LOGINพระจันทร์ทรงกรดสาดแสงช่วยให้ค่ำคืนอันแสนมืดมิดและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าไม่แย่จนเกินไป ร่างสูงของเพทายถูกประคองโดยร่างบอบบางที่เดินเคียงคู่กันไปอย่างไม่เร่งร้อนนัก สายลมยามค่ำช่วยพัดพาไอเย็นเข้ามาปะทะผิวกายและใบหน้า เสริมให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายแลดูสงบเงียบได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“คุณน่าจะนั่งรถไปกับชลันธรนะคะ...ให้ฉันเดินกลับพร้อมอลันก็ได้ไม่น่าต้องลำบาก เพิ่งออกจากโรงพยาบาลแท้ๆ” เพราะความวุ่นวายและการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อหลายสิบนาทีก่อน ทำให้การขับรถเข้ามารับคนเจ็บที่สุดขอบไซต์งานไม่ง่ายเลยสักนิด โดยเฉพาะเมื่อเกิดการปะทะและมีผู้บาดเจ็บหลายสิบคนต้องหามส่งโรงพยาบาล...นายช่างประชาก็นับเป็นหนึ่งในนั้น
และเมื่อพื้นที่ของกระบะหลังรถยนต์ที่ขับวนเข้ามารับมีจำกัด ก็ย่อมต้องมีสองคนเสียสละเดินกลับอย่างไม่มีทางเลือก และเมื่อเธออาสาเสียสละให้คนที่เจ็บมากกว่าอย่างนายช่างประชา คนข้างๆเธอในตอนนี้ก็ขันอาสาเสียสละพื้นที่ให้กับอลันในทันทีเช่นกัน
“คุณเป็นห่วงผมเหรอ?” เสียงหวานที่ส่งผ่านความกังวลจางๆ ทำให้คนข้างกันอดถามเย้าไม่ได้
“ถ้าตอบว่า ‘ไม่’ จะดูใจร้ายไปหรือเปล่าล่ะคะ ว่าแต่คุณเถอะ! นึกยังไงถึงปีนกำแพงที่สูงเกือบสามเมตรข้ามมาคะ? ถ้าตกลงมาแข้งขาหักละก็...รับรองว่าประธานของ ‘วัฒนากร’ คงดูไม่จืดแน่ๆ”
ตอนรู้ว่าคนข้างกายแอบปีนกำแพงข้ามรั้วที่กางกั้นระหว่างไซต์งานของ ‘ไพฑรูย์การช่าง’ และ ‘ญาดาพัชร์’ ที่อยู่ข้างกันเข้ามา ก็สร้างความประหลาดใจให้คนฟังไม่น้อย กะรัตลอบมองเสี้ยวหน้าหล่อคมของคนที่ตัวเองประคองอยู่คล้ายเพิ่งจะสังเกต รอยยิ้มมุมปากหยักและท่าทีสบายๆของเพทายช่วยทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วยอย่างง่ายๆ
“ความจริงผมเป็นอมตะนะ คุณไม่รู้เหรอ? ต่อให้ตกลงมาก็ไม่เจ็บหรอก!” คำแก้ตัวของคนเป็นอมตะ ทำให้คนฟังขำพรืด
“คุณนี่มันเหลือเกินจริงๆ!” คนที่ยังหัวเราะอยู่ถอนใจพลางเอ็ดแกมขำ ก่อนจะระบายยิ้มหวานแล้วเอ่ยต่อ “ฉันไม่อยากรู้แล้วว่าคุณนึกคิดยังไง...เอาเป็นว่าขอบคุณมากนะคะ ที่เข้ามาช่วยได้ทันเวลาพอดี”
วงแขนแกร่งที่โอบรัดไหล่มนไว้หลวมๆคล้ายต้องการพึ่งพิงแต่กลับไม่ได้ทิ้งน้ำหนักลงไปเพื่อสร้างภาระให้คนข้างกาย ค่อยเพิ่มน้ำหนักขึ้นเล็กน้อยตามความรู้สึกบางอย่างที่อยู่เบื้องลึกในจิตใจ ก่อนดวงตาสีถ่านที่จับจ้องดวงหน้าหวานอยู่ตลอดจะหันเหมองดวงจันทร์คล้ายอยากซ่อนความสับสนในดวงตาของตน
“ท้องฟ้าสวยจัง ฉันไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยนะ” คนถูกละสายตาเบือนหน้ามองภาพความสวยงามของท้องฟ้ายามราตรีเช่นกัน ก่อนพึมพำเสียงเบาคล้ายเอื้อนเอ่ยสิ่งเหล่านั้นกับตนเอง
“จริงด้วย” เพทายให้ความเห็น ก่อนจะถอนใจออกมาเบาๆกับความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้อย่างใจคิด แล้วตัดสินใจเอ่ยตามความจริง “ผมก็ไม่เคยคิดเหมือนกันนะ ว่าในชีวิตนี้จะต้องปีนข้ามกำแพงเพื่อมาหาใครสักคน”
“คะ?” คนรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเหลียวมองคนข้างกาย
“แล้วคุณเชื่อไหมว่าผมเป็นอมตะจริงๆ?” ตัดสินใจหันกลับมาประสานสายตาอีกครั้ง
“คิดว่า ‘ไม่’ นะคะ” เมื่อน้ำเสียงนั้นไร้แววหยอกล้อเหมือนเช่นเคย คนที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกเหล่านั้นก็เลือกตอบออกไปตามความจริงในใจที่ไร้แววล้อเล่นเช่นกัน
“ถ้าไม่เชื่อ...วันหลังคุณก็อย่าวู่วามแบบวันนี้อีกนะ เพราะผมก็ไม่ได้อยากพิสูจน์ความเป็นอมตะของตัวเองเท่าไร”
“...”
ในตอนที่รู้ว่าคนตรงหน้าเลือกเดินเข้าไปเพื่อเจรจากับผู้ชุมนุมในสถานการณ์ไม่สู้ดี เพทายก็ตอบตัวเองไม่ได้เช่นกันว่ารู้สึกอย่างไร จึงทำได้แค่ปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามสิ่งที่ก่อเกิดภายในอย่างไร้การควบคุม กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรไปบ้าง ก็ตอนขวางกลางระหว่างเธอคนนี้และผู้หมายจะปองร้าย
กะรัตมองลึกเข้าไปในดวงตาสีถ่าน ไม่อาจเห็นสิ่งใดได้มากมายนักภายใต้ประกายแสงดาว แต่กระแสความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผ่านมา ก็มากเพียงพอจะก่อเกิดข้อสรุปบางอย่างขึ้นในหัวใจของคนมอง มือบอบบางข้างที่โอบประคองเอวหนาไว้ค่อยกระชับกอดขึ้นอีกนิดตามสัญชาตญาณและความรู้สึก ก่อนกระหม่อมเล็กได้รูปจะซบพิงแผงอกกว้างเพียงบางเบาแล้วเอ่ยสิ่งที่คิดออกมา..
“ขอโทษนะคะ ที่ทำให้เป็นห่วง”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







