข้า”
ประโยคนั่นทำให้ไป่มู่ชิงใจหายวูบ สุ้มเสียงเย็นชานั่นช่างเหมือนกับเสียงของอ๋องแปดที่ควรหลับพักผ่อนอยู่ในจวน และยังไม่ทันจะคิดอะไรไปมากกว่านั้นหางตาเหลือบไปเห็นธนูดอกหนึ่งปักอยู่ที่ประตู
เกือบตายอีกแล้ว!!
“ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้าควรจะถามเจ้าว่าเหตุใดถึงต้องแอบเข้ามาที่นี่”
ฉู่ซูเหยียนปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ ใช้ดวงตาคมจ้องมองอย่างคาดคั้นจนหญิงสาวกลืนน้ำลายเอือก
“ข้า...”
ฟิ้ววว!
“เราต้องรีบออกไปจากที่นี่”
น้ำเสียงทุ้มกล่าวอย่างรวดเร็วขณะที่จะผลักร่างบางให้ออกไปไกลตัวจนล้มลง แต่นั่นก็เป็นผลให้ธนูดอกหนึ่งที่กำลังพุ่งตรงมามิถูกร่างของทั้งสอง
“ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง ส่วนเจ้าก็รีบออกไปจากที่นี่” ว่าแล้วนัยน์ตาพยัคฆ์ก็จ้องมองมา ท่ามกลางความมืดนั่นไป่มู่ชิงกลับสะท้านเล็กน้อย แววตาของเขามันแวววับแสดงถึงความโกรธได้เป็นอย่างดี “พวกเรามีเรื่องต้องคุยกัน”
ไม่รอคำตอบด้วยซ้ำร่างสูงใหญ่ก็กระโจนออกห่างไปพร้อมกับเงาร่างดำทะมึนร่างหนึ่งไหววูบผ่านสายตาจนไป่มู่ชิงต้องลอบเลียริมฝีปากที่แห้งผากอย่างหวาดกลัวอยู่บ้าง
ก่อนที่หญิงสาวจะตัดสินใจหลบหนีออกไป ดวงตากลมโตก็อดเหลือบมองร่างสูงใหญ่ที่โดดเด่นอยู่บนต้นไม้ไม่ได้ หากแต่เงาร่างดำที่นางคิดว่ามีเพียงหนึ่งเดียวกลับมีอีกหนึ่งเงาที่อยู่เบื้องหลังพร้อมกับคันธนูกำลังง้างออกอีกอีกด้วย!
“ซูเหยียน!”
เสียงใสเอ่ยออกมาอย่างตระหนกพร้อมกับทะยานไปทางร่างสูงใหญ่ ผลักร่างของเขาแรงๆ จนกระทั่งคนทั้งคู่กลิ้งลงไปบนพื้นพร้อมกับได้ยินเสียงเขาคำรามขึ้นครั้งหนึ่ง
สตรีผู้นี้มิรู้จักรักษาชีวิตของตนเองเอาเสียเลย!
“ท่านเป็นอะไรหรือไม่”
“รีบไป”
มือหยาบคว้าหมับเอาที่ต้นแขนเรียวงาม จากนั้นจึงพากันเหาะเหินไปบนอากาศ หลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว จนกระทั่งออกห่างจากตำหนักพระสนมไป่ได้ราวหนึ่งลี้เงาดำทั้งสองนั่นก็หายไป
ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจหน้าสลด มือเอื้อมเข้าไปแตะปิ่นทองที่ได้มาไว้แน่น เหลือบมองคนข้างกายที่มีสีหน้าจริงจัง
นางไม่รอดแน่...
----------------------------------------------------------------------------------
“พระชายา!”
หลี่หยู่ร้องเรียกเสียงสั่นเมื่อเห็นร่างของไป่มู่ชิงเดินนำเข้ามาในเรือน แต่แล้วใบหน้าก็ซีดลงเมื่อเห็นร่างของฉู่ซูเหยียนเดินตามเข้ามาติดๆ
“ท่านอ๋อง”
ทางด้านไป่มู่ชิงเองก็มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน ทันทีที่ขาข้างหนึ่งก้าวเข้ามาในจวนพร้อมกับเสียงเรียกของหลี่หยู่แล้ว ก็ปรากฏให้เห็นร่างบอบบางที่นั่งอยู่บนพื้นกำลังถูกเชือกป่านเส้นใหญ่มัดไว้อย่างแน่นหนา โดยมีหมางกั๋วยืนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
ฉู่ซูเหยียนมองดูสีหน้าซีดขาวของพระชายาตัวป่วนของตัวเองชั่วขณะหนึ่ง หลังจากนั้นจึงถือวิสาสะก้าวไปนั่งลงบนเตียงของนางด้วยความอุกอาจ
“เหตุใดถึงต้องลักลอบเข้าไปที่นั่น”
เสียงทุ้มเอ่ยถามเยือกเย็น หากแต่คนฟังก็ยังมีความกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะบอกความจริงแก่เขาไปดีหรือไม่
มาถึงตอนนี้สรรพนามที่ใช้เรียกขานอีกฝ่ายกลายเป็นคำที่ใช้เรียกขานธรรมดาไปเสียแล้ว
“เจ้ามีอะไรปิดบังข้าอยู่อีก”
“หม่อมฉันมีเหตุผลที่บอกมิได้เพคะ”
ไป่มู่ชิงก้มหน้าต่ำลง ครุ่นคิดไปต่างๆ นานาว่าหากพูดออกไปแล้วเขาจะเชื่อนางหรือช่วยนางหรือไม่? แต่ถ้าหากเขามีความประสงค์ไม่ดีกันเล่า นางจะทำอย่างไร
“ดี!” ฉู่ซูเหยียนพยักหน้าเร็วๆ หันไปทางหมางกั๋วที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ด้านข้าง “เอานางกำนัลทรยศนี่โบยร้อยครั้ง จนกว่านายของนางจะสารภาพความจริง”
“พระชายา”
สิ้นเสียงนั่นทั้งไป่มู่ชิงและหลี่หยู่ก็ใบหน้าเหวอหวาด้วยความตื่นตระหนก อีกทั้งหมางกั๋วที่รออยู่แล้วก็รีบรับคำสั่งอย่างรู้งาน มิหนำซ้ำยังเข้ามาดึงตัวนางกำนัลผู้โชคร้ายออกไปด้วย
ไป่มู่ชิงมองดูฉู่ซูเหยียนอย่างไม่เชื่อสายตา แค่นางตอบกลับเพียงประโยคเดียวเขาก็ไม่คาดคั้น แต่กลับเอาตัวหลี่หยู่ออกไปทำโทษเพื่อเป็นการกดดันนาง!
หญิงสาวกัดฟันแน่น จ้องมองคนที่นั่งด้วยท่วงท่าแห่งอำนาจอย่างไม่ยี่หระ หลังจากนั้นก็ทำสิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่คิดว่าจะต้องทำมาก่อนในชีวิต!
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







