Se connecterเกวลีอาจจะลืมเหตุการณ์ในคืนนี้ได้ไม่ยากนักแต่คนที่ไม่สามารถปัดความสงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดได้ง่าย ๆ ก็คงจะเป็นกฤติน ความรู้สึกบางอย่างบอกกับเขาว่ามันจะต้องไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยอย่างแน่นอน อุบัติเหตุในคืนนี้ดูเหมือนจะมีคนจงใจทำให้เกิดซะมากกว่าและนั่นหมายถึงกำลังมีใครบางคนคิดร้ายกับน้องสาวของเขาอยู่ แต่...ใครล่ะ? คือตัวการ บุคคลปริศนานั่นทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้กับน้องสาวของเขาเพื่ออะไร
กฤตินใคร่ครวญทบทวนคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้นและตอบเองเสร็จสรรพอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่สามารถเดาได้ว่าใครคือบุคคลที่น่าสงสัยมากที่สุด เกวลีไม่เคยมีศัตรูที่ไหนจึงไม่น่าจะมีคนคิดทำร้ายน้องสาวของเขาทำให้เขาเดาไม่ถูกจริง ๆ ว่าใครคือบุคคลอันตรายคนนั้น
ผู้กองหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ระบายความรู้สึกกังวลใจโดยไม่ทราบเลยว่าอาการของตนอยู่ในสายตาของบิดาโดยตลอดกระทั่งจบมื้ออาหารเมื่อมารดาและเกวลีแยกตัวกลับขึ้นชั้นบนไปพร้อม ๆ กันจึงเหลือเพียงท่านกอบศักดิ์และบุตรชายที่ยังนั่งปล่อยสมองล่องลอยอยู่กับความคิดของแต่ละคนตามลำพัง
“มีอะไรอยากปรึกษาพ่อหรือเปล่าฮึ” ท่านกอบศักดิ์ยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบพลางเอ่ยถามบุตรชายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พักนี้เกิดเรื่องกับยายกรีนถี่เกินไปนะครับพ่อ ผมรู้สึกไม่ชอบมาพากลยังไงไม่รู้สิครับ” กฤตินถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมเปิดใจกับบิดาถึงความเป็นห่วงในตัวน้องสาว
“แกหมายความว่ายังไง” พลเอกเกษียณอายุราชการมุ่นคิ้วกับประโยคของบุตรชาย
“เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเจ้ากรีนหลายครั้งครับพ่อ ผมว่ามันถี่เกินไปและเท่าที่ฟังแต่ละครั้งดูเจาะจงจะเกิดกับคนของเราคนเดียวทั้งที่บนเวทีหรือเวลาที่เกิดเหตุส่วนใหญ่ สามสาวก็อยู่กับน้องตลอดนะครับพ่อ” กฤตินตั้งข้อสงสัย
“แกจะบอกพ่อว่ามีคนจงใจทำร้ายเจ้ากรีนอย่างนั้นเหรอกาย” ท่านกรอบศักดิ์ขยับตัวหันมาคุยกับบุตรชายจริงจังขึ้นในทันที
“ผมก็ไม่แน่ใจครับพ่อ แต่มันอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมทุกครั้งต้องเกิดกับยายกรีนคนเดียว”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะทำยังไงกันละทีนี้” คนเป็นพ่อเริ่มทำสีหน้าวิตก
“ใจจริงผมอยากให้น้องกลับมาอยู่ในสายตาพวกเราสักพัก แต่คงเป็นไปได้ยาก...” กฤตินถอนหายใจแรง
“แกแน่ใจเหรอกายว่ามีคนจ้องจะทำร้ายเจ้ากรีนมันในเมื่อน้องแกไม่เคยมีศัตรูที่ไหนไม่ใช่เหรอ...เอ๊ะ!หรือว่ามี?”
“ผมแค่สงสัยเท่านั้นครับพ่อยังไม่แน่ใจ แต่ทุกอย่างมันดูเจาะจงเกินไปจนทำให้ผมนึกห่วงกลัวว่ามันจะไม่ใช่อุบัติเหตุ” กฤตินกล่าวตามความรู้สึกของตน
อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณนักรบที่ฝึกให้เขาเป็นคนช่างสังเกตคิดวิเคราะห์ด้วยก็เป็นได้ทำให้ผู้กองหนุ่มเกิดระแวงและนึกเป็นห่วงความปลอดภัยของน้องสาวมากเป็นพิเศษ
10.05 น. ใต้ร่มไม้บริเวณสระมุจลินท์
ร่างเพรียวบางในชุดสีขาวสะอาดนั่งเจริญสติภายใต้ร่มเงาแมกไม้อย่างมีสมาธิทบทวนต้นเหตุแห่งทุกข์ที่รบกวนจิตใจของเธอตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยลืมภาพใบหน้าท่วมเลือดของแพรไหมในวันเกิดเหตุได้เลย ความรู้สึกผิดบาปยังคงตามหลอกหลอนคนผิดที่แม้จะไม่ต้องได้รับโทษตามกฎหมายแต่มโนธรรมและคำวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมก็ไม่เคยละโทษให้เธอดุจเป็นเงาตามตัวเช่นเดียวกัน และนั่นเป็นสาเหตุทำให้เกวลีต้องมาอยู่ที่นี่ทุกปีในวันครบรอบวันตายของแพรไหมเพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่เธอทำเพื่อผู้หญิงคนนั้นได้ทดแทนคความรู้สึกเสียใจและสำนึกผิด
“สบายใจขึ้นหรือยังฮึ...” กฤตินทิ้งกายนั่งลงใกล้ ๆ น้องสาวพร้อมเอ่ยถามทันทีที่อีกฝ่ายเปลี่ยนอิริยาบถค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากสมาธิ
“ถ้าเราย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ก็คงจะดีเนอะพี่กาย”
“การทำสมาธิไม่ช่วยให้แกเลิกฟุ้งซ่านบ้างเลยหรือไงฮะเจ้ากรีน” กฤตินถอนหายใจก่อนเตือนสติน้องสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้วแกจะเก็บมาคิดอีกทำไม แกควรคิดซะว่าคุณแพรไหมเขาทำบุญมาแค่นั้น แกไม่ใช่ฆาตกรนะกรีนมันเป็นอุบัติเหตุ เข้าใจไหม”
“คงมีแต่พวกเราเท่านั้นแหละค่ะพี่กายที่คิดว่ามันคืออุบัติเหตุ คนอื่น ๆ ในสังคมยังไม่มีใครเคยให้อภัยกรีนเลย พวกเขายังคงเห็นกรีนเป็นฆาตกร ยังคิดว่ากรีนคือเด็กสิ้นคิด คือคนที่ฆ่าชีวิตคนบริสุทธิ์อย่างคุณแพรไหม”
ความเจ็บปวดถูกระบายผ่านน้ำเสียงสั่นเครือและหยดน้ำที่ขังคลอดวงตาคู่งามเมื่อนึกถึงคำพูดที่เธอได้ยินหลังประสบอุบัติเหตุขับรถชนต้นไม้เมื่อเดือนก่อน เสียงซุบซิบนินทาด้วยคำพูดแสดงความสะใจยามยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์อุบัติเหตุในอดีตที่ส่งผลถึงชีวิตแพรไหม สายตาทุกคู่คอยแอบจับจ้องมองเธอราวจะสมน้ำหน้าเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกชกเข้าที่ท้อง
เกวลีรู้สึกจุกจนพูดไม่ออกได้แต่แสร้งทำเป็นไร้ความรู้สึก หยิบยกเอาความเย็นชาขึ้นมาบดบังความเจ็บปวดในใจ ซุกซ่อนความขมขื่นไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความไม่ใยดีใด ๆ ในโลกทั้งที่ใจเธอทุกข์ทรมานราวตกอยู่ในห้วงแห่งอเวจี
“คุณปู่ขา คุณย่าขา กุ๊กไก่มาแล้วค่ะ”ท่านกอบศักดิ์เปิดยิ้มดีใจเมื่อได้ยินเสียงหลานสาวคนโตวิ่งนำหน้าน้องชายเข้ามาพร้อมกับร้องเรียกหาท่านและภรรยาเสียงใส ท่านกางแขนเปิดรับร่างกลมที่โผเข้าใส่พร้อมกับจูบแก้มเหี่ยวย่นของท่านทั้งซ้ายขวาอย่างน่ารัก“คุณปู่คิดถึงกุ๊กไก่ไหมคะ” เด็กหญิงร้องถามประจบหลังจากหอมแก้มท่านทั้งสองข้าง“คิดถึงสิลูก ปู่คิดถึงกุ๊กไก่กับน้องเก่งมากที่สุดในโลกเลย” ท่านกอบตอบอย่างเอาใจหลาน“แล้วคุณย่าละคะ คุณย่าไปไหนคะคุณปู่ คุณย่าไม่คิดถึงกุ๊กไก่เหรอคะ” เด็กหญิงถามพร้อมกับกวาดสายตามองหาคุณย่า“คุณย่าก็คิดถึงกุ๊กไก่จ้ะ แต่ว่าคุณย่ายังไม่ว่างเพราะคุณย่าช่วยอากรีนเลี้ยงน้องเกรทอยู่ข้างบน” ท่านกอบศักดิ์อธิบายให้หลานช่างพูดฟังด้วยความเอ็นดู“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้กุ๊กไก่จะนอนกอดคุณปู่ คุณย่านะคะ คุณปู่คุณย่าจะได้หายคิดถึงกุ๊กไก่”เด็กหญิงวัยห้าขวบเอ่ยด้วยท่าทางแก่แดดแก่ลม ขณะที่เด็กชายวัยสามขวบไม่สนใจใครเพราะทันทีที่เข้ามาถึงก็ตรงดิ่งเข้าหาขนมที่ผู้เป็นย่าวางไว้รอท่า“แล้วนี่พ่อแม่เราไปไหนซะล่ะ มาส่งลูกทิ้งไว้แล้วหนีไปเที่ยวกันสองคนอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย” คุณปู่ถามหลานสาวเบา ๆ“ค่ะ คุณพ่
“เหน็บกินเหรอครับ” ปยุตกระซิบถามเบา ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวเริ่มนั่งไม่นิ่ง“นิดหน่อยค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พร้อมส่งยิ้มแหย ๆ ให้เขา“อดทนอีกนิดนะ เดี๋ยวผมนวดให้” เขาเอ่ยปลอบพร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจกระทั่งพิธีช่วงเช้าสิ้นสุดแขกเหลื่อจึงเริ่มทยอยกันกลับ ส่วนงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสจะถูกจัดขึ้นในตอนค่ำที่โรงแรมทำให้บ่าวสาวมีเวลาพักผ่อนอีกหลายชั่วโมงทีเดียว“เป็นยังไงบ้างคะคุณกรีน เมื่อยขาหรือเปล่า” ทัชชาถามยิ้ม ๆ เมื่อเห็นเจ้าบ่าวประคองเจ้าสาวลงจากตั่งน้ำสังข์ด้วยอาการทะนุถนอม“เหน็บกินค่ะ เดี๋ยวพอถึงคราวคุณช่าแต่งกับพี่กายบ้างแล้วจะรู้ว่ากรีนต้องอดทนแค่ไหน”“บ่นเก่งจริงคุณภรรยา ไป...เดี๋ยวผมจะไปนวดให้” ปยุตเอ่ยอย่างเอาใจ“หวานจริงนะคะพี่ยุต” ทัชชายิ้มบาง ๆ มองทั้งคู่อย่างมีความสุขและอดคิดไม่ได้ว่า หากเธอไม่มีกฤตินเคียงข้าง วันนี้เธอจะอิจฉาเกวลีมากสักแค่ไหน“พูดอย่างกับคุณกายเขาไม่หวานกับเราแนะ พี่เห็นร้องเรียกแต่เมียจ๊ะเมียจ๋าตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนทุกคนในบ้านเขาพากันเลี่ยนกินของหวานไม่ลงกันไปหมด” ปยุตกระเซ้าหญิงสาวยิ้ม ๆ“อื้อ...คุณกรีนดูพี่ยุตสิคะ” ทัชชาอายจนหน้าแดงรีบหันไปหาคนช่วย“น่ารักดีออกคะ ก
“พ่ออย่าโทษพี่กายเลยนะคะ” เธอเริ่มออกรับแทนพี่ชาย“ชะไอ้นี่...ไว้พ่อจะไปแพ่นกบาลมันเอง ส่วนคุณตอบคำถามผมมาอีกข้อ...” ท่านหันมาจ้องปยุตอีกครั้ง“ครับท่าน”“บอกตรง ๆ เลยนะ ผมยังไม่ไว้ใจที่จะปล่อยให้ไอ้กรีนไปอยู่ในความดูแลของคุณ ถ้ารักลูกผมจริงก็แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านผม ใกล้หูใกล้ตาผมกับแม่เขา คุณจะทำได้ไหม...”เกวลีเปิดยิ้มมองปยุตด้วยความตื่นเต้นและตั้งใจฟังคำตอบของเขาอย่างจดจ่อ“ครับท่าน ผมอยู่ที่ไหนก็ได้ถ้าที่นั่นมีเกวลีอยู่ด้วย” เขาตอบอย่างหนักแน่น“ดี ถ้าอย่างนั้นคุณไปหาผู้ใหญ่มาจัดการสู่ขอลูกสาวผมให้เรียบร้อย อ้อ...แล้วก็หาสินสอดมาให้ได้สิบเก้าล้านบาท แหวนเพชรเก้ากะรัต ทองอีกหนึ่งร้อยเก้าสิบบาท คุณทำได้ใช่ไหม” พ่อตายังไม่วายกลั่นแกล้งลูกเขย“พ่อ!...คุณยุตจะหาเงินมากขนาดนั้นมาจากไหนละคะ นี่พ่อตั้งใจจะขายหนูกินหรือยังไงคะเนี่ย แม่คะดูพ่อทำสิ” คนเป็นลูกทำหน้าง้ำ“ชะไอ้นี่...ไม่ทันไรออกรับแทนผู้ชายซะแล้ว ว่าไงคุณทำได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็บอกมาตรง ๆ อย่างลูกผู้ชายอย่าให้ผู้หญิงมาออกหน้า” ท่านกล่าวหยาม“ได้ครับท่าน”“คุณยุต!...จะบ้าเหรอ คุณจะเอาเงินมาจากไหนตั้งมากมายขนาดนั้น” เกวลีส่งสายตา
“แต่หนูจะแต่งกับคุณปยุตเท่านั้นคะพ่อ หนูไม่ได้รักพี่หมอวี หนูรักคุณยุต” เกวลีเอ่ยอย่างดื้อดึง“ไอ้กรีน! นี่แกเห็นมันดีกว่าพ่ออย่างนั้นเหรอ” ท่านกอบศักดิ์หันไปจ้องหน้าบุตรสาวอย่างเอาเรื่อง“หนูไม่มีวันเห็นเขาหรือใครดีกว่าพ่อแน่นอน แต่พ่อไม่มีเหตุผลนี่คะ หนูเป็นคนมีชีวิตจิตใจนะคะ อยู่ ๆ พ่อจะเอาหนูไปยกให้ใครที่ไหนทั้งที่หนูไม่เต็มใจได้ยังไงล่ะ หนูไม่มีวันยอม” เธอเถียงพร้อมกับทำหน้าง้ำใส่บิดาปยุตมองสองพ่อลูกถกเถียงกันไปมาด้วยความรู้สึกอ่อนใจ เพราะทั้งสองคนเหมือนถอดกันมาทั้งใบหน้าและท่าทางเอาเรื่อง ดูใบหน้าหงุดหงิดแสดงความไม่ได้ดังใจของคนเป็นพ่อก็พอจะรู้ว่าการต่อล้อต่อเถียงในลักษณะเอาชนะคะคานกันของสองพ่อลูกไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างแน่นอน เพียงแต่ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าทุกครั้งเท่านั้นเอง“แม่ว่าเราเข้าไปนั่งคุยกันดี ๆ จะดีกว่านะ มายืนทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก คุยกันแบบผู้ใหญ่จะดีกว่าไหมคุณ” เจ๊หม่วยซึ่งยอมรับอะไร ๆ ได้ดีกว่าคนเป็นสามีเอ่ยขัดขึ้นเบา ๆ“ไม่จำเป็น บ้านผมไม่ต้อนรับไอ้พวกหน้าตัวเมีย” ท่านยังไม่วายพาลพะโลพะเล“พ่อขา...” เธอกอดเอวท่านพลางส่งเสียงอ้อนใหม่
เสียงรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านและเสียงบีบแตเรียกทำให้ท่านกอบศักดิ์ที่กำลังนั่งลูบคลำเช็ดถูของสะสมของตนอย่างถนอมรู้สึกแปลกใจจึงต้องวางปืนรีวอลเวอร์ในมือลงรวมกับปืนอีกหลายรุ่นหลายไซต์ที่ท่านนำออกมาชื่นชมเล่น ลุกขึ้นเดินออกไปยืนมองผู้มาเยือนอยู่หน้าประตูบ้าน“ใครมาคะคุณ” เสียงภรรยาถามออกมาจากด้านใน“ไม่รู้เหมือนกันว่ารถใคร ไม่คุ้นตาเลยคุณ” ท่านกอบศักดิ์ตะโกนตอบภรรยาพลางชะเง้อมองรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามา หลังจากท่านกดประตูรีโมตเปิดรับโฟล์วีลสี่ประตูเคลื่อนเข้ามาจอดในลานโล่งหน้าบ้านพร้อมกับความหนักใจของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถ ยิ่งเห็นเจ้าของบ้านยืนทำหน้าเข้มมองอยู่ที่หน้าบ้าน เขาก็ชักจะหวั่นหวาดขึ้นมาเหมือนกัน แต่รางวัลก้อนโตที่นั่งเคียงคู่อยู่ข้างกายทำให้เขาต้องถอนหายใจระบายความรู้สึกอึดอัดออกก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปใหม่จนเต็มปอดและปลอบใจตัวเองด้วยการท่องคำว่า “เพื่อเธอ” เป็นการควบคุมจังหวะการเต้นรัว ๆ ของหัวใจอีกแรง“ทำไมคะ ไม่กล้าเหรอ” เกวลีอมยิ้มถามชายหนุ่มข้างกายขำ ๆ“เฮ้อ...คุณผู้หญิงครับ พ่อคุณออกจะโหดขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องกลัวทั้งนั้นแหละ” เขายอมรับว่ากลัวบิดาของเธอ แต่เป็นความกลัวว่
ทำไมนะ...เมื่อก่อนเขาไม่เคยรู้สึกกับเธอถึงขนาดนี้แต่ทำไมยิ่งได้อยู่ใกล้ ยิ่งได้ครอบครอง เขาจึงยิ่งอยากจะเป็นเจ้าของเธอเพียงผู้เดียว แค่คิดว่าเธอจะมีใครใหม่ เขาก็รู้สึกแทบจะขาดใจ เขารักเกวลี ต้องการเธอ และต้องการอยู่กับเธอไปตลอดจนชั่วชีวิต“แต่งงานกับผมนะกรีน” “ถ้ากรีนบอกว่าไม่แต่งละคะ...” เธอถามเบา ๆ กับซอกคอของเขา“ผมก็จะฉุดคุณไปอยู่กับผม ไปอยู่ในทีที่มีแค่เราสองคน ไม่ให้พ่อแม่ของคุณตามหาเราเจอ ผมไม่ยอมให้พวกท่านยกคุณให้กับไอ้หมอหน้าตี๋นั่นแน่ ๆ” ความหึงทำให้ลมหายใจของปยุตสะดุดเพราะอารมณ์ที่หงุดหงิดจากการคิดถึงใบหน้าหมอหนุ่ม“แล้วคุณไม่หึงพี่คุณแล้วเหรอคะ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคมและกระตาปริบรอฟังคำตอบ“หึง...ผมหึงผู้ชายทุกคนที่ได้อยู่ใกล้คุณ กลัวว่าคนพวกนั้นจะมีโอกาสถึงเนื้อถึงตัวคุณเหมือนที่ผมเคยมี” เขายอมรับอย่างไม่ชอบใจ“คุณไม่ไว้ใจกรีน...” เธอยกคิ้วสูงมองเขาด้วยความรู้สึกชักจะไม่ชอบใจขึ้นมา“ผมไม่ไว้ใจผู้ชายพวกนั้นต่างหาก ขนาดผมเคยตั้งใจจะเกลียดคุณยังเผลอตกลงมาในหลุมเสน่ห์ของคุณจนถอนตัวถอนใจไม่ขึ้น ยิ่งได้อยู่ใกล้ก็ยิ่งอยากจะสัมผัส ยิ่งเห็นก็ยิ่งหวง ผมไม่มีวันยอมเปิดโอกาสให้ผู้ชา
“นี่อย่าบอกนะว่าหล่อนเพิ่งกลับจากอยุธยาแล้วก็ตรงดิ่งมาทำลายความสงบของฉันเลยน่ะ” เบ็ตตี้ยกคิ้วสูงเมื่อสังเกตชุดที่สาวห้าวสวม เขาจำได้ว่าหล่อนใส่ชุดเดียวกันนี้ในวันเดินทางไปอยุธยาพร้อมกับเพื่อนร่วมวง“อืม กรีนเพิ่งกลับมาจากบ้านพอถึงกรุงเทพก็ดิ่งมาหาพี่เบ็ตเป็นคนแรกเลย” สาวห้าวยักไหล่เบา ๆ ก่อนทิ้งกาย
“อืม...ไม่ใช่แค่สนใจเพลงนี้เท่านั้นนะ แต่พี่คิงเค้าอยากให้กรีนแต่งเพลงที่แสดงความเป็นไนท์กับแชมป์ออกมาทางเนื้อหาของเพลงด้วย พี่เขาจะเอาไว้ใช้โปรโมทศิลปินใหม่คู่นี้น่ะ” คุณากรกล่าวด้วยสีหน้าประดับรอยยิ้มแสดงความยินดี“พี่กาย!...กรีนจะได้เป็นนักแต่งเพลงแล้ว พี่กายได้ยินอย่างที่กรีนได้ยินใช่ไหม” เกวลี
“สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจนะกรีน ไม่มีใครทำร้ายตัวแกได้นอกจากใจของแกเองเท่านั้น แกจะแคร์คนอื่นที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของแกอีกนานแค่ไหน เจ็ดปีที่ผ่านมายังไม่พออีกเหรอกับสิ่งที่แกทำ กับบทลงโทษตัวแกเอง ลงโทษพวกเราทั้งครอบครัวน่ะ” คนเป็นพี่เอ่ยออกมาด้วยความอัดอั้นใจ“พี่กาย...”“พอเสียที เลิกทำร้า
นางจึงค่อยคลายความกังวลใจหลักจากต้องกระวนกระวายวิตกอยู่เป็นชั่วโมงตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์จากกฤตินว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเกวลีบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวน แม้จะได้รับคำยืนยันว่าลูกปลอดภัยแต่หัวใจคนเป็นแม่ก็ยังกังวลเกินกว่าจะข่มตานอนหลับได้ลงร่องรอยความห่วงใยฉายชัดผ่านแววตาของมารดาทำให้เกวลีรู้สึกอุ่นวาบที่






![ทะลุมิติมาเป็นทาสรักคุณหมอสาย S [NC20+/SM]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
