LOGINแสงไฟสีทองหม่นเหนือเคาน์เตอร์สาดลงบนบาร์ไม้เก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน กลิ่นเหล้าผสมควันบุหรี่บาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ
แฮงค์ เจ้าของบาร์ในเสื้อกั๊กหนังสีเข้ม ยืนประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาวางแก้วลงตรงหน้าโอลิเวียร์ด้วยสีหน้าเรียบ
“เธอคือลูกสาวตระกูลกรีนเวลล์สินะ”โอลิเวียร์ขยับคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าข่าวการกลับมาของเธอแพร่ไปไวราวกับไฟลามทุ่ง
“ใช่ค่ะ ฉันโอลิเวียร์ ”
แฮงค์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังนับจังหวะบางอย่างในหัว
“ฉันรู้จักกรีนเวลล์…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่เรื่องมันผ่านมาหลายสิบปีแล้ว”แนวคิ้วของโอลิเวียร์ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น
“คุณลุง…หมายถึงเรื่องอะไรคะ”แฮงค์หันไปมองไคล์ ก่อนจะหันกลับมาที่เธอ
“ได้ยินว่าหนูจะกลับมาอยู่ที่นี่”เขาหยุดเพียงชั่วลมหายใจ สายตานิ่งลึก ราวกับแบกเรื่องราวมาทั้งชีวิต
“ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนเร็ว คนรุ่นใหม่ก็คิดไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
จากนั้นเขาหันไปหยิบขวดเบียร์ขึ้นมารินลงแก้ว เสียงของเหลวกระทบแก้วดังต่อเนื่อง ขณะที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
“แต่ที่นี่…ไม่ใช่ที่ที่ใครจะปรับตัวได้ง่าย ๆ หรอกนะ หนู”
เบียร์ในขวดถูกรินจนหมด แฮงค์เงยหน้าขึ้น สายตานิ่งขรึม ราวกับกำลังย้ำเตือนบางอย่างโดยไม่ต้องเอ่ยออกมาตรง ๆ
“ที่สำคัญกว่านั้น บางคนที่นี่เลือกจะยึดติดกับอดีต ไม่ยอมรับว่าโลกมันเปลี่ยนไป”
โอลิเวียร์รู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่คำพูดลอย ๆ แต่มันคือคำเตือนที่แฮงค์ตั้งใจพูดอ้อม เมื่อสายตาของแฮงค์ตรงไปที่ไคล์ เธอก็เข้าใจแจ่มชัดว่า คำเตือนนั้น…ไม่ได้หมายถึงเธอแค่คนเดียว
“เบียร์สองแก้ว แฮงค์” เสียงลูกค้าดังแทรกขึ้นถูกจังหวะ มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งมานั่งที่หน้าบาร์ใกล้เธอ
แฮงค์หันกลับไปทำงาน ก้นแก้วกระทบเคาน์เตอร์ บทสนทนาจบลงตรงนั้น
โอลิเวียร์ปรายตามองไปยังโต๊ะของไคล์กับพวกลูกน้องที่กำลังฉลองชัยชนะ แต่ตากลมของเธอกลับหยุดนิ่งอยู่ที่ไคล์ พร้อมคำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นในใจ ความป่าเถื่อนที่ไร้ไมตรีของเขา…มีมากเพียงใดกันแน่
ทว่าเบียร์ในแก้วของโอลิเวียร์ยังไม่ทันพร่องถึงครึ่ง เสียงเอะอะโวยวายก็ดึงความสนใจของทุกคนในบาร์ ชายผมยาวรุงรังในเสื้อผ้าสีจัดจ้าด สวมลูกประคำที่คอ กำลังโวยวายใส่แฮงค์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ดวงตาเมาลอยกวาดไปทั่วร้าน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เธอ เป็นสายตาหยาบกระด้าง ราวนักล่ากับกำลังเลือกเหยื่อ
ความอึดอัดแล่นวาบไปตามสันหลังของโอลิเวียร์ แต่เธอยังคงนิ่ง ขณะที่บรรยากาศรอบตัวเริ่มตึงขึ้นทีละระดับ
แก้วถูกปาลงกับพื้นแตกกระจาย ชายคนนั้นชี้นิ้วด่าทอแฮงค์อย่างไร้เกียรติ เสียงดังกลบทุกอย่างในบาร์
ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศเหมือนถูกกดให้แน่นขึ้น
แล้วเสียงเก้าอี้ดัง ครืด! ลากกับพื้น ตัดความอึกทึกในบาร์ให้ขาดสะบั้นทุกสายตาหันไปยังต้นเสียง
ชายหนุ่มร่างสูงใต้หมวกสีเข้มก้าวเข้าไปขวางสถานการณ์โดยทันใด เสียงกระซิบกระซ่าบดังแผ่วทั่วบาร์ เพราะทุกคนรู้จักเขาดี
‘ไคล์’ ผู้ชนะงานแข่งม้าของวันนี้
ไหล่กว้างดันร่างผอมบางของอีกฝ่ายจนต้องหดตัว สีหน้าที่เคยกร่าง เปลี่ยนเป็นถอดสี ดวงตาสั่นไหว ก่อนจะหลบสายตาและถอยหลังไปหนึ่งก้าว
เสียงรอบตัวดับวูบ ทุกสายตาจดจ่อไปที่ไคล์
เขาถอดหมวกออกจากศีรษะช้า ๆ ไฟสีอำพันทาบบนสันกรามคม ดวงตาคมกริบเหลือบมาที่โอลิเวียร์เพียงสั้นๆก่อนจะตัดกลับไปเขม็งใส่ชายกร่างตรงหน้า“ที่นี่ไม่ชอบเสียงดัง ออกไปจากที่นี่ซะ”
ชายคนนั้นชะงัก ร่างแข็งทื่อ
มือใหญ่ของไคล์ดันอกเขาเพียงเล็กน้อย แต่แรงนั้นมากพอให้ร่างผอมเซถอยไปหลายก้าว จากนั้นเป้ใบโตถูกโยนใส่ลำตัวอย่างไม่ไว้หน้า“กูบอกให้ออกไป”
คนที่ไม่เกี่ยวข้องไม่มีใครกล้าขยับ ต่างพากันคอหด ก้มลงมองแก้วบนโต๊ะของตัวเอง
แต่สำหรับโอลิเวียร์ ความน่ากลัวของไคล์ไม่ได้เหมือนกับคนเมาที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่หากคือความน่ากลัวของคนที่รู้ชัดว่าตัวเองมีอำนาจอยู่ในมือและจะใช้มันเมื่อจำเป็น
ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และจะไม่ถอยเพียงเพราะใครบางคนอันตรายกว่า หรือเพราะคำพูดสั้น ๆ ที่ตั้งใจจะกดเธอให้ต่ำลง
เธอนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบไหลผ่าน ยกเครื่องดื่มที่เหลือเพียงครึ่งแก้วขึ้นจิบ ไม่มีคำขอบคุณสำหรับไคล์
แม้เธอจะรับรู้ได้ว่าสายตาของเขากดดันเธอเป็นระยะก็ตาม
กรึบสุดท้ายหมดลง แบงก์สีแดงถูกวางบนเคาน์เตอร์อย่างเรียบร้อย“ขอบคุณค่ะ แฮงค์”
ร่างเพรียวลุกขึ้นยืนอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงเสียงรบกวนที่ผ่านเข้ามาในค่ำคืนนั้นแล้วก็หายไปทว่าในจังหวะที่เธอก้าวออกห่าง โอลิเวียร์รู้ดีว่า สายตาเข้มคู่นั้นยังคงติดตามอยู่ไม่คลาด
และการที่เธอ รู้…แต่ไม่หันกลับไป อาจเป็นคำท้าทายที่ชัดเจนที่สุด ในค่ำคืนนั้น
ในขณะที่อีกซีกโลกหมุนไปอย่างเร่งรีบ แต่ที่นี่กลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทั้งที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันโอลิเวียร์เดินทอดน่องเลียบลำธาร ไปอย่างช้าๆด้วยหัวใจอิ่มเอม กระโปรงยาวปัดไล้ข้อเท้าแผ่วเบา พลางอมยิ้มขณะอ่านจดหมายจากซูซานที่เล่าถึงชีวิตในนิวยอร์กซึ่งกำลังไปได้สวย งานใหม่ และชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเริ่มคบหาความอบอุ่นและความงดงามจากถ้อยคำเหล่านั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ จนเธอเผลอลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองเดินลึกเข้ามาไกลเพียงใด แม้ลึกลงไปในใจจะรู้ดีว่า แท้จริงแล้วเธอยังอยู่ไม่ห่างจากบ้านพักนักก็ตามจนกระทั่งสายตาเหลือบเห็นใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่ใบร่มรื่นที่ราวเชิญเธอเข้าใกล้ ให้ทิ้งตัวเอนหลังอย่างผ่อนคลาย.. แต่ทว่าเมื่ออ่านจบ ปลายนิ้วลดกระดาษลง และเพียงในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นแผ่นหลังกว้างของใครบางคนปรากฏอยู่ตรงหน้า กลางลำธารที่สายน้ำไหลเอื่อยสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนจา
เสียงคึกคักยามเช้าดังก้องไปทั่วตลาดนัดท้ายตำบล ทั้งเสียงพูดคุย ต่อรองราคา ไปจนถึงการจับกลุ่มซุบซิบนินทาของชาวบ้าน ซึ่งนับเป็นแหล่งข่าวชั้นดีของผู้คนในละแวกนั้นทันทีที่โอลิเวียร์ก้าวลงจากรถเบนซ์สีเขียวเข้ม เสียงจอแจในตลาดก็แผ่วลง ราวกับการปรากฏตัวของเธอดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมาเพ่งมอง การแต่งกายและท่าทางอันมาดมั่นนั้น แตกต่างจากหญิงสาวชาวบ้านในชนบทแถบนี้อย่างสิ้นเชิงเธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว พับแขนขึ้นถึงศอก สอดชายเสื้อเรียบร้อยในกางเกงเอวสูง คาดเข็มขัดหนังเรียบ ผิวพรรณสะอาดตาของเธอโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านเธอเดินตรงเข้าไปที่แผงขายผัก “สวัสดีค่ะ คุณป้าคะ” เธอพยายามเรียกความสนใจจากแม่ค้าที่กำลังก้มหน้าคัดผักอยู่หน้าแผง ทว่าอีกฝ่า
‘ไม่มีเวลามากพอให้คิดถึงเรื่องอื่น เธอรู้ดีว่าวันนี้ต้องเริ่ม’ความมั่นใจและความมุ่งมั่นของโอลิเวียร์ยังคงเต็มเปี่ยมแผนงานที่เคยเป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษเริ่มเป็นรูปเป็นร่างสมุดโน้ตเปิดคาไว้ในมือ ปลายปากกาจรดจุดเริ่มต้นลงไป ทีละบรรทัด“เรือนรับรองด้านหลัง คือสิ่งแรกที่ต้องซ่อมแซมและปรับปรุง” นั่นคือแผนงานของวันนี้ทว่าในเวลานี้ ดวงอาทิตย์ตั้งตรง แดดร้อนระอุไม่ต่างจากอกของเธอที่กำลังรุ่มร้อน เมื่อชาวไร่แถบนี้ที่เธอว่าจ้างให้มารื้อถอนหญ้าเถาวัลย์และทำความสะอาดกลับหายเงียบ ทั้งที่เมื่อวานยังรับป
แสงไฟสีทองหม่นเหนือเคาน์เตอร์สาดลงบนบาร์ไม้เก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน กลิ่นเหล้าผสมควันบุหรี่บาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศแฮงค์ เจ้าของบาร์ในเสื้อกั๊กหนังสีเข้ม ยืนประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาวางแก้วลงตรงหน้าโอลิเวียร์ด้วยสีหน้าเรียบ “เธอคือลูกสาวตระกูลกรีนเวลล์สินะ”โอลิเวียร์ขยับคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าข่าวการกลับมาของเธอแพร่ไปไวราวกับไฟลามทุ่ง“ใช่ค่ะ ฉันโอลิเวียร์ ”แฮงค์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังนับจังหวะบางอย่างในหัว“ฉันรู้จักกรีนเวลล์…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง“แต่เรื่องมันผ่านมาหลายสิบปีแล้ว”
โอลิเวียร์หันไปตามเสียงเรียก…เซล์ย น็อกซ์ ยืนอยู่ตรงหน้า ใกล้กว่าที่เธอคาดไว้มาก จนเธอสะดุ้ง เผลอก้าวถอยไปครึ่งก้าว ก่อนจะรีบเก็บอาการแล้วเอ่ยทักตามมารยาท“สวัสดีค่ะ”ทว่า แม้จะยืนอยู่ตรงหน้าอีกคน ใจของเธอกลับยังคงวนเวียนอยู่ที่สนาม ความรู้สึกบางอย่างเร่งเร้าไม่หยุด จนเธอต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง…แต่ในวินาทีนั้น ไคล์กลับหายไปแล้ว เหลือเพียงฝุ่นดินที่ยังลอยคละคลุ้งและความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ“ขออภัยด้วยนะครับ หากการแข่งขันวันนี้ไม่ถูกใจคุณ โดยเฉพาะเมื่อถ้วยรางวัลไม่ได้อยู่ในมือคนที่เหมาะสม” เซล์ยพูดด้วยน้ำเสียงประดิษฐ์ ชวนอึดอัดโอลิเวียร์ครุ่นคิดสองสามวิ ก่อนจะตอบกลับอย่างเร
ไคล์กำแก้ววิสกี้แน่น ดวงตาคมทอดมองไปยังเชิงเนินอีกฝั่งอย่างไม่วางตา ชื่อ “กรีนเวลล์” ผุดขึ้นมาในความคิด ราวกับเงามืดที่คอยเกาะกินเขาไม่ยอมปล่อยแสงไฟจากเรือนไม้ส่องวูบไหว ควันจากปล่องไฟลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า คล้ายความแค้นที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอกของเขา ไม่เคยจางหายสำหรับไคล์ นี่ไม่ใช่แค่การซื้อที่ดินผืนนั้นคืน แต่มันคือการทวงคืน และทำให้กรีนเวลล์ต้องชดใช้อย่างสาสมในเวลาเดียวกัน ภายในบ้านหลังนั้นที่เขาจ้องมองอยู่ โอลิเวียร์นั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้ เธอเปิดแผนงานและโฉนดขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง“ทุกอย่างเรียบร้อยดี… ไม่มีอะไรต้องกังวล” เธอพึมพำแผ่วเบาพลางปลายนิ้วไล่ไปตามรายละเอียดบนกระดาษอย่างช้า ๆแผนนี้ถูกคิดมาอย่างรอบคอบ มันควรเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่มั่นคงและค่อยเป็นค่อยไปในขอบเขตที่เธอควบคุมได้ไม่ใช่สิ่







