Masukเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงที่ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพร พลอยชมพูบรรจงกดจุดสุดท้ายที่ข้อเท้าของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบาก่อนจะถอยห่างออกมาเล็กน้อย
"นวดฝ่าเท้าเรียบร้อยแล้วค่ะ" เธอเอ่ยเสียงเบาพลางเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่บนโซฟา "เชิญคุณลูกค้าเปลี่ยนไปนอนที่เตียงนวดด้านโน้นนะคะ ดิฉันจะเริ่มขั้นตอนการนวดตัวค่ะ" ปรินทร์พยักหน้าช้า ๆ เขารู้สึกเบาสบายเท้าอย่างประหลาดจนต้องยอมรับในฝีมือของหญิงสาวตรงหน้า ชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูงก่อนจะเดินไปเอนตัวลงนอนบนเตียงนวดที่ปูด้วยผ้าปูสีขาวสะอาดตาตามคำแนะนำ เมื่อชายหนุ่มจัดท่าทางเข้าที่ พลอยชมพูก็เริ่มลงมือนวดแผนไทยตามแบบฉบับที่มารดาของเธอเคยพร่ำสอนมาตั้งแต่เด็ก มือเรียวเริ่มกดนวดไปตามแนวเส้นบนร่างกายของชายหนุ่มด้วยจังหวะที่หนักแน่น ทุกจุดที่นิ้วโป้งของเธอกดลงไปคล้ายจะปลดล็อกความเมื่อยล้าที่สะสมมานานให้มลายหายไป ปรินทร์ลอบสูดลมหายใจลึกเมื่อสัมผัสถึงความร้อนจากฝ่ามืออุ่นที่ทาบลงบนแผ่นหลังกว้าง พลังบางอย่างจากปลายนิ้วของหญิงสาวทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเหนื่อยล้าที่แบกไว้บนบ่าข้ามปีดูเหมือนจะถูกปลิดทิ้งไปในชั่วพริบตา จนในที่สุดเปลือกตาที่หนักอึ้งก็ค่อย ๆ ปิดลง ชายหนุ่มจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอันแสนสงบไปพร้อมกับสัมผัสอันหนักแน่นนั้น เวลาผ่านไปจนล่วงเข้าสู่ช่วงท้ายของคอร์ส พลอยชมพูค่อย ๆ ถอยห่างออกมาจัดระเบียบร่างกายให้เข้าที่ ก่อนจะโน้มตัวลงไปใกล้คนร่างสูงที่ยังคงหลับสนิท "คุณลูกค้าคะ...เรียบร้อยแล้วค่ะ" เสียงหวานที่เอ่ยปลุกเบา ๆ ทำให้ปรินทร์ค่อย ๆ รู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาในความสลัวของห้อง เขาเผลอขยับแขนและขาออกแรงยืดเหยียดร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพบกับความประหลาดใจที่ร่างกายซึ่งเคยหนักกลับเบาสบายราวกับได้เปลี่ยนร่างใหม่ "รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างคะ" พลอยชมพูถามพลางขยับถอยออกไปยืนข้างเตียง ปรินทร์ยันกายลุกขึ้นนั่งพลางสำรวจความคล่องตัวของตัวเอง เขาจ้องมองไปยังหญิงสาวตัวเล็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่ทึ่งในความสามารถ ไม่น่าเชื่อว่ามือเรียวบางคู่นี้จะมีเรี่ยวแรงมหาศาลและรู้น้ำหนักในการกดจุดได้แม่นยำขนาดนี้ "ดีมากครับ...เกินคาดจริง ๆ" "ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ เชิญคุณลูกค้าเปลี่ยนชุดตามสบายได้เลยค่ะ" พลอยชมพูค้อมตัวลง ตามมารยาท ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้องรับรองไป "เดี๋ยวก่อนครับ" เสียงทุ้มที่รั้งไว้ทำให้เท้าเล็กชะงักกึกเธอกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะหันกลับมามองชายหนุ่มที่ตอนนี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "มีอะไรหรือเปล่าคะคุณลูกค้า" ชายหนุ่มไม่ตอบแต่เดินตรงไปยังโต๊ะข้างหัวเตียงที่เขาวางกระเป๋าสตางค์ไว้ เขาเปิดมันออกแล้วหยิบธนบัตรสีเทาปึกหนึ่งออกมา ก่อนจะเดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าพนักงานสาวแล้วยื่นให้ "นี่ทิปครับ...สำหรับความตั้งใจของคุณในวันนี้" พลอยชมพูยื่นมือไปรับมาพร้อมกับไหว้ขอบคุณ "ขอบพระคุณมากนะคะคุณลูก..." ทว่าคำพูดของเธอกลับหยุดชะงักไปกลางคัน เมื่อก้มลงมองจำนวนเงินในมือ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทจำนวนห้าใบวางซ้อนกันอยู่ "ห้า...ห้าพันเลยเหรอคะ!" พลอยชมพูละล่ำละลักถามเสียงสั่น พลางก้มมองธนบัตรสีเทาห้าใบในมือด้วยหัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก 'ห้าพันบาท!' เธออุทานก้องอยู่ในความคิด ความรู้สึกตื้นตันแล่นปราดไปทั่วร่าง ยอดเงินจำนวนนี้มันมากที่สุดตั้งแต่ที่เธอเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่อาชีพนี้มาเลยด้วยซ้ำ สำหรับคนอื่น เงินก้อนนี้อาจจะแค่ค่าอาหารมื้อเดียวในร้านหรู แต่สำหรับเธอ... มันคือค่าเทอมส่วนที่เหลือของ มุกดาที่เธอกำลังมืดแปดด้านพอดี หรืออาจจะเป็นค่ากับข้าวดี ๆ ให้ที่บ้านได้เกือบทั้งเดือน ความดีใจที่มาพร้อมความซาบซึ้งทำให้ขอบตาของหญิงสาวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ "ครับ...หรือว่ามันน้อยไป?" เสียงทุ้มที่เอ่ยถามราบเรียบทำให้พลอยชมพูสะดุ้งหลุดจากภวังค์ความคิด "ไม่ใช่ค่ะ! ไม่ใช่แบบนั้นนะคะคุณลูกค้า" เธอรีบปฏิเสธพัลวัน "มันเยอะมากจนดิฉันตั้งตัวไม่ถูกต่างหากค่ะ ดิฉันไม่รู้จะขอบคุณคุณลูกค้ายังไงดี" ปรินทร์มองท่าทางลนลานที่ปนไปด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิดของหญิงสาวตรงหน้า สายตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังสำรวจอะไรบางอย่างในตัวเธอ ความซื่อตรงที่แสดงออกมาผ่านสีหน้าโดยไม่เสแสร้ง ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจอย่างประหลาด "รับไปเถอะครับ ผมให้เพราะพอใจในฝีมือของคุณ...และผมคิดว่ามันคุ้มค่าแล้ว" ชายหนุ่มตัดบทสั้น ๆ ก่อนจะเดินกลับไปหยิบเสื้อสูทที่พาดไว้มาถือพาดแขน เตรียมตัวจะเปลี่ยนกลับเป็นชุด ทว่าก่อนที่พลอยชมพูจะทันได้ก้าวออกจากห้อง เสียงทุ้มลึกของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง "แล้วคุณ...ชื่ออะไร" พลอยชมพูชะงักฝีเท้า หันกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง "ดิฉันชื่อ... พลอยชมพูค่ะ" ปรินทร์นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ทวนชื่อนั้นในใจช้า ๆ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ "พลอยชมพู...ชื่อเพราะดีนะครับ" "ขอบพระคุณค่ะ" หญิงสาวก้มหน้ารับคำชมนั้นด้วยความประหม่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่ "ครั้งหน้าถ้าผมมาที่นี่อีก ผมจะได้เรียกถูกคน..." เขาเว้นจังหวะพลางใช้สายตาคมเข้มจดจ้องใบหน้าหวานราวกับจะบันทึกทุกรายละเอียดไว้ "ผมไม่ค่อยชอบเปลี่ยนคนนวดบ่อย ๆ ถ้าเจอคนที่ถูกใจแล้ว...ผมก็อยากจะนวดกับคนเดิมไปตลอด" คำว่าถูกใจและคนเดิมไปตลอด ทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเสียดื้อ ๆ พลอยชมพูรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติ "ค่ะ... ถ้าคุณลูกค้ามาครั้งหน้า แจ้งพนักงานแอดมินด้านหน้าได้เลยนะคะว่าต้องการนวดกับพลอย...เอ่อ ดิฉันยินดีให้บริการค่ะ" "ครับ...ผมจะจำไว้" ปรินทร์ยกยิ้มมุมปากเพียงนิด "คุณไปพักเถอะ" พลอยชมพูค้อมตัวลงลาอีกครั้งก่อนจะรีบก้าวออกจากห้องรับรองสุดหรูนั้นมา ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศด้านนอกปะทะใบหน้า แต่เธอกลับรู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างยังคงร้อนผ่าวไม่หาย มือบางกระชับเงินห้าพันบาทในกระเป๋าไว้แน่น... เงินก้อนนี้ที่จะช่วยต่อลมหายใจให้น้องสาวของเธอ และคำพูดทิ้งท้ายของชายหนุ่มที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว นาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง เป็นเวลาเลิกงานที่พลอยชมพูรอคอย ร่างบางในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ก้าวเดินไปตามทางเท้าที่คุ้นเคย มุ่งหน้าสู่ตลาดนัดกลางคืนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านที่ทำงานอยู่ ท่ามกลางกลิ่นหอมของอาหารคาวหวานที่ลอยอบอวล พลอยชมพูเดินตรงไปยังโซนขนมไทยเจ้าประจำที่มักจะมีคนยืนต่อคิวรออยู่เสมอ "ป้าคะ เอาบัวลอยไข่หวานสองถุงค่ะ แล้วก็ขนมถ้วยอีกสองกล่องค่ะ" เธอสั่งเสียงใสพลางหยิบเงินจากกระเป๋าขึ้นมาจ่าย ในใจนึกถึงใบหน้าของ มุกดาน้องสาวของเธอ ที่ชื่นชอบของหวานเป็นชีวิตจิตใจ ความเหนื่อยล้าจากการนวดมาเกือบทั้งวันดูจะทุเลาลงเพียงแค่นึกถึงรอยยิ้มของน้องสาวที่จะได้กินขนมอร่อย ๆ หลังจากตรากตรำอ่านหนังสือสอบมาหลายชั่วโมง เมื่อได้ถุงขนมหวานและผลไม้หิ้วเต็มมือ พลอยชมพูก็เดินลัดเลาะมายังหน้าปากซอย ซึ่งมีวินมอเตอร์ไซค์จอดเรียงรายกันอยู่ "ไปซอยสิบค่ะพี่" เธอก้าวขึ้นซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์อย่างคล่องแคล่ว กิจวัตรประจำวันที่แสนเรียบง่ายดำเนินไปอย่างปกติ ลมเย็น ๆ ที่ปะทะใบหน้าขณะรถเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนที่พลุกพล่าน ทำให้เธอเผลอนึกถึงแววตาคมกริบของลูกค้าหนุ่มคนนั้น ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ พลอยชมพูสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางมองแสงไฟข้างทางที่ผ่านตาไป... พรุ่งนี้ชีวิตของเธอก็ยังต้องดำเนินต่อไป แต่ลึก ๆ ในใจกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างที่เริ่มไม่เหมือนเดิมนับตั้งแต่ที่เธอได้พบกับเขาคนนั้น ‘ไม่ได้ ๆ ยัยพลอย... เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว’ เธอรีบสะบัดหน้าเบา ๆ เพื่อไล่ภาพดวงตาคมกริบคู่นั้นออกไปจากหัวสมอง หัวใจที่เต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ถูกบังคับให้กลับมาอยู่ในร่องในรอยเดิม "ถึงแล้วครับ" เสียงพี่วินมอเตอร์ไซค์ปลุกเธอออกจากภวังค์ พลอยชมพูลงจากรถและหยิบเงินจ่ายค่าโดยสารอย่างคุ้นชิน ก่อนจะเดินมาหยุดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง... บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ที่มีร่องรอยความเก่าไปตามกาลเวลาแต่กลับดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก บ้านหลังนี้คือหยาดเหงื่อแรงงานที่พ่อกับแม่ช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยความรักก่อนที่ท่านจะจากไป ตอนนี้มันจึงเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของเธอกับน้องสาว "พี่พลอยกลับมาแล้วเหรอคะ" เสียงใส ๆ ของมุกดาดังแว่วออกมาจากในบ้านที่เปิดไฟสีส้มสลัวไว้รอพี่สาว พลอยชมพูยิ้มออกมาทันที ความเหนื่อยล้าจากการนวดตลอดทั้งวันดูเหมือนจะจางหายไปเพียงแค่ได้ยินเสียงคนที่เธอสู้ทนทำงานหนักเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ เธอก้าวเท้าเข้าไปในตัวบ้าน กลิ่นหอมกรุ่นของกับข้าวที่คุ้นเคยลอยมาปะทะจมูก เป็นกลิ่นอาหารที่มุกดาตั้งใจทำรอไว้ให้พี่สาวเหมือนทุกวัน พลอยชมพูเดินตรงไปยังโต๊ะกับข้าวที่มีฝาชีครอบไว้ "หอมจังเลย...วันนี้ทำอะไรกินเนี่ย" พลอยชมพูเอ่ยชมพร้อมกับวางถุงขนมหวานและผลไม้ที่แวะซื้อมาฝากน้องสาวลงบนโต๊ะข้าง ๆ กัน สายตาของเธอเหลือบมองไปที่จานอาหารที่วางอยู่ กับข้าวยังคงเต็มจานไม่มีร่องรอยของการตักกินเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นทำให้หัวใจของคนเป็นพี่เริ่มขรึมลง "นี่มุกยังไม่ได้ทานข้าวเหรอ" พลอยชมพูหันไปถามน้องสาวที่เดินเข้ามาหา ดวงตาคู่สวยฉายแววดุแกมเป็นห่วง เพราะเธอรู้ดีว่าคนป่วยอย่างมุกดาไม่ควรจะปล่อยให้ท้องว่างหรือทานข้าวผิดเวลา "ก็มุกอยากรอทานพร้อมพี่พลอยนี่นา... วันนี้พี่พลอยกลับดึก มุกอุ่นกับข้าวรอไว้หลายรอบเลย" มุกดายิ้มประจบพลางเข้ามาเกาะแขนพี่สาว พลอยชมพูเห็นความตั้งใจของน้องแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว ความโกรธเคืองจางหายไปเหลือเพียงความสงสารและรักสุดหัวใจ เธอเอื้อมมือไปลูบหัวน้องสาวเบา ๆ "คราวหลังไม่ต้องรอพี่ดึกขนาดนี้นะมุก ถ้าหิวก็ทานก่อนได้เลย เดี๋ยวโรคหัวใจจะกำเริบเอา... มา ๆ งั้นมาทานพร้อมกันเลย พี่ซื้อบัวลอยเจ้าอร่อยที่มุกชอบมาฝากด้วยนะ" "ขอบคุณค่ะ พี่พลอยนี้รู้ใจมุกสุด ๆ ไปเลย" พลอยชมพูมองร่างบอบบางของน้องสาวที่กำลังช่วยจัดจานข้าวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความวิตก แม้มุกดา จะอายุสิบห้าปีแล้ว แต่ร่างกายกลับดูเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยสดใสบ่อยครั้งจะดูซีดเซียว และริมฝีปากที่บางครั้งก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำยามที่อาการกำเริบ "มุกไปนั่งเถอะ เดี๋ยวพี่จัดการเอง" พลอยรีบดึงจานจากมือน้องสาว เพราะรู้ดีว่า โรคหัวใจและอาการหอบ ที่มุกดาเป็นอยู่นั้นรุนแรงแค่ไหน สำหรับเด็กวัยนี้ การเล่นกับเพื่อนหรือการทำงานบ้านหนัก ๆ เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับมุกดา แค่เดินขึ้นบันไดบ้านหรือยืนทำกับเข้านานเกินไป ก็ทำให้เธอหายใจติดขัดและเหนื่อยหอบแล้ว พลอยจึงต้องคอยย้ำเสมอว่าห้ามทำอะไรที่เกินตัวเด็ดขาด "มุกไม่ได้ทำอะไรหนักเลยค่ะพี่พลอย แค่เจียวไข่กับต้มจืดเอง" มุกดาส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้พี่สาวพลางทรุดตัวลงนั่งอย่างว่าง่าย "วันนี้ที่โรงเรียน...มุกไม่ได้ลงไปซ้อมกีฬากับเพื่อน ๆ ครูให้นั่งอ่านหนังสืออยู่บนห้อง" คำพูดซื่อ ๆ ของน้องสาวทำให้พลอยชมพูรู้สึกจุกในอก มุกดาเป็นเด็กฉลาดและรู้สถานะของตัวเองดี เธอพยายามไม่เป็นภาระให้พี่สาวต้องกังวล "ดีแล้วจ้ะ...อีกนิดเดียวก็จะสอบ ตั้งใจเรียนนะมุก ส่วนเรื่องค่าเทอมกับค่าหมอ...ไม่ต้องห่วงนะ พี่จัดการได้" พลอยชมพูเอื้อมมือไปกุมมือน้องสาวไว้แน่น แอบนึกถึงเงินห้าพันบาทในกระเป๋าที่ได้มาจากลูกค้าหนุ่มหน้าตาดีที่ดูเคร่งขรึมคนนั้น "วันนี้พี่โชคดีมากเลยนะมุก พี่ได้ทิปมาเยอะเลยล่ะ" พลอยชมพูเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม พลางบีบมือน้องสาวเบา ๆ "เอาไว้วันเสาร์นี้เราไปกินชาบูกันนะ ร้านที่มุกเคยบอกว่าอยากกินน่ะ พี่เลี้ยงเอง" มุกดาเบิกตากว้างอย่างตื่นเต้น ใบหน้าที่เคยซีดเซียวดูมีเลือดฝาดขึ้นมาทันที "จริงเหรอคะพี่พลอย! พี่พลอยใจดีที่สุดในโลกเลย" พลอยชมพูหัวเราะเบา ๆ กับท่าทางดีใจเหมือนเด็กของน้องสาว ความสุขเล็ก ๆ ในบ้านไม้หลังเก่าทำให้เธอลืมความเหนื่อยล้าไปจนหมดสิ้น แม้ในใจจะแอบเต้นแรงเมื่อใบหน้าคมคายของชายหนุ่มลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง แต่เธอก็รีบปัดมันทิ้งไป...เพราะสำหรับเธอตอนนี้ ความสุขของมุกดาสำคัญที่สุดพลอยชมพูมองชายหนุ่มที่ยอมลดทิฐิลงมาคุกเข่าอ้อนวอนเธอตรงหน้า หัวใจที่เคยปิดตายและเต็มไปด้วยรอยแผลเริ่มสั่นคลอนด้วยความอบอุ่นที่ค่อย ๆ ซึมลึกเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด เธอมองเห็นเงาของผู้ชายคนเดิมที่เธอเคยหลงรักอยู่ในดวงตาคู่นั้น คนที่พร้อมจะปกป้องและอยู่เคียงข้างเธอจริง ๆ"คุณน่าน..." เสียงหวานครางแผ่ว หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไหลอาบแก้มเนียนจนชุ่มโชก ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างเป็นกำแพงสูงชันทลายลงไม่มีชิ้นดี เมื่อได้เห็นผู้ชายที่แสนทระนงคนนี้ยอมลดตัวลงมาคุกเข่าอ้อนวอนเธออย่างไม่เหลือคราบชายหนุ่มผู้เอาแต่ใจ"ลุกขึ้นเถอะค่ะ..."พลอยชมพูเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเครือ มือบางทั้งสองข้างเอื้อมไปประคองไหล่แกร่งให้ลุกขึ้น ปรินทร์ยอมลุกขึ้นตามแรงประคองของเธอ ทว่าเขากลับรวบมือเล็กทั้งสองข้างนั้นมาเกาะกุมไว้ที่อกซ้ายของตน เพื่อให้เธอสัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงไม่แพ้กัน"แปลว่า...คุณยอมยกโทษให้ผมแล้วใช่ไหมพลอย" เขาถามย้ำด้วยแววตาที่มีประกายความหวังจุดประกายขึ้นมาหญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ผ่านม่านน้ำตา "พล
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังเล็กปลุกให้ มุกดาที่กำลังนั่งเอนกายอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องเงยหน้าขึ้นมอง เธอชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นเคยในชุดลำลองก้าวเข้ามาภายในบ้าน พร้อมกับถุงผลไม้หลากชนิด"พี่น่าน! สวัสดีค่ะ ไม่เจอกันนานเลย สบายดีมั้ยคะ" มุกดาร้องทักด้วยน้ำเสียงสดใสพลางขยับตัวลุกขึ้นต้อนรับ"สวัสดีมุก..." ปรินทร์คลี่ยิ้มบางที่อ่อนโยนกว่าทุกครั้ง "พี่เอาผลไม้มาฝากน่ะ แล้วอาการเราเป็นยังไงบ้างหายดีหรือยัง""ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ" มุกดาตอบพลางรับถุงผลไม้มาวางไว้บนโต๊ะ เธอแอบสังเกตเห็นว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่เธอเลย แต่มันกลับกวาดมองไปรอบ ๆ บริเวณบ้านอย่างใช้ความคิด คล้ายจะมองหาเงาของใครบางคน ท่าทางชะเง้อชะแง้ที่ดูไม่เป็นตัวของตัวเองนั้นทำให้มุกดาหลุดยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน"หาพี่พลอยอยู่เหรอคะ"ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยที่โดนอ่านใจออก ก่อนจะยอมรับออกมาตรง ๆ"อืม... พี่สาวเราอยู่ไหนเหรอ"มุกดาลอบยิ้มอย่างมีเลศนัย เธอพอจะเดาออกว่าพายุในใจของชายหนุ่มตรงหน้าคงจะสงบลงแล้ว และที่เหลืออยู่ก็คือความโหยหาที
เมื่อเสียงรถของปฏิพัทธ์เคลื่อนตัวออกไป ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าจู่โจมห้องรับแขกทันที พลอยชมพูไม่ได้หันไปมองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาแม้แต่น้อย เธอกำลังจะก้าวเดินหนีขึ้นไปข้างบน แต่เสียงทุ้มของคนข้างหลังก็รั้งเธอไว้เสียก่อน"พลอยอย่าเพิ่งขึ้นไป ผมซื้อกับข้าวมาด้วย มากินข้าวก่อน" ปรินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าตอนที่คุยกับน้องชาย แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความเผด็จการที่หยั่งรากลึกพลอยชมพูชะงักฝีเท้าอยู่ตรงบันไดขั้นแรก เธอไม่ได้หันกลับมามอง แต่ไหล่บางที่ลู่ลงเล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายใจอย่างชัดเจน"พลอยไม่หิวค่ะ" เธอตอบกลับเสียงเรียบ โดยไม่เสียเวลาคิด"ไม่หิวก็ต้องกิน ไอ้เหนือมันก็บอกอยู่ว่าคุณดูผอมลงไปมาก" ปรินทร์ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วก้าวเดินตรงมาหาเธอ ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่เบื้องหลังในระยะที่เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน "ถ้าคุณไม่ดูแลตัวเอง แล้วจะเอาแรงที่ไหนมาดูแลมุกดา...หรือต้องรอให้ไอ้เหนือมันมาสั่งคุณถึงจะยอมกิน"พลอยชมพูเม้มปากแน่นก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม แววตาของเธอวาวระยับด้วยความขุ่นเคือง "คุณน่านเลิกเอาคนอื่นมาอ้างเ
สามวันต่อมา...ปรินทร์ขับรถเข้ามาจอดในที่จอดรถของคอนโดของเขา เขาดับเครื่องยนต์แล้วหันไปมองหญิงสาวที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง พลอยชมพูในวันนี้ดูซูบเซียวและเปราะบางเหลือเกิน ร่องรอยของความโศกเศร้าที่ยังฝังลึกอยู่ในดวงตาทำให้เขาใจหายเขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหมายจะคว้ามือบางมากุมไว้ แต่พลอยชมพูกลับชักมือหนีอย่างนิ่งเฉย แววตาของเธอว่างเปล่าจนน่าใจหาย"พลอยจะกลับบ้านค่ะ..." เธอเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ นิ่งสนิทไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ "กรุณาไปส่งพลอยที่บ้านด้วย"เธอไม่แม้แต่จะหันมาสบตาเขา เป็นความเฉยชาที่กรีดหัวใจปรินทร์ยิ่งกว่าการถูกต่อว่าหรือทุบตีเสียอีก"ที่บ้านคุณไม่มีใคร" ปรินทร์พยายามใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ "มุกดาก็ยังอยู่โรงพยาบาล พักที่คอนโดของผมนี่ล่ะ""พลอยอยู่คนเดียวได้ค่ะ ที่ผ่านมาพลอยก็อยู่ของพลอยมาได้...คุณน่านส่งพลอยลงที่สถานีรถไฟฟ้าข้างหน้าก็ได้ค่ะ ถ้าคุณไม่สะดวกไปส่งที่บ้าน""ตอนนี้ผมไม่สะดวกไปส่งคุณที่ไหนทั้งนั้น" ปรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ "จะลงเดินเอง...หรือจะให้ผมอุ้มขึ้นห้อง""คุณ..." "งั้นเลือกอย่างหลัง" ปรินทร์เอ่ยเสียงเรียบ เขาไม่รอ
คฤหาสน์ตระกูล ภานุวัฒน์ปรินทร์ก้าวเข้ามาในบ้านด้วยสภาพที่หนวดเคราเริ่มขึ้นเขียวครึ้ม ดวงตาที่เคยเฉียบคมบัดนี้โรยแรงจากการอดนอนติดต่อกันหลายวัน สิ่งเดียวที่เขาต้องการในตอนนี้คือการอาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า ก่อนจะกลับไปหาพลอยชมพูที่โรงพยาบาลแต่ทว่า ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงเขาก็เจอมารดาที่นั่งรออยู่บนโซฟา ท่านลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าของท่านเต็มไปด้วยความไม่พอใจและกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด"ตาน่าน! นี่แกหายไปไหนมา!" เสียงทรงอำนาจของคุณหญิงมณฑาตวาดถามขึ้น "แม่โทรหาแกเป็นร้อยสาย แกก็ไม่รับโทรศัพท์แม่ รู้ไหมว่าคนเขาเป็นห่วงกันแค่ไหน"ปรินทร์ชะงักเท้า เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย "ผมขอโทษครับพอดีผมยุ่ง ๆ""ยุ่งบ้าอะไรของแก!" คุณหญิงมณฑาสวนกลับทันควัน "คนที่บริษัทบอกว่าแกไม่เข้าออฟฟิศมา สามถึงสี่วันแล้วนะตาน่าน งานการไม่ทำ มือถือก็ติดต่อไม่ได้ แกหายหัวไปไหนมา! รู้ไหมว่ามันเสียการเสียงานขนาดไหน"ปรินทร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทำให้เขาไม่อยากอธิบายอะไรยาว ๆ ในตอนนี้ แต่สายตาคาดคั้นของผู้เป็นแม่ทำให้เขาจำต้องพูดออกมา"ผมไปเฝ้าพลอยที่โรงพยาบาลมาครับ" เขากล่าวเสียงเ
ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ปรินทร์เดินวนไปวนมาอย่างคนเสียสติ สองมือหนาบีบเข้าหากัน สายตาจับจ้องไปที่บานประตูสลับกับมองเลือดที่เปื้อนอยู่บนมือตัวเอง น้ำตาของลูกผู้ชายที่แทบไม่เคยไหลให้ใครเห็น บัดนี้อาบแก้มจนดูไม่จืด"พี่น่าน! พี่มาทำอะไรที่นี่"เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้น ปฏิพัทธ์เดินตรงเข้ามา วันนี้เป็นเวรห้องฉุกเฉินของเขา และเขาเพิ่งได้รับรายงานด่วนว่ามีเคสอุบัติเหตุรถชนอาการสาหัสกำลังรอการผ่าตัด แต่กลับต้องมาชะงักเมื่อเห็นพี่ชายตัวเองยืนอยู่หน้าห้องในสภาพที่ดูแทบไม่ได้ปรินทร์เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้แตกสลายไม่มีชิ้นดี เขาถลาเข้าไปคว้าแขนน้องชายไว้แน่นเหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้าย"เหนือ... เหนือช่วยพลอยด้วย ช่วยพลอยชมพูที!" ปรินทร์ละล่ำละลักบอก เสียงสั่นเครือจนคนฟังสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวมหาศาล"ข้างในคือคุณพลอยชมพูเหรอ!"ปฏิพัทธ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด หัวใจของเขาชาวาบไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเคสฉุกเฉินที่ได้รับรายงานจะเป็นผู้หญิงที่เขาเฝ้าดูแลมาตลอด เขาหันไปมองบานประตูห้องฉุกเฉินด้วยแววตาที่วูบไหว ก่อนจะกลับมาเคร่งขรึมตามสัญชาตญาณหมอ"พี่ตั้งสติไว้ แล้วรออยู่ข้างนอกนะ"ปฏิพัทธ์ทิ้
ภายใต้แสงไฟสลัวที่ถูกหรี่ลงจนเกือบมืดสนิท พลอยชมพูที่ทนต่อความเหนื่อยล้าสะสมมาทั้งวันไม่ไหว เปลือกตาคู่สวยค่อย ๆ ปิดลงพร้อมกับลมหายใจที่เข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่างบางนอนขดตัวอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ฝั่งหนึ่ง เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้...ในห้วงนิทราอันแสนหวาน พลอยชมพูเริ่มรู้สึกถึงแรงยุบตัวของฟูก
คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองรถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดในอาคารที่จอดรถของคอนโด พลอยชมพูลงจากรถพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกประหม่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอก้าวเข้ามาในสถานที่ที่ดูหรูหราจนกว่าจะจินตนาการถึงปรินทร์พาเธอขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นที่เขาพัก ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก พลอยชมพูก็ถึงกับอึ้งไปกับความก
รถยนต์ของปรินทร์เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ ปรินทร์ไม่ยอมให้พลอยชมพูถือของพะรุงพะรังคนเดียว เขาแย่งถุงวัตถุดิบสารพัดอย่างจากมือเธอมาถือไว้เองทั้งหมด แม้เจ้าตัวจะพยายามปฏิเสธเพราะเกรงใจที่เห็นท่านประธานในชุดสูทเนี๊ยบต้องมาหิ้วถุงพลาสติกที่มีทั้งผักสดและเนื้อสัตว์"คุณน่านคะ พลอยถือเอง
รถสปอร์ตของปรินทร์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าบ้านไม้กึ่งปูนหลังเล็ก บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสลัวจากหน้าบ้านที่เปิดทิ้งไว้ พลอยชมพูหันไปมองคนขับพลางกำสายสะพายกระเป๋าแน่น ความรู้สึกวูบไหวแล่นปราดเข้ามาในอกเมื่อรู้ว่าเวลาแห่งความสุขกำลังจะจบลง"ขอบคุณมากนะคะคุณน่าน สำหรับอาหารมื้อนี้







