LOGIN‘ไม่มีเวลามากพอให้คิดถึงเรื่องอื่น เธอรู้ดีว่าวันนี้ต้องเริ่ม’
ความมั่นใจและความมุ่งมั่นของโอลิเวียร์ยังคงเต็มเปี่ยม
แผนงานที่เคยเป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษเริ่มเป็นรูปเป็นร่างสมุดโน้ตเปิดคาไว้ในมือ ปลายปากกาจรดจุดเริ่มต้นลง
ไป ทีละบรรทัด“เรือนรับรองด้านหลัง คือสิ่งแรกที่ต้องซ่อมแซมและปรับปรุง”
นั่นคือแผนงานของวันนี้ทว่าในเวลานี้ ดวงอาทิตย์ตั้งตรง แดดร้อนระอุไม่ต่างจากอกของเธอที่กำลังรุ่มร้อน เมื่อชาวไร่แถบนี้ที่เธอว่าจ้างให้มารื้อถอนหญ้าเถาวัลย์และทำความสะอาดกลับหายเงียบ ทั้งที่เมื่อวานยังรับปากกันไว้อย่างมั่นเหมาะ
“เกิดอะไรขึ้นนะ ทำไมพวกเขายังไม่มากันสักที…”
เสียงพึมพำอย่างหงุดหงิดเล็ดลอดออกจากริมฝีปาก ก่อนเธอจะถอนหายใจเฮือกใหญ่
ความมั่นใจในยามเช้าค่อย ๆ ถูกความหงุดหงิดบางอย่างกดทับลงเงียบ ๆ แต่ไม่ว่ายังไง แผนงานของวันนี้ก็ต้องเริ่มต้น
เธอไม่ลังเล รีบเตรียมตัวในชุดที่พร้อมลุย อย่างน้อยเธอจะไม่เป็นคนที่ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม
แม้จะเป็นแพทย์ฉุกเฉินจากนิวยอร์ก แต่งานใช้แรงแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอคุ้นเคยนัก มือบางพยายามดึงเถาวัลย์ออกอย่างทุลักทุเล ไม่นานแขนก็เริ่มล้า เหงื่อไหลอาบกรอบหน้า เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อ หายใจหนักจนไม่ทันสังเกตความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นใกล้ตัว
เพียงเสี้ยววินาที งูตัวเขื่องเขียวจัดพลุงพรวดไปอย่างรวดเร็ว
ความตกใจฉับพลันพุ่งวาบขึ้นทั่วร่าง หัวใจเต้นแรงจนเหมือนเลือดสูบฉีดไปทุกอณู เธอกระชากตัวเองถอยหลัง ก่อนจะเสียหลักล้มลงบนพื้นหญ้า
หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก
เธอปล่อยร่างนอนราบไปกับพื้น สูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อปรับจังหวะให้กลับเป็นปกติ ก่อนจะค่อย ๆ ดันตัวเองลุกขึ้น เดินไปยังลำธาร กวักน้ำล้างหน้าเพื่อคลายอารมณ์ที่ยังปั่นป่วน
ท่ามกลางความเงียบของช่วงบ่าย
เสียงม้าสะบัดเท้าดังรัวมาจากอีกฝั่ง ดึงสายตาเธอให้เงยขึ้นไปมอง
ที่นั่น การฝึกขี่ม้าดำเนินไปอย่างจริงจัง ไคล์เป็นคนคุมการฝึก สายตาแน่วแน่คอยจับทุกจังหวะ
ภาพที่เขาลูบคอม้าอย่างแผ่วเบา ทำให้ความหงุดหงิดในใจเธอสั่นไหว แปรเปลี่ยนเป็นคำถามบางอย่าง…คำถามที่ไม่ควรเกิดขึ้น
แต่ทันทีที่สายตาของเขาฟาดมาทางเธอ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ความอ่อนโยนนั้นหายวับ เหลือเพียงความเย็นชาที่เหมือนตั้งใจให้เธอรับรู้โอลิเวียร์เบือนหน้าหนี ฟันกรามขบแน่น ลุกกลับไปจับเครื่องมืออีกครั้ง ถอนหญ้าและเถาวัลย์ต่ออย่างดื้อดึง ราวกับไม่ยอมให้ใคร หรืออะไรบางอย่าง มาบอกว่าเธอควรถอย
จนกระทั่งความมืดกลืนกินพื้นที่ทั้งหมด
ที่ฝั่งตรงข้าม ไฟสีส้มทองจุดติดขึ้นทีละดวงตามแนวรั้วบ้าน
ราวกับสัญญาณสิ้นสุดวันของโอลิเวียร์
เงียบงันพอ ๆ กับระยะห่างระหว่างสองฝั่ง
แต่ฟากนี้ ไร่ ไวท์มอร์ คืนนี้ยังไม่จบ
“เสร็จแล้วใช่ไหม
เอารถออก เดี๋ยวเข้าไปในเมือง”
โอเว่นกับแจ๊ค ทำตาโตใส่กันอย่างปละหลาดใจราวกับไม่ทันตั้งตัวกับคำสั่งนั้นแต่ไม่มีใครถามอะไรต่อ
ทั้งสองรีบทำตามคำสั่ง ขึ้นรถไปอย่างว่าง่าย
ไม่นาน รถก็หยุดลง หน้าโคมสีแดงหน้าที่กระพริบถี่เหมือนกำลังเรียกชายหนุ่มเข้าไปค้นหาบางอย่าง
ไคล์เดินเข้ามาพร้อมลูกน้อง นั่งลงเหมือนคนอื่น สายตาของเขามองผ่านผู้หญิงที่เดินไปมา ราวกับทั้งหมดเป็นเพียงฉากหลัง เสียงเพลงจากแผ่นเสียงหมุนคลอเบา ปะปนกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูซ้ำซาก
เสียงแก้วน้ำสีทองหม่นกระทบเต้าน์เตอร์ซ้ำๆ เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆโอเว่น กับแจ๊คเริ่มผ่อนคลาย หญิงสาวในชุดวาบหวาวแต่งหน้าเข้มจัดปรนเปรออย่ามืออาชีพจนทั้งสองตามแรงดึงหายลับเข้าไปหลังม่าน
แต่ในขณะที่ไคล์ยกแก้วขึ้นด้วยสายตาไร้อารมณ์ แต่แล้ว
หญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาใกล้สบตาเข้มเหมือนคุ้นชินกระซิบบางอย่างข้างหู เขาปรายตามองเธอราวกับสิ่งท้าทายเพียงชั่วคราวก่อนว่าง เงินปึกหนึ่ง ลงบนโต๊ะมากเกินกว่าที่จำเป็นไม่กี่นาทีถัดมาแผ่นหลังของชายหนุ่มเผยรอยแผลเป็นอยู่เหนือร่างบางที่เคลื่อนไหวอย่างช่ำชอง
สำหรับไคล์ ไม่มีความรู้สึกใด หลงเหลืออยู่ มีเพียงแรงที่อัดแน่นในร่างกาย และหัวใจที่เต้นแรง ดุดัน ราวกับม้าที่ถูกเร่งจนไม่รู้จักหยุด
ผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่ใครสำหรับเขา เป็นเพียงทางระบายอารมณ์ที่อัดอั้นเท่านั้น แต่เสียงร้องโหยหวนของเธอกลับแทรกเข้ามา ฉุดเขาดิ่งกลับสู่อดีตอย่างฉับพลัน ราวกับฉากหนึ่งในละครที่ไม่เคยจบ
ภาพแม่ที่เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ภาพเด็กชายที่ถูกทิ้งไว้กลางคอกม้าอย่างโดดเดี่ยว และเสียงร้องไห้กลางดึกที่ไม่มีใครได้ยิน ทุกอย่างกระแทกเข้ามาที่อกจนความรู้สึกบางอย่างสะดุดลง เหมือนถูกกดปุ่มปิด
“หยุด..”
“พอได้แล้ว”ความเด็ดขาดนั้นทำให้อีกฝ่ายรีบผละออกอย่างลนลาน ไคล์ดันตัวเองลุกขึ้น สวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะผลักประตูออกไป
ร่างสูงก้าวฉับ ๆ ไปตามทางเดินกำปั้นทุบลงบนบานประตูทีละห้อง เสียงดังกร้าว
“โอเว่น”
“แจ๊ค”ประตูหนึ่งเปิด
ตามมาด้วยอีกบานคำสั่งมีเพียงคำเดียว
“กลับ!”ในขณะที่อีกซีกโลกหมุนไปอย่างเร่งรีบ แต่ที่นี่กลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทั้งที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันโอลิเวียร์เดินทอดน่องเลียบลำธาร ไปอย่างช้าๆด้วยหัวใจอิ่มเอม กระโปรงยาวปัดไล้ข้อเท้าแผ่วเบา พลางอมยิ้มขณะอ่านจดหมายจากซูซานที่เล่าถึงชีวิตในนิวยอร์กซึ่งกำลังไปได้สวย งานใหม่ และชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเริ่มคบหาความอบอุ่นและความงดงามจากถ้อยคำเหล่านั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ จนเธอเผลอลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองเดินลึกเข้ามาไกลเพียงใด แม้ลึกลงไปในใจจะรู้ดีว่า แท้จริงแล้วเธอยังอยู่ไม่ห่างจากบ้านพักนักก็ตามจนกระทั่งสายตาเหลือบเห็นใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่ใบร่มรื่นที่ราวเชิญเธอเข้าใกล้ ให้ทิ้งตัวเอนหลังอย่างผ่อนคลาย.. แต่ทว่าเมื่ออ่านจบ ปลายนิ้วลดกระดาษลง และเพียงในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นแผ่นหลังกว้างของใครบางคนปรากฏอยู่ตรงหน้า กลางลำธารที่สายน้ำไหลเอื่อยสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนจา
เสียงคึกคักยามเช้าดังก้องไปทั่วตลาดนัดท้ายตำบล ทั้งเสียงพูดคุย ต่อรองราคา ไปจนถึงการจับกลุ่มซุบซิบนินทาของชาวบ้าน ซึ่งนับเป็นแหล่งข่าวชั้นดีของผู้คนในละแวกนั้นทันทีที่โอลิเวียร์ก้าวลงจากรถเบนซ์สีเขียวเข้ม เสียงจอแจในตลาดก็แผ่วลง ราวกับการปรากฏตัวของเธอดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมาเพ่งมอง การแต่งกายและท่าทางอันมาดมั่นนั้น แตกต่างจากหญิงสาวชาวบ้านในชนบทแถบนี้อย่างสิ้นเชิงเธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว พับแขนขึ้นถึงศอก สอดชายเสื้อเรียบร้อยในกางเกงเอวสูง คาดเข็มขัดหนังเรียบ ผิวพรรณสะอาดตาของเธอโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านเธอเดินตรงเข้าไปที่แผงขายผัก “สวัสดีค่ะ คุณป้าคะ” เธอพยายามเรียกความสนใจจากแม่ค้าที่กำลังก้มหน้าคัดผักอยู่หน้าแผง ทว่าอีกฝ่า
‘ไม่มีเวลามากพอให้คิดถึงเรื่องอื่น เธอรู้ดีว่าวันนี้ต้องเริ่ม’ความมั่นใจและความมุ่งมั่นของโอลิเวียร์ยังคงเต็มเปี่ยมแผนงานที่เคยเป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษเริ่มเป็นรูปเป็นร่างสมุดโน้ตเปิดคาไว้ในมือ ปลายปากกาจรดจุดเริ่มต้นลงไป ทีละบรรทัด“เรือนรับรองด้านหลัง คือสิ่งแรกที่ต้องซ่อมแซมและปรับปรุง” นั่นคือแผนงานของวันนี้ทว่าในเวลานี้ ดวงอาทิตย์ตั้งตรง แดดร้อนระอุไม่ต่างจากอกของเธอที่กำลังรุ่มร้อน เมื่อชาวไร่แถบนี้ที่เธอว่าจ้างให้มารื้อถอนหญ้าเถาวัลย์และทำความสะอาดกลับหายเงียบ ทั้งที่เมื่อวานยังรับป
แสงไฟสีทองหม่นเหนือเคาน์เตอร์สาดลงบนบาร์ไม้เก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน กลิ่นเหล้าผสมควันบุหรี่บาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศแฮงค์ เจ้าของบาร์ในเสื้อกั๊กหนังสีเข้ม ยืนประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาวางแก้วลงตรงหน้าโอลิเวียร์ด้วยสีหน้าเรียบ “เธอคือลูกสาวตระกูลกรีนเวลล์สินะ”โอลิเวียร์ขยับคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าข่าวการกลับมาของเธอแพร่ไปไวราวกับไฟลามทุ่ง“ใช่ค่ะ ฉันโอลิเวียร์ ”แฮงค์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังนับจังหวะบางอย่างในหัว“ฉันรู้จักกรีนเวลล์…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง“แต่เรื่องมันผ่านมาหลายสิบปีแล้ว”
โอลิเวียร์หันไปตามเสียงเรียก…เซล์ย น็อกซ์ ยืนอยู่ตรงหน้า ใกล้กว่าที่เธอคาดไว้มาก จนเธอสะดุ้ง เผลอก้าวถอยไปครึ่งก้าว ก่อนจะรีบเก็บอาการแล้วเอ่ยทักตามมารยาท“สวัสดีค่ะ”ทว่า แม้จะยืนอยู่ตรงหน้าอีกคน ใจของเธอกลับยังคงวนเวียนอยู่ที่สนาม ความรู้สึกบางอย่างเร่งเร้าไม่หยุด จนเธอต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง…แต่ในวินาทีนั้น ไคล์กลับหายไปแล้ว เหลือเพียงฝุ่นดินที่ยังลอยคละคลุ้งและความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ“ขออภัยด้วยนะครับ หากการแข่งขันวันนี้ไม่ถูกใจคุณ โดยเฉพาะเมื่อถ้วยรางวัลไม่ได้อยู่ในมือคนที่เหมาะสม” เซล์ยพูดด้วยน้ำเสียงประดิษฐ์ ชวนอึดอัดโอลิเวียร์ครุ่นคิดสองสามวิ ก่อนจะตอบกลับอย่างเร
ไคล์กำแก้ววิสกี้แน่น ดวงตาคมทอดมองไปยังเชิงเนินอีกฝั่งอย่างไม่วางตา ชื่อ “กรีนเวลล์” ผุดขึ้นมาในความคิด ราวกับเงามืดที่คอยเกาะกินเขาไม่ยอมปล่อยแสงไฟจากเรือนไม้ส่องวูบไหว ควันจากปล่องไฟลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า คล้ายความแค้นที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอกของเขา ไม่เคยจางหายสำหรับไคล์ นี่ไม่ใช่แค่การซื้อที่ดินผืนนั้นคืน แต่มันคือการทวงคืน และทำให้กรีนเวลล์ต้องชดใช้อย่างสาสมในเวลาเดียวกัน ภายในบ้านหลังนั้นที่เขาจ้องมองอยู่ โอลิเวียร์นั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้ เธอเปิดแผนงานและโฉนดขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง“ทุกอย่างเรียบร้อยดี… ไม่มีอะไรต้องกังวล” เธอพึมพำแผ่วเบาพลางปลายนิ้วไล่ไปตามรายละเอียดบนกระดาษอย่างช้า ๆแผนนี้ถูกคิดมาอย่างรอบคอบ มันควรเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่มั่นคงและค่อยเป็นค่อยไปในขอบเขตที่เธอควบคุมได้ไม่ใช่สิ่







