LOGINกลิ่นเหล้าดีกรีแรงลอยแตะปลายจมูกเมื่อลมเปลี่ยนทิศ ทำให้คนรอฟังตัดสินใจค่อยๆถอยออกห่างจากคนตรงหน้าด้วยความระมัดระวัง เริ่มแน่ใจว่าคู่สนทนาของเธอตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะที่ ‘ไม่ปกติ’ แน่นอน
“ช่างพิงค์จะวิ่งหนีไปก็ได้นะ แต่ผมจะกระทืบมันสองคนรออยู่ตรงนี้” คนที่ยังดูเลื่อนลอยบอกคล้ายละเมอ ก่อนจะเรียกใครบางคนที่หลบอยู่ในเงามืดไม่ห่าง
ไม่ถึงนาทีร่างสูงของอลันและประชาที่เธอคาดว่าหนีออกไปได้แล้วก็ถูกเหวี่ยงลงมาบนพื้นเบื้องหน้าทันที ร่างไร้สติของคนทั้งสองทำให้ประธานสาวรู้สึกเหมือนเลือดในกายกำลังร้อนขึ้นอย่างไร้เหตุผล
“นายจอมต้องการอะไร! ทำไมต้องใช้กำลัง...พูดกันดีๆไม่เป็นหรือไง” เสียงหวานติดจะกราดเกรี้ยวเอ่ยถามขึ้นคล้ายคนกำลังจะหมดความอดทน
“ไม่เป็นโว้ย! เพราะกูไม่มีอะไรจะพูดกับคนที่ทำให้ลุงของกูต้องตาย ได้ยินไหม!” เสียงตวาดดังไม่แพ้กันของคนเพิ่งสูญเสียญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวตะโกนลั่น
คนที่คิดว่าความอดทนของตัวเองกำลังจะหมดกลับสงบลงอย่างน่าประหลาด ดวงตาคู่งามมองจ้องคนเพิ่งสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญในชีวิตไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนแววตากลมหวานที่วูบไหวเพียงครู่จะนิ่งสนิทจนเกือบกลายเป็นความว่างเปล่า แล้วตัดสินใจเอ่ยบางอย่างกับคนตรงหน้า..
“อย่าโยนความผิดใส่คนอื่นแค่เพราะอยากหนีความจริง นายจอมน่าจะรู้ดีกว่าใคร ว่าลุงสนตายไปเพราะอะไร”
“แต่ถ้าช่วยสักหน่อย...ลุงก็อาจจะไม่ตาย มันเป็นเพราะใคร! เพราะใครกัน!!” คนไม่พร้อมยอมรับสิ่งที่เกิดตวาดทั้งน้ำตา ก่อนจะถลาเข้าใส่ร่างบางที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าทันที
“..คุณพิงค์ระวัง!” อลันที่เพิ่งฟื้นคืนสติตะโกนก้อง
เสี้ยววินาทีที่ไม่ทันคาดคิดร่างสูงในเงามืดของใครอีกคนก็ถลาตัวเข้ามา วงแขนแกร่งตวัดรัดรอบเอวบางของคนยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความรวดเร็ว ก่อนคนที่กอดรัดไว้แน่นจะสบถเสียงขุ่นแล้วทรุดลงกับพื้น น้ำเสียงเคยคุ้นทำให้คนในอ้อมแขนที่เพิ่งได้สตินิ่งค้างไปราวถูกสาป
“ชลัน ลากมันไปส่งสารวัตรเดี๋ยวนี้! ก่อนที่ฉันจะกระทืบมันให้ตายคาตี..” คนทรุดลงกับพื้นตวาดสั่งเสียงกร้าว แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคแรงกอดกระชับของคนในอ้อมแขนก็ทำให้คนที่กำลังหัวเสียชะงักไป
“คุณเพทาย?” เสียงหวานยังหวั่นไหวเช่นเดียวกับใจแกว่งไกวเอ่ยเบาราวกระซิบ
ด้วยคิดว่าตัวเองคงไม่อาจรอดพ้นภัยอันตรายที่กำลังเกิดแน่ๆ จึงไม่ได้เผื่อใจไว้ว่าอาจมีใครสักคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เมื่อเพทายโผล่เข้ามาเหมือนเช่นทุกครั้งที่เขามักเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิต คนไม่ทันคาดคิดจึงเพิ่งรู้สึกถึงความจริงบางอย่างที่เธอซ่อนไว้ในหัวใจ ว่าตลอดมาเธอต้องใช้พละกำลังมหาศาลมากแค่ไหนและมันกำลังหมดลงไปโดยไม่ทันรู้ตัว ก่อนดวงหน้าหวานจะซุกลงบนแผงอกกว้างของคนที่กำลังกระชับกอดคล้ายสิ้นเรียวแรง
“ขวัญเอ้ยขวัญมา...แต่ถ้าขวัญยังไม่อยากกลับมา ก็ฝากมาไว้ที่ผมก่อนก็ได้” เสียงทุ้มกึ่งล้อเลียนแกมเอื้อเอ็นดูปลอบเบาๆ ก่อนจะต้องหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินเสียงทอดถอนใจของคนในอ้อมแขน ท่าทีคล้ายระอาพร้อมแรงทุบไม่เบานักจากมือบอบบางที่กอดรัดอยู่จนถึงเมื่อครู่ ทำให้เจ้าของแผงอกกว้างระบายยิ้มอ่อนโยนที่ไม่อาจเห็นได้ในความมืดมิด พลางโยกตัวไปมาเบาๆแล้วลูบกระหม่อมบางของคนในอ้อมกอดคล้ายปลอบประโลม
“คุณรู้ไหม? วันนี้ฉันโคตรเหนื่อยเลย” คนที่ยังซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงบ่นเสียงอู้อี้
น้ำเสียงบอกเล่ากึ่งประชดของคนกอดรัดไว้ ทำให้เพทายอดไม่ได้ที่จะฝังจมูกหนักๆลงบนเรือนผมสวยชื่นเหงื่อของคนกำลังเหน็ดเหนื่อย แล้วเอ่ยสิ่งที่คิดอยู่ “งั้นเราคงต้องพักเหนื่อยไปด้วยกัน เพราะวันนี้ผมก็เหนื่อยโคตรๆเลย”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







