ログインนางจึงค่อยคลายความกังวลใจหลักจากต้องกระวนกระวายวิตกอยู่เป็นชั่วโมงตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์จากกฤตินว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเกวลีบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวน แม้จะได้รับคำยืนยันว่าลูกปลอดภัยแต่หัวใจคนเป็นแม่ก็ยังกังวลเกินกว่าจะข่มตานอนหลับได้ลง
ร่องรอยความห่วงใยฉายชัดผ่านแววตาของมารดาทำให้เกวลีรู้สึกอุ่นวาบที่หัวใจทุกครั้งที่สัมผัสละอองไอแห่งความรักของท่านที่แผ่คลุมออกมาห้อมล้อมรอบกายเธอไว้เสมอไม่ว่าเธอจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม เกวลีโอบแขนรอบเอวมารดาพร้อมกับซบใบหน้าแนบไหล่ผู้เป็นแม่ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนเบา
“กรีนไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อยคะแม่ พี่กายไม่น่าโทรมารายงานแม่เลย ดูสิ แม่เลยเป็นห่วงกรีนจนนอนไม่หลับเลยเห็นไหม” หญิงสาวแบะริมฝีปากใส่พี่ชายน้อย ๆ แต่พอน่ารักขณะยังอ้อนประจบมารดา
“ขืนพี่ไม่โทรมารายงานแม่ก่อนมีหวังพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว พี่ได้โดนแม่ด่าเปิงนะสิ” กฤตินเอ่ยอย่างอ่อนใจ
“แม่ว่าพักนี้แกดวงไม่ค่อยดีเลยนะกรีน เกิดเรื่องเกิดราวเป็นข่าวบ่อย ๆ พรุ่งนี้แม่ว่าพวกเราไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ล้างซวยกันหน่อยดีกว่าไหม” เจ๊หม่วยเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แหม...แม่กับพี่กายนี่พูดเหมือนกันเชียวนะคะ กรีนแค่ดวงตกนิดหน่อยไม่ถึงขนาดต้องใช้คำอัปมงคลแบบนั้นเลย ล้างซงล้างซวยอะไรกัน” เกวลีทำหน้าเบ้บ่นพร่ำ
“ดวงตกมันยังน้อยไป ไอ้แกนี่เขาเรียกว่าคนดวงซวยของแท้ไอ้กรีน สงสัยว่าคงต้องใช้น้ำมนต์เจ็ดป่าช้าเนอะแม่เนอะ ถึงจะล้างความซวยของมันได้หมด ไม่รู้อะไรกันนักกันหนาเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่จบไม่สิ้นสักที” กฤตินผสมโรงไปกับมารดา
“กรีนว่าจะชวนทุกคนไปบวชพราหมณ์ที่วัดมเหยงค์ด้วยกันสักสามวันอยู่แล้วค่ะแม่ มะรืนนี้เป็นวันครบรอบวันตายปีที่เจ็ดของคุณแพรไหม” เสียงเธอเศร้าลงเมื่อเอ่ยถึงแพรไหม หญิงสาวที่ต้องจบชีวิตลงเพราะความประมาทของตนในวันวาน
“ครบปีอีกแล้วหรือ...แม่ลืมไปสนิทเลย” เจ๊หม่วยถอนหายใจแรงเมื่อได้ยินชื่อของแพรไหม ชีวิตของบุตรสาวท่านติดอยู่กับตราบาปในใจมายาวนานถึงเจ็ดปีแล้วสินะ
“เอ้...พ่อมัวไปติดพันอีหนูอยู่ที่ไหนหรือเปล่าครับแม่ ดึกป่านนี้แล้วยังไม่กลับบ้านอีกเหรอครับ” กฤตินทำลายบรรยากาศหม่นทันทีที่เขาสัมผัสได้ถึงความเศร้าจากแววตาของมารดาและน้องสาวเมื่อเอ่ยถึงแพรไหม
“นั่นสิ...ใช้ไปเก็บเงินที่โรงแรมตั้งแต่บ่ายป่านนี้ยังไม่โผล่เลยพ่อแก เมื่อเย็นโทรกลับมาบอกแม่ว่าลุงซ้อนให้ไปหา ไม่รู้พากันไปหัวหกก้นขวิดที่ไหนอีกสิน่า” เจ๊หม่วยเปลี่ยนอารมณ์หม่น ๆ เป็นความหงุดหงิดทันทีที่กล่าวถึงสามียศนายนายพลเกษียณอายุราชการ
“พี่กายอ่ะหาเรื่องให้พ่อโดนแม่บ่นอยู่เรื่อย” เกวลีหันไปตวัดค้อนใส่พี่ชายก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับมารดาเสียงอ่อน “เดี๋ยวพ่อก็กลับค่ะ คงคุยกับลุงซ้อนเพลินอยู่แหละแม่ เราเข้าบ้านกันก่อนดีกว่า กรีนชักจะหิวซะแล้วสิ แม่ทำกับข้าวหรือเปล่าจ๊ะวันนี้”
“วันนี้มีแกงเผ็ดเป็ดย่าง กุ้งอบวุ้นเส้น ปลาหมึกผัดไข่เค็มแล้วก็ต้มจืดเต้าหู้ของโปรดแกทั้งนั้นเลย ถ้าอย่างนั้นเราไปกินข้าวกันไม่ต้องรอพ่อแล้วหละ รู้ว่าลูกจะมานอนค้างบ้านยังจะกลับดึกอีก อย่างนี้ต้องปล่อยให้อดซะให้เข็ด” เจ๊หม่วยเอ่ยกับบุตรสาวเสียงสดใสแต่พอเอ่ยถึงสามีก็อดพูดถึงด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเสียไม่ได้
“พ่อนี่ตายยากชะมัดเลยครับแม่ พูดถึงก็มานู่นพอดี” กฤตินพยักพเยิดกับมารดาทันทีที่ได้ยินเสียงรถบิดาแล่นเข้ามาจอดหน้าประตูรั้วอัลลอย
“พูดถึงปีศาจปีศาจก็โผล่” เจ๊หม่วยตวัดตาค้อนสามีที่เดินยิ้มร่าลงจากรถทันทีที่เห็นบุตรชายหญิง
พลเอกกอบศักดิ์ดึงร่างบุตรสาวเข้ามาสวมกอดด้วยความคิดถึงพร้อมกับหอมแก้มใส ๆ อีกฟอดใหญ่ทั้งขวาและซ้ายราวเกวลีเป็นเด็กเล็ก ๆ สักสามขวบไม่ใช่หญิงสาวรูปร่างสะโอดสะองหน้าตาสวยสะในวัยยี่สิบสามปีอย่างที่เป็น
“คิดถึงจริง ๆ ลูกสาวพ่อ”
“ฮึ...ลูกเกือบเจ็บตัวยังไม่รู้เรื่องมาทำเป็นพูดว่าคิดถึงลูกนะคุณน่ะ” เจ๊หม่วยแบะริมฝีปากใส่สามีพลางเอ่ยประชดด้วยความหมั่นไส้
“เจ็บ!...เป็นอะไรมากหรือเปล่าฮะลูก ไปโดนอะไรที่ไหนมาฮึเรา” ท่านดันตัวบุตรสาวออกห่างเล็กน้อยเพื่อมองสำรวจร่างกายหาร่องรอยบาดเจ็บบนตัวลูกด้วยความเป็นห่วง
“หนูไม่เป็นอะไรหรอกค่ะพ่อ แต่ตอนนี้หนูหิวจังเราเข้าไปคุยกันต่อที่โต๊ะอาหารดีกว่าเนอะ หนูคิดถึงฝีมือแม่จะแย่อยู่แล้ว” เกวลียิ้มพลางกระชับเอวบิดาและชักชวนกันเดินกลับเข้าบ้านพร้อม ๆ กับตอบคำถามที่ทั้งสองท่านไล่เรียงสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หนึ่งในสามหนุ่มเดินออกจากโต๊ะมาตั้งแต่เมื่อไหร่ทัชชาไม่รู้ แต่เขากำลังจ้องข้อมือเธอที่ถูกกฤตินกระชับไว้แน่นและมองนายทหารหนุ่มด้วยสายตาเอาเรื่อง เธอเงยหน้าขึ้นส่งสายตาข่มขู่พลางสะบัดมือให้เขาปล่อยแต่เมื่ออีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะยอมทำตามคำเรียกร้องของเธอทัชชาเตรียมจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากชายที่ยื่นมือเข้ามา หากไม่มีเสียงกระซิบกร้าวลอดไรฟันของเขาขู่ฟ่อขึ้นเสียก่อน“ถ้าอยากให้เรื่องของเราปูดขึ้นมาละก็ ลองดู”“ไม่มีใครเขาเชื่อที่แกพูดแน่” เธอกระซิบตอบอย่างถือดี“เชื่อเถอะว่าผมสามารถทำให้พวกเขาเชื่อได้แน่ ๆ” ดวงตาคมหรี่ลงยามสบตาเธอราวจะประกาศเตือนทำให้อีกฝ่ายจำใจต้องหันไปเอ่ยไอ้หมอนั่นโดยดี“ไม่เป็นไรค่ะ เขาเป็นเพื่อนฉันเอง ฉันดูแลตัวเองได้” เอ่ยจบเธอจึงหันมาข่มขู่กฤตินด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นอีกระดับ “คราวนี้แกจะปล่อยฉันได้หรือยัง แกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉันนะ”กฤตินไม่ใส่ใจอาการขืนตัวของนางแมวสาวที่ทำท่าเหมือนจะพองขนข่มขู่ศัตรูอยู่ในขณะนี้แม้แต่น้อย“เฮ้ยไอ้กาย...มาได้ไง แล้วนี่พาใครมาด้วยวะ แนะนำให้พี่รู้จักเดี๋ยวนี้เลยมึง”กฤตินยังไม่ทันตอบทัชชา เสียงยติทำให้ทุกอย่างระหว่างเขาและเธอหยุดชะงัก
ที่ซึ่งมีแต่ความสนุกสนานจากเสียงดนตรีบรรเลงสลับเสียงกรีดร้องแสดงความพอใจผสานเคล้าคลอไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังก้องไปทั้งบริเวณบรรยากาศแห่งความรื่นเริงดูขัดกับแววตาเศร้าของหญิงสาวที่เพิ่งก้าวเข้ามาในคลับเพียงลำพัง ดูเหมือนเธอจะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าพวก ดวงตาไร้ความสุขบนใบหน้าเรียบตึงไม่สามารถลดความน่ามองของเรือนร่างระเหิดระหงในชุดแสนเซ็กซี่เปิดเผยเนื้อตัวจนน่าหวาดเสียวของเจ้าหล่อน ช่วงขาเรียวยาวก้าวฉับอย่างคนมีความมั่นใจในตัวเอง เธอเดินตามหลังพนักงานหนุ่มตรงไปเคาน์เตอร์หน้าบาร์เครื่องดื่มหญิงสาวทิ้งกายนั่งลงบนเก้าอี้กลมทรงสูงเผยให้เห็นต้นขาเปล่าเปลือยโผล่พ้นรอยผ่าข้างของชุดแซกตัวยาวจรดข้อเท้าที่สวม รอยผ่าที่สูงเกินจำเป็นทำให้นายทหารหนุ่มชักจะหัวเสีย ยิ่งเห็นสายตาหลายคู่โลมไล้แสดงถึงความรู้สึกอยากลิ้มลองยิ่งทำให้คนเคยสัมผัสร้อนวาบในอกเพราะความหวงของยิ่งเหลืบเห็นสายตามองต่ำของไอ้หนุ่มบาร์เทนเดอร์ที่กำลังจับจ้องมองเนินถันพ้นร่มผ้าของเจ้าหล่อนตาเป็นมันแบบนั้นด้วยแล้ว กฤตินยิ่งรู้สึกเหมือนจะหมดความอดทน เกือบจะปรี่เข้าไปกระชากหญิงสาวออกมาให้พ้นสายตากระเหี้ยนกระหือพวกนั้นเสียเ
ปฏิกิริยาของเกวลีดูจะค่อนข้างเย่อหยิ่งและนิ่งสงบอย่างไม่น่าเชื่อ หรือเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่มีผลกับเธอแม้แต่น้อย ทั้งที่เขามั่นใจว่าเขาคือคนแรกที่ได้ครอบครองร่างกายของเธอ จะเป็นไปได้ยังไงว่าเธอจะไม่รู้สึกรู้สมกับการจากลาของเขาบ้าง อารมณ์ฉุนเฉียวกำลังทำให้เขาหงุดหงิด เรื่องราวที่เกี่ยวกับศิลปินสาวกำลังเข้ามารบกวนใจของเขาจนน่าโมโห เกวลีทำให้เขาเสียความมั่นใจได้อย่างไม่น่าเชื่อเขาตั้งใจว่าวันนี้จะอยู่บ้านกับตัวเองตามลำพังเพื่อทบทวนความรู้สึกของตนที่มีต่อเกวลีอีกครั้ง ความสับสนทำให้เขาเริ่มที่จะลังเลไม่มั่นใจในความรู้สึกที่มีต่อศิลปินสาว เขาโทษมโนธรรมที่ทำให้เขารู้สึกผิดต่อเจ้าหล่อน แต่มโนธรรมก็ไม่น่าจะทำให้เขารู้สึกฉุนเฉียวเมื่อเห็นหญิงสาวให้ความสนิทสนมกับคุณากรถึงขนาดหมอนทยังจับสังเกตได้ไม่ใช่หรือส่วนเกวลีหลังจากปยุตวางสาย เธอยังคงครุ่นคิดถึงชายหนุ่มอยู่ลำพังบนเตียงคนไข้ขณะที่บอดี้การ์ดคนใหม่ของเธอเลือกที่จะเดินเตร่สังเกตการณ์อยู่แถวหน้าห้องมากกว่าจะนั่งเฝ้าเธออยู่เฉย ๆ ข้างใน วันนี้ไม่มีนักข่าวและคนมาเยี่ยมไข้เธอเลย นอกจากพี่เบ็ตตี้กับคุณากรที่แวะมาคุยเรื่องงานด้วยแค่ชั่วโมงเศษเท่านั้น
นภาศิริหยุดยืนเอียงคอมองเพื่อนดวงตาเป็นประกายล้อเลียน สองมือซุกกระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาวขณะเอ่ยเย้าเพื่อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอเห็นสายตาที่ปยุตจ้องมองนิตยสารดังกล่าวแล้ว และในห้องของเธอก็มีนิตยสารแบบเดียวกันนี้วางอยู่บนโต๊ะทำงานแล้วเช่นกัน เธอจึงทราบรายละเอียดเนื้อข่าวข้างในแล้วต่างจากเพื่อนที่คงเพิ่งเห็นจึงยังไม่ได้อ่านเนื้อข่าวข้างในแน่นอน“เปล่า...ว่างนักหรือไงถึงมีเวลาเดินมาส่งคนไข้ฮึหมอ” เขาปฏิเสธพร้อมประชดประชันเพื่อนสาวเบา ๆ“ก็ไม่ว่างนักหรอกแต่อยากจะมาเตือนนายด้วยความหวังดี ไม่อยากให้นายตัดสินใจพลาดจนต้องมานั่งเสียใจทีหลังน่ะ” หมอนทไหวไหล่เบา ๆ ก่อนจะเอ่ยกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เรื่องอะไร คนอย่างเราไม่เคยเสียใจกับเรื่องที่ตัดสินใจลงไปแล้วสักครั้ง เธอก็รู้” ปยุตเหลือบตาต่ำมองเพื่อนพร้อมเอ่ยอย่างถือดี“ย่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอให้นายโชคดีก็แล้วกัน เอ้านี่...ถุงนี้เป็นยาฆ่าเชื้อต้องกินให้หมดด้วยล่ะ” คุณหมอคนสวยจับยาถุงโตในมือยัดใส่มือเพื่อนแล้วจึงหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องทำงานของตนปยุตจับถุงยาเล็ก ๆ ที่นภาศิริยัดเยียดมาให้ยัดใส่กระเป๋าพร้อมกับหยิบธนบัตรใบละร้อยออกมายื่นส่งให้แม่
“ฉันยังไม่ได้บอกแกเลยสักคำว่าแค้นเด็กนั่น แค่ฉันทำใจให้ลืมไม่ได้เท่านั้นว่าหล่อนคือต้นเหตุทำให้ไหมต้องตายไป ไม่ได้คิดอะไรกับหล่อนทั้งนั้นแหละ” ปยุตอธิบายด้วยเสียงหงุดหงิด“โล่งอกไปที...เอ่อ แล้วตอนนี้ทัชชาเขาไปอยู่ที่ไหนแล้วอ่ะ น้องสาวฉันเขาบ่นอยู่ว่าน้องคนรักแกหายตัวไปเป็นอาทิตย์แล้วนะยุต” หมอนทถามเมื่อนึกขึ้นได้หลังฟังน้องบ่นถึงทัชชามาหลายวัน“ช่านะเหรอหายไป...” ปยุตยกคิ้วสูงเอ่ยทวนประโยคซ้ำอย่างไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน“ก็ใช่นะสิ ยายแนนมาบ่นกระปอดกระแปดว่าติดต่อทัชชาไม่ได้เลย” คุณหมอคนสวยกล่าวอธิบาย“คงจะยุ่งอยู่กับงานของเขาอยู่นั่นแหละ เห็นต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้บ่อย ๆ ตอนนี้อาจจะกำลังทำงานของเขาเพลินเลยไม่ได้ติดต่อใครอยู่ก็ได้”“แกว่าไหมว่าคุณดูมีท่าทางเป็นห่วงกรีนมากเป็นพิเศษ แกรู้หรือเปล่าว่าคู่นี้เขามีความสัมพันธ์กันนอกจอจริง ๆ หรือเปล่าฮึยุต” หมอนทเงยหน้าขึ้นมองโทรทัศน์พลางเปลี่ยนเรื่องคุยกับเพื่อนหนุ่มเมื่อเห็นภาพความสนิทสนมระหว่างสองศิลปินร่วมค่ายผ่านสื่อ“ไม่รู้สิ ฉันไม่ค่อยได้สนใจเรื่องของเด็กนั่น”ปากบอกไม่สนใจแต่การกระทำกลับตรงกันข้ามเมื่อชายหนุ่มตัดบทสนทนากับหมอนทด้
“บ้า!...นายทำให้ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ต่างหาก ฉันไม่ได้ทำเพราะตัวฉันเองต้องการสักหน่อย” เธอเถียงอย่างไม่ยอมแพ้“ไม่เชื่อ...อย่างนี้ต้องลองพิสูจน์อีกครั้งให้แน่ใจ” “โอ๊ยยยยยย ฉันไม่อยากจะเถียงกับนายแล้ว ปล่อยฉันเสียที ในเมื่อนายเข้าใจทุกอย่างแล้ว เรื่องระหว่างเราก็ควรจบ นายจะต้องปล่อยฉันกลับบ้านและเลิกยุ่งกับฉันเสียที”ทัชชาหายใจหอบด้วยความโกรธ เธอไม่สนใจสายตาคู่คมที่จ้องมองไปทั่วเรือนร่างของเธออย่างถือสิทธ์ ซ้ำยังดื้อด้านถึงขนาดทำเป็นไม่สนใจในสิ่งที่เธอพูด“เราต้องคุยกัน”“ก็ปล่อยฉันสิ คุยกันดี ๆ น่ะเป็นไหม ไม่ใช่เอะอะก็จะยัดเยียดความเป็นผัวให้กับฉันแบบนี้ นายนี่มัน...สันดานเสีย” ทัชชาต่อว่าอย่างเอาเรื่อง“ก็ได้ ๆ แต่ถ้าคุณออกฤทธิ์ขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ ผมไม่รับรองจะทำให้คุณหมดแรงนอนหมอบอยู่กับอกผมทั้งวันแน่”กฤตินถอนหายใจยาวบังคับความต้องการของตนพร้อมเสียงปลอบประโลมตัวเองเบา ๆ ให้ใจเย็นอย่าบุ่มบ่ามทำตามอำเภอใจเพราะเขาเป็นคนผิดไม่ใช่ทัชชา เขาจึงยอมข่มความรู้สึกทางกายปลดปล่อยเธอเป็นอิสระโดยไม่เอาเปรียบให้เธอว่าได้ ในขณะที่หญิงสาวใต้ร่างรีบดันกายลุกขึ้นจัดเสื้อจัดแสงให้เข้ารูปเข้ารอยก่อนจะย







