เข้าสู่ระบบจดหมายร้องเรียนยาวเหยียดปรากฏแก่สายตาประธานบริหารตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ทำให้คนเพิ่งทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงานถึงกับนั่งไม่ติด เพราะนอกจากจดหมายร้องเรียนที่ถูกส่งมาโดยปราศจากต้นขั้วแล้ว ยังพ่วงท้ายมาด้วยคำสั่งศาลกองโตที่จับใจความได้คร่าวๆว่า...ให้ระงับโพรเจกต์ซันที่กำลังจะเริ่มก่อสร้างออกไป จนกว่าจะมีการชี้แจงเรื่องที่ดิน ‘ส.ป.ก.’ ในกรรมสิทธิ์ของบริษัทให้เรียบร้อย!
“ที่ดิน ‘ส.ป.ก.’ นี่มันเรื่องอะไรกัน?” เสียงหวานที่กราดเกรี้ยวไม่น้อยเอ่ยขึ้นกลางห้องประชุม ก่อนจะทุบโต๊ะเสียงดังเมื่อไม่มีใครตอบคำถามสักครึ่งคำ
ที่ดิน ‘ส.ป.ก.’ คือพื้นที่ส่วนกลางของแผ่นดินที่หน่วยงานทางภาครัฐจัดสรรให้ใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น และแม้ในความเป็นจริงจะมีการซื้อขายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อนำมาใช้ผิดประเภทก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาเช่นเวลานี้
และเธอก็ไม่ได้ต้องการความเงียบ! แต่ต้องการรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น!
“น้าว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้ พิงค์ใจเย็นก่อนดีไหม” น้ำเสียงเรียบเรื่อยของที่ปรึกษาอาวุโสเอ่ยค้านขึ้น ก่อนเปิดอ่านสำเนาคำสั่งศาลอย่างไม่รีบร้อนอะไรมากมายนัก
“โพรเจกต์นี้พิงค์เป็นคนเริ่ม และแจ้งไปตั้งแต่แรกแล้วว่าที่ดินทุกแปลงที่ใช้ในโครงการนี้ จะต้องเป็นโฉนดเท่านั้น!” น้ำเสียงเฉียบขาดและกดลึกด้วยความขุ่นเคือง ทำให้หลายคนที่มีส่วนร่วมในโพรเจกต์ซันถึงกับหน้าซีดไปตามๆกัน
“พิงค์ น้าขอคุยด้วยหน่อยสิ...เป็นการส่วนตัวนะ” เสียงแหบต่ำบอกความต้องการของตัวเองด้วยรอยยิ้ม ก่อนดวงตาเรียวรีใต้กรอบแว่นจะกวาดมองผู้ร่วมประชุมเล็กน้อย...เพียงนาทีเศษทั้งห้องก็เหลือแค่คนสองคนเท่านั้น
“ว่ามาค่ะ” กะรัตทิ้งตัวลงกับเก้าอี้คล้ายเป็นการระบายอารมณ์ ก่อนจะตวัดดวงตากลมใสมองผู้สูงวัยอย่างไม่เกรงกลัวสักนิด
“มันก็แค่เรื่องเล็กๆ ไม่เห็นหลานจะต้องเอามาเป็นอารมณ์สักหน่อย”
“น้าสินธรมีทางแก้ปัญหาดีๆหรือไงคะ?” เสียงหวานเย็นเหยียบและนิ่งสนิทต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิงเอ่ยถาม
วูบหนึ่งประธานคนใหม่เห็นรอยเยาะในดวงตาเรียวรีคู่นั้น ก่อนมันจะจางไปอย่างรวดเร็วหลงเหลือไว้แต่เพียงรอยยิ้มในแบบฉบับนักบุญที่เธอเห็นจนชินตา...กับคำพูดนุ่มนวลชวนให้รู้สึกผ่อนคลายหากไม่แปลความหมายตาม
“แค่จ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาไป เรื่องก็จบแล้ว”
คนฟังชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ยถามเสียงราบเรียบ
“เท่าไรคะ?”
ไม่มีคำตอบเป็นคำพูดหลุดจากปากของคนตรงหน้า แต่รอยปากกาที่ขีดใต้ตัวเลขด้านสินทรัพย์ของสัมปทานโพรเจกต์ซันทั้งหมดที่มาพร้อมสำเนาคำสั่งศาลตรงหน้า...ก็ทำให้พอจะได้คำตอบ
สิบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการก็คงราวๆ ‘ร้อยยี่สิบล้าน’
กะรัตต้องถอนหายใจหนักๆกับรอยยิ้มนักบุญของคนตรงหน้า ความจริงเธอไม่คิดจะใช้ทางเลือกที่ผู้สูงวัยกว่าเสนอตั้งแต่แรก เพียงแต่อยากรู้ ‘วิธีการ’ ของน้องชายที่มารดาของเธอรักนักหนาใช้บริหาร ‘ไพรฑรูย์การช่าง’ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ก็เท่านั้นเอง...นึกขันที่บังเอิญคิดถึงคำเปรียบเปรยแบบไทยๆบางคำขึ้นมาเสียเฉยๆ
คนบาปในคราบนักบุญ...หน้าตาเป็นอย่างนี้เอง
ร่างระหงหยุดความคิดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้ผู้ร่วมประชุมกลับเข้ามาในห้อง ค่อยหันมายิ้มให้ที่ปรึกษาอาวุโสที่นั่งอยู่ที่เดิม ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามที่ส่งผ่านดวงตาเรียวรีคู่นั้น
“ขอบคุณนะคะน้าสินธร คำพูดของน้า...ช่วยเตือนสติได้มากจริงๆ”
“ถ้าคำแนะนำจากคนแก่ๆอย่างน้าพอจะช่วยได้ น้าก็ดีใจ” แม้จะตอบโต้ออกมาด้วยรอยยิ้ม แต่หญิงสาวก็มองเห็นแววอาฆาตที่กลบไม่มิดภายใต้กรอบแว่นหนาและดวงตาเรียวรีอยู่จางๆ
การประชุมวาระพิเศษถูกเปิดขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่นาที พร้อมกับเอกสารมากมายของโพรเจกต์ซันที่ถูกหอบหิ้วมาวางไว้กลางห้องประชุมกว้าง บทสนทนามากมายที่เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหากลับทำให้เกิดความเคารพและเชื่อมั่นในตัวประธานคนใหม่ที่ก้าวสู่ตำแหน่งยังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงได้อย่างช้าๆ
“สรุปยอดที่ดิน ‘ส.ป.ก.’ ทั้งหมดออกมา แล้วส่งรายละเอียดให้ฝ่ายวิศวกรรมนะคะ” กะรัตเอ่ยเสียงเรียบ
“เราจะทำโพรเจกต์ซันต่อเหรอครับ? ผมว่ามันค่อนข้างเสี่ยง” ฝ่ายประเมินความเสี่ยงเอ่ยถาม
“ใช่ค่ะ...แต่เราจะทำต่อเฉพาะพื้นที่ที่เป็นโฉนดเท่านั้น ได้ใช่ไหมคะฝ่ายกฎหมาย?” หญิงสาวคลี่ยิ้มเมื่อมีคนกล้าทัดทานและเสนอความเห็น ก่อนจะเอ่ยยืนยันและถามความเห็นจากฝ่ายกฎหมายที่นั่งอยู่อีกมุม
“ถ้าเรารวบรวมเอกสารแล้วยื่นต่อศาลก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะคะ ใช้เวลาไม่เกินสัปดาห์ค่ะ”
“เท่ากับว่าเราจะยอมจ่ายเต็ม แต่ได้ผลผลิตแค่ครึ่งเดียวนะครับ?” เมื่อเห็นว่าประธานคนใหม่เปิดรับความคิดเห็นทุกด้าน ฝ่ายวิศวกรรมการเงินจึงเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาออกไป
“พิงค์ไม่อยากให้เราเข้าสุภาษิตไทยที่ว่า ‘เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย’ นะคะ...ถ้าเราระงับโพรเจกต์ซันไปตอนนี้ เพราะต้องการรักษาบางส่วนไว้ เราอาจจะเสียมากกว่าที่คิดไว้ อย่าลืมว่าโพรเจกต์ซันเป็นสัมปทานภาครัฐ ถ้าเรา COD[1] ไม่ทันตามกำหนด เราจะโดนค่าปรับเป็นสองเท่าของไฟฟ้าที่ต้องส่งให้ นี่ยังไม่นับค่าเสียเวลากับโอกาสที่เกิดเลยนะคะ”
คำอธิบายของประธานคนใหม่ทำให้ห้องประชุมเงียบกริบในบัดดล แต่กระนั้นรอยยิ้มมุมปากของหัวหน้าฝ่ายหลายคนก็ทำให้หญิงสาวเบาใจ...อย่างน้อยวิกฤตที่เกิดก็ทำให้ทุกคนค่อยๆเปิดใจยอมรับเธอด้วยความสามารถ ไม่ใช่ยอมรับในฐานะบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทเช่นที่เคยเป็นมา
“ประธานจะให้ใครลงไปคุมโพรเจกต์นี้ครับ?” เสียงทุ้มเจือรอยเอื้อเอ็นดูของอดีตหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม ที่เวลานี้นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสเอ่ยถาม
“ฝากลุงกริชกับ ‘ฝ่ายเอ็น’ เลือกมาเลยนะคะ แต่คงต้องขอคนที่ละเอียดแล้วก็คล่องตัวหน่อยน่าจะดี” หญิงสาวว่าพลางหันไปยิ้มให้ ‘ฝ่ายเอ็น’ หรือฝ่ายวิศวกรรม ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ตั้งใจไว้ออกมา “แต่ช่วงเดือนสองเดือนแรก พิงค์จะลงไปคุมโพรเจกต์ซันเองค่ะ”
ด้วยงานในมือของบริษัทตอนนี้มีมากกว่าสิบโพรเจกต์ ซึ่งแต่ละโพรเจกต์ก็จำต้องใช้วิศวกรไม่ต่ำกว่าสามถึงห้าคนเป็นอย่างน้อยเพราะเป็นโพรเจกต์ขนาดกลาง กอปรกับโพรเจกต์ซันในช่วงแรกยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้คนมากมาย ทำให้ ‘อดีต’ วิศวกรสาว เลือกก้าวลงสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง เพื่อทดแทนจำนวนคนที่ขาดหายไปในช่วงเวลาที่ซ้อนทับกัน
นายช่างพิงค์อย่างนั้นเหรอ?...น่าคิดถึงจริงๆ!
[1] COD หมายถึง วันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ( Commercial Operation Date )
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ