تسجيل الدخولเช้าวันต่อมา...
ขนมหวานตัดสินใจที่จะไปสมัครงานเพื่อที่จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านไปถึงไอ้ผู้ชายเลวคนนั้น ตอนแรกเธอจะพาลูกเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาลแต่ทว่าคุณแม่กลับไม่ยอมบอกว่ายังเล็กอยู่ จึงส่งแม่นมมาคอยช่วยเลี้ยงที่คอนโดเธอจึงออกมาหางานข้างนอกได้
"ทำไมคุณหนูถึงไม่กลับไปอยู่ที่บ้านคะ ไม่เห็นจะต้องลำบากออกมาหางานทำเลย เงินเดือน2-3หมื่นบาทคุณหนูกินข้าวมื้อเดียวก็หมดแล้วมั้ง"
"ป้านมไม่เข้าใจหรอกค่ะ หนูไม่อยากรบกวนที่บ้านเพราะไม่อย่างนั้นท่านจะใช้บุญคุณมาควบคุมการใช้ชีวิตของหนู"
"เรื่องนี้ป้านมเข้าใจค่ะ แต่ว่า..."
"ช่างมันเถอะค่ะไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องนั้นหรอก ว่าแต่สมัครงานอะไรดีนะ"
เธอนิ่งเงียบไปอย่างใช้ความคิดก่อนจะนึกไปถึงคลินิกเสริมความงามที่ถ่ายรูปใบสมัครงานไว้เมื่อวานนี้
"จริงด้วยลืมไปเลย"
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเปิดภาพที่ถ่ายมาเมื่อวาน ซึ่งรายละเอียดมีครบในกระดาษใบเดียว แต่สิ่งที่ทำให้เธอสนใจก็คือสถานที่ในการทำงาน ซึ่งสาขาใหญ่ของคลินิกอยู่ไม่ห่างจากคอนโดเธอมากนัก
"ถ้าไปสมัครแผนกการตลาดสาขาใหญ่ก็จะอยู่ใกล้คอนโด เวลาเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าแสบก็จะได้กลับไปหาทัน งั้นเอาที่นี่แหละ"
ขนมหวานตัดสินใจจะสมัครงานที่ Lumina Clinic เนื่องด้วยสถานที่อยู่ใกล้กับคอนโดทำให้การเดินทางไปทำงานสะดวก ส่วนรายละเอียดอย่างอื่นเธอไม่ได้สนใจมากนัก ในเรื่องของเงินเดือน 25,000 บาทก็พอรับได้ ถึงแม้มันจะน้อยไปสำหรับเธอก็เถอะ
หญิงสาวขับรถมาถึงคลินิกสำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง และเมื่อมาถึงเธอก็ทำการจอดรถตรงลานจอดจากนั้นก็ถือแฟ้มเอกสารเดินเข้าไปข้างในทันที
"ติดต่ออะไรครับ"
"มาสมัครงานค่ะ"
"เชิญด้านในเลยครับ"
หญิงสาวส่งยิ้มไปให้รปภที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าของตึกก่อนจะหันไปมองเจ้าตัวแสบที่ตอนนี้ลงจากรถวิ่งตามเธอเข้ามาข้างใน
"เรย์ริวทำไมไม่อยู่ที่รถรอแม่ครับ หนูจะลงมาทำไม"
"หม่ามี้ไปด้วย"
ลูกชายตัวแสบเอื้อมมือมากุมมือของเธอไว้ก่อนจะส่ายไปมาด้วยความออดอ้อน หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงตกลง
"ถ้างั้นหนูต้องอยู่เงียบๆ นะคะเพราะว่าแม่จะต้องสัมภาษณ์งานก่อน หลังจากที่แม่สมัครงานเสร็จเรียบร้อยเดี๋ยวเราไปกินไอศกรีมที่ห้างสรรพสินค้ากัน"
"เย้...! หม่ามี้ใจดี"
เธอยิ้มออกมาก่อนจะกุมมือลูกชายจากนั้นก็พากันเดินเข้าไปข้างในโดยมีแม่นมเดินตามมาด้วย และในระหว่างที่เธอเดินเข้าไปข้างในก็บังเอิญได้เจอกับเจมส์ซึ่งเขาเป็นเพื่อนสนิทของเจย์ริว สองคนนี้เรียนคณะแพทยศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ และมีพี่ชายฝาแฝดของไอ้คนเลวชื่อว่า เจอริค สองคนนี้เป็นฝาแฝดกันจริงแต่ใบหน้าไม่ได้ละม้ายคล้ายกันมากนัก เธอจึงสามารถแยกได้ว่าใครเป็นใคร
"นี่มัน..."
หมอเจมส์ที่เดินมาหาห้องน้ำก็บังเอิญได้พบกับสาวสวยอดีตเด็กเลี้ยงของเพื่อน เห็นใบหน้าเพียงแป๊บเดียวเขาก็จำได้ทันทีเพราะใบหน้าแบบนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
"ขนมหวานนี่นามากับใคร"
เขารีบหลบซ่อนตัวไม่ให้หญิงสาวพบเห็น จ้องมองเธอด้วยความจับผิดก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินสรรพนามของเด็กน้อยที่กุมมือเธออยู่กำลังเรียกผู้หญิงอีกคนด้วยความสนิทสนม
"หม่ามี้หิวนม"
"หิวนมอะไรกันคะหนูเพิ่งกินข้าวมาไม่ใช่หรือไง ถ้างั้นเดี๋ยวแม่สัมภาษณ์งานแป๊บนึงแล้วเดี๋ยวเราไปกินนมกันดีไหม"
"ดีค้าบ"
เด็กน้อยเชื่อฟังด้วยความว่าง่ายซึ่งเจมส์ที่หลบอยู่แถวนั้นได้ยินเด็กผู้ชายเรียกขนมหวานว่าหม่ามี้ก็ทำเอาเขาถึงกับตกใจและรีบเดินกลับไปยังห้องทำงานของเพื่อนสนิทเพื่อแจ้งข่าวคราว ไม่คิดเลยว่าเธอจะมาถึงที่และดูจากการแต่งกายบวกกับการถือแฟ้มเอกสารน่าจะกำลังหางานทำอยู่
"ข่าวด่วนข่าวใหญ่ต้องรีบไปบอกไอ้เจย์ริว"
หมอเจมส์รีบวิ่งไปหาเพื่อนชั้นบนซึ่งเป็นชั้นของผู้บริหาร สองฝาแฝดนั่งตำแหน่งรองประธานบริษัททั้งคู่ส่วนพ่อหมอเจษนั่งตำแหน่งประธานบริษัทเจ้าของคลินิก และไอ้สองคนนี้ยังถือหุ้นสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง Live Vision Channel อีกคนละ 15% เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้หญิงคนไหนไม่อยากได้บ้างล่ะจริงไหม...
แอ๊ด~
"เข้ามามึงไม่หัดเคาะประตูล่ะ"
หมอเจย์ริวที่กำลังเซ็นเอกสารอยู่เงยหน้าขึ้นมองสบตากับเพื่อนก่อนจะตะโกนด่าไปหนึ่งที ดูท่าทางเพื่อนรักลุกลี้ลุกลนเหมือนมีอะไรบางอย่าง
"มีอะไรหรือเปล่า"
"มีเรื่องแล้ว...!"
"มีเรื่องอะไรพูดมา แต่ก่อนอื่นมึงหายใจก่อนดีไหม อะไรจะขนาดนั้น"
เขาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบตากับเพื่อนรัก เขาพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหอบเพราะวิ่งมาจากชั้นล่างสุดแล้วขึ้นมาชั้นบนสุดซึ่งตึกนี้มีอยู่ประมาณ 8 ชั้น เขาก็ลืมไปว่าตัวเองควรจะขึ้นลิฟต์เพราะรู้ตัวอีกทีก็วิ่งขึ้นมาจนเกือบจะถึงชั้นบนสุดแล้ว
"กูเจอขนมหวาน"
"ว่าไงนะมึงเจอที่ไหน"
และเมื่อเขาได้ยินแบบนั้นก็ตาโตก่อนจะเอ่ยถามเพื่อนรักด้วยความร้อนรน เขาอยากเจอขนมหวานมากไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะเราสองคนไม่ได้ตัดความสัมพันธ์กันให้ชัดเจน ทุกอย่างมันยังค้างคาใจตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว และเขาคิดว่าตัวของขนมหวานเองก็คงจะมีหลายคำถามอยากจะพูดคุยกับเขาเหมือนกัน
"ข้างล่างตึกนี้แหละเหมือนว่าจะมาสมัครงานที่คลินิกของมึงนะ"
"งั้นเหรอถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกูจะออกไปเจอขนมหวานเดี๋ยวนี้แหละ"
เขารีบขยับตัวลุกขึ้นเตรียมตัวลงไปชั้นล่างเพื่อหาหญิงสาวแต่ทว่าเพื่อนรักดึงแขนเอาไว้ซะก่อน หมอเจย์ริวหันมามองสบตากับเพื่อนก่อนจะเอ่ยถาม
"อะไรของมึงจะห้ามกูทำไม"
"มันไม่ใช่แค่นั้นนะเว้ยกูเห็นขนมหวานพาเด็กมาด้วย ดูจากขนาดตัวและวัยอายุน่าจะประมาณสองขวบกว่าๆ"
"อะไรนะ... มีเด็กมาด้วยอย่างนั้นเหรอ มึงบอกว่าอายุประมาณสองขวบกว่า กว่าแค่ไหน"
เขากดดันเพื่อนให้รีบตอบคำถามเพราะเราสองคนขาดการติดต่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ถ้าเกิดเด็กน้อยอายุสองขวบครึ่งขึ้นไปมีโอกาสสูงที่จะเป็นลูกของเขา
"กูไม่แน่ใจว่ะแต่พูดจ้อแจ้ไม่หยุดเลยนะ น่าจะสองขวบเกินครึ่งไปแน่นอน"
"เชี่ยแล้วไง...! ตอนนี้ขนมหวานอยู่ที่ไหน"
เขารู้สึกหัวใจเต้นรัวแทบจะทะลุออกมานอกอก ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองจะต้องรู้สึกแบบไหน แต่เขาคิดว่าเรื่องราวบางอย่างต้องได้รับการคลี่คลายและเคลียร์กันให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นเขาจะไปคุยกับเธอให้รู้เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ จะไปต่อหรือพอแค่นี้คำตอบอยู่ที่เราสองคนแล้ว
"น่าจะฝ่ายบุคคลมั้งมึงลงไปสิ"
"อืม เดี๋ยวกูไปเอง"
หลังจากกลับมาจากฮันนีมูนทั้งสองคนก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างเช่นปกติ ตื่นเช้ามาก็เข้าโรงพยาบาลไปทำงานสลับกับเข้าคลินิกเพื่อเซ็นเอกสารที่จำเป็นจะต้องใช้โดยด่วน ส่วนขนมหวานเริ่มเข้าไปเรียนรู้งานบริหารในคลินิกซึ่งมีคุณพ่อเป็นคนคอยสอนงานทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระงานของเจ้าสองแฝด"ที่เหลือก็ไม่น่ามีอะไรแล้วนะ หนูเป็นคนฉลาดแล้วก็เป็นคนเก่งมาก พ่อแทบไม่ได้สอนอะไรเลยด้วยซ้ำ"คุณพ่อเอ่ยชมลูกสะใภ้ไม่หยุด เธอเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและเป็นคนที่มีความจำดีเลิศ สอนอะไรนิดหน่อยก็สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนแรกที่เห็นประวัติการทำงานก็ยังมีความสงสัยเล็กน้อยว่าผู้หญิงอายุเพียงแค่นี้ทำไมถึงมีประสบการณ์เป็นที่ต้องการจากแบรนด์ดัง แต่พอได้ร่วมงานจริงถึงรู้ว่าเธอเป็นคนที่เก่งไม่แพ้ใคร เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของเขา"ก็คุณพ่อสอนเก่งนี่คะเข้าใจง่ายมากเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะเริ่มคิดการตลาดใหม่ เอาไว้จะไปเสนอคุณพ่อนะคะ""หนูตัดสินใจเองเลยไม่งั้นก็ปรึกษาไอ้สองแฝดนั้นก็พอ พ่ออยากจะวางมือแล้วจะไปเลี้ยงหลานสองแสบ เรียกร้องหาปู่หาย่าทุกวันใครจะอยากมาทำงานกันละ"คุณพ่อนึกไปถึงใบหน้าของเจ้าสองแสบที่ตอนนี้น่าจะกำลังวิ่งวุ่นทั่วบ้
หนึ่งปีต่อมา...หลังจากที่ขนมหวานได้คลอดเจ้าหญิงน้อยออกมาเธอก็ได้คุยกับสามีว่าจะไม่มีอีกคนแล้ว เพราะอยากจะดูแลเจ้าแสบทั้งสองคนมอบความรักให้อย่างเต็มที่ ยิ่งมีลูกมากการดูแลเอาใจใส่ก็จะน้อยลงตามไป เพราะฉะนั้นเราทั้งสองคนจึงตัดสินใจว่าจะมีลูกเพียงแค่สองคนเท่านั้น"โยนลงไปตรงนั้นเลยค่ะ ปลาตรงนั้นเยอะมากเลยนะ"สามีของเธอถือถังอาหารปลานั่งอยู่ริมแม่น้ำส่วนหญิงสาวในตอนนี้กำลังตักอาหารโยนลงไปในแม่น้ำมองเจ้าปลาตัวใหญ่แหวกว่ายไปมาอ้าปากงับอาหารกระโดดไปมาดูจะมีความสุขเหลือเกิน"นี่คือการมาฮันนีมูนของพี่เหรอคะ คู่อื่นเขาไปเที่ยวต่างประเทศ พาเมียไปช้อปปิ้งซื้อของแบรนด์เนมล่องเรือสำราญ นี่อะไรพามาให้อาหารปลาแคมป์ปิ้งอยู่ในป่า"หญิงสาวถึงกับกุมขมับเมื่อสามีบอกว่าจะพามาฮันนีมูน ดูเอาเถอะตอนแรกคิดว่าจะพาไปเที่ยวต่างประเทศใช้เงินสบายใจเฉิบ สรุปพาเธอมากางเต็นท์อยู่ในป่าลำบากลำบนเสียเหลือเกิน"หนูไม่คิดว่ามันเป็นการฮันนีมูนที่แปลกใหม่เหรอ ตอนกลางคืนนอนฟังเสียงสัตว์ร้อง ดูดาวบนท้องฟ้าแล้วก็เล่นปูไต่กันในเต็นท์"เขาเอ่ยออกมาด้วยความทะเล้นก่อนจะใช้นิ้วไต่ตามตัวของเธอเพื่อหยอกล้อคนรัก ขนมหวานส่ายหน้ายิ้มๆ ก่
เขาเดินทางกลับมาที่บ้านในเวลาต่อมาและเมื่อมาถึงสิ่งแรกที่เขาให้ความสนใจก็คือภรรยาสุดที่รักแล้วก็ลูกชายจอมแสบ เพียงแค่เดินเข้าประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาจากห้องนั่งเล่น ซึ่งน่าจะเป็นลูกชายกำลังเล่นอยู่กับพี่เลี้ยงแล้วก็คุณแม่ของเขา แต่เหมือนจะไม่ได้ยินเสียงของภรรยาก็เลยตะโกนเรียกแม่บ้านที่อยู่บริเวณนั้น"มีใครเห็นขนมหวานไหมครับ""คุณขนมหวานอยู่ที่สวนหลังบ้านค่ะ น่าจะกำลังปลูกต้นไม้อยู่""โอเคขอบคุณครับ"และเมื่อเขารู้ที่อยู่ของภรรยาก็รีบเดินอ้อมข้างหลังคฤหาสน์ตรงไปยังสวนหลังบ้านทันที และเมื่อมาถึงเขาก็เห็นภรรยากำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ ตั้งแต่ที่เธอตั้งครรภ์จนถึงตอนนี้กลายเป็นเจ้าแม่เพาะปลูกต้นไม้มงคลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเขาไม่อยากจะให้เธอทำงานที่เครียดและไม่อยากจะให้ทำงานหนักสิ่งเดียวที่เธอทำได้ก็คือการมานั่งปลูกต้นไม้อยู่ข้างหลังนี้"ท้องโตขนาดนี้แล้วทำไมหนูถึงไม่นอนพักผ่อนคะ แล้วมาอยู่ตรงนี้คนเดียวถ้าเกิดปวดท้องจะคลอดขึ้นมาใครจะเห็น""โทรศัพท์ก็วางอยู่ตรงนี้มีอะไรเดี๋ยวก็โทรเรียกคุณแม่เองค่ะ อยู่ที่ห้องไม่รู้จะทำอะไรก็เลยออกมาหาอะไรทำเล่นข้างล่างดีกว่า"เธอหันไปยิ้มให้กับชาย
หลายเดือนผ่านไป...ในตอนนี้ขนมหวานและเจย์ริวแต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วและเธอก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านของเขาพร้อมกับลูกชายจอมแสบ และช่วงวันหยุดก็จะพาลูกชายไปนอนค้างที่บ้านของเธอเพราะตกลงกับคุณพ่อเอาไว้แล้วว่าถ้าแต่งงานออกไปจะต้องพาหลานกลับมาเที่ยวที่บ้านทุกอาทิตย์ และตอนนี้เธอท้องได้แปดเดือนกว่าแล้ว สามียังคงเสมอต้นเสมอปลายไม่มีเปลี่ยน คอยดูแลเป็นอย่างดีไม่ขาดตกบกพร่องจึงคิดว่าตัดสินใจไม่ผิดที่ให้โอกาสเขาได้กลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง"หนูเป็นยังไงบ้างลูกปวดท้องปวดตัวอะไรไหม ถ้าเดินไม่ไหวก็นั่งพักผ่อนนะอย่าฝืนตัวเอง"คุณแม่เอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง ช่วงนี้เป็นช่วงที่สามารถคลอดได้ตลอดคุณแม่จึงคอยดูแลเธอเป็นพิเศษ ส่วนลูกชายตอนนี้ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลของตัวเอง นั่งตำแหน่งผู้บริหารไหนจะต้องเป็นคุณหมออีกชีวิตดูวุ่นวายพอสมควร แต่ยังดีที่จัดสรรเวลาได้ดีไม่ให้ภรรยารู้สึกน้อยอกน้อยใจ แบบนี้แหละดีแล้วรู้จักปรับปรุงตัวเองชีวิตคู่จะได้อยู่ยืนยาว"หนูไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะคุณแม่ร่างกายก็ยังโอเคอยู่ ช่วงนี้รู้สึกว่าท้องโตน่าจะใกล้คลอดแล้วค่ะ ท้องนี้เป็นผู้หญิงรู้สึกว่าไม่เหนื่อยเท่าท้องเจ้าแสบ"เธอก้มมอง
หลังจากที่เคลียร์ทุกอย่างลงตัวเจย์ริวก็กลับมาที่บ้านเพื่อพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับการสู่ขอขนมหวานจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่และก็บอกข่าวดีเกี่ยวกับเจ้าตัวเล็กในท้องอีกคนด้วย และแน่นอนว่าพวกท่านทั้งสองคนดีใจมากในที่สุดลูกชายก็ง้อเมียสำเร็จสักที"ในที่สุดลูกฉันก็ฉลาดสักที""พ่อดีใจด้วยนะในที่สุดก็ง้อเมียสำเร็จสักที ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราหาเวลาเข้าไปคุยกับทางโน้น ต้องหาฤกษ์หายามดีๆ ก่อน เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวพ่อจะให้หลวงพ่อช่วยดูให้""ขอบคุณมากเลยนะครับคุณพ่อคุณแม่สำหรับเรื่องทุกอย่าง ยังไงผมฝากจัดการด้วยนะครับ"เจย์ริวยิ้มออกมาก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นธุระเกี่ยวกับงานแต่งงานของเขาในครั้งนี้ให้ ส่วนเจอริคเขามีใบหน้าที่เคร่งขรึมและดูเครียดกับอะไรบางอย่างซึ่งถ้าให้คนในครอบครัวเราก็น่าจะเป็นเกี่ยวกับงานหมั้นที่กำลังจะเกิดขึ้น"แล้วเราล่ะได้ฤกษ์งานหมั้นหรือยัง""ยังเลยครับแม่ผม...""ทำไมลูกดูเหมือนไม่อยากจะหมั้นล่ะ ไม่ได้รักหนูแพรวาเหรอแล้วทำไมถึงจะแต่งงานกันล่ะแม่ไม่เข้าใจ"คุณแม่จ้องมองใบหน้าของลูกชายอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ เธอไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าลูกเคยคบหากับใครมาก่อนรู้
เจย์ริวพาว่าที่ภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้งและจะเอาผลอัลตร้าซาวด์ติดมือไปด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะต้องถูกคุณพ่อด่าแต่อย่างน้อยท่านก็น่าจะเห็นแก่หลานตัวเล็กที่กำลังจะคลอดออกมาอีกคน เพราะฉะนั้นนี่เป็นทางเดียวที่จะขอการให้อภัยจากพ่อตาได้"ทำไมต้องมาที่โรงพยาบาลอีกคะ หนูก็ตรวจไปแล้วนี่ผลก็ออกแล้ว""พี่อยากได้ใบอัลตร้าซาวด์ค่ะจะได้เอาไปให้คุณพ่อกับคุณแม่ของหนูดูไง คุณพ่อกับคุณแม่พี่ก็คงดีใจที่จะได้มีหลานอีกคน"ใบหน้าของเขายิ้มออกมาดูมีความสุขซึ่งมันทำให้หญิงสาวรู้สึกมีความสุขเช่นกัน นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับเธอกับลูกแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจย์ริวก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาสามารถดูแลเธอกับลูกได้จึงยอมที่จะให้โอกาสอีกครั้ง"รีบตรวจเถอะค่ะจะได้รีบไป""ได้ค่ะไปห้องอัลตร้าซาวด์เลยเดี๋ยวพี่ทำเอง""ดีเนาะเมียท้องสามีตรวจครรภ์ให้"ทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมาขำขัน เอาจริงเขาก็ไม่ได้เรียนเฉพาะทางสำหรับแผนกสูตินรีเวชโดยตรงแต่การทำคลอดเป็นพื้นฐานของการเรียนหมออยู่แล้ว คนที่เรียนจบมายังไงก็ต้องผ่านการทำคลอดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเขาจะเป็นคนดูแลภรรยาตลอดการตั้งครรภ์ก็ไม่แปลกอะไร แต่บอกต







