LOGINหงฮุ่ยหลิงแทบจะหงายหลังตกบัลลังก์ทองคำ เขาก็คิดอยู่หรอกว่าน่าจะมาตอนต้น ๆ ของนิยาย แต่ใครมันจะไปคาดคิดว่าจะมาตั้งแต่พึ่งจุติเช่นนี้
ทั้งที่ในใจมีคลื่นโหมกระหน่ำ แต่ใบหน้ายังคงสงบนิ่งราวฟังเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป “อย่างนี้นี่เอง”
บ้าน่า ๆ ผมพึ่งมาจุติเมื่อกี้เองเหรอ อย่างนั้นก็แสดงว่าผมเข้ามาตอนเริ่มบทของเรื่องเลยน่ะสิ
งั้นแสดงว่าไอ้พวกกฎโง่ ๆ ที่ห้ามเลี้ยงหมาแมวก็ยังไม่มี ดูจากเหล่าทวยเทพตอนนี้นายเอกก็ยังไม่แน่ว่าจะขึ้นสวรรค์มาด้วย
ถ้าอิงตามต้นฉบับต้องรอประมาณสองสามปีต่อจากนี้ก่อนนายเอกจะขึ้นสวรรค์และกลายเป็นบุปผาเปราะบางที่เหล่าเทพต่างประคมประหงม
เช่นนั้นผมก็มีเวลาเหลือเฟือในการวางแผนต่อกรกับพระนายเลยน่ะสิ
แบบนี้มันโชคดีในความโชคร้ายชัด ๆ
แม้ในใจจะลิงโลดอยากกระโดดโห่ร้องด้วยความปลื้มปีติ แต่สถานการณ์จริงยังวางมาดสุขุมไม่ไหวเอนแม้ลมฝนโหมกระหน่ำ
“หย่งจง กฎสวรรค์ยามนี้ใครเป็นผู้ดูแล”
หย่งจงเงยหน้าเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
หย่งจงแม้จะเป็นทวยเทพฝ่ายเอกสาร แต่กลับได้ชื่อว่าเป็นเทพที่โหดเหี้ยมเย็นชา แก่นปราณแข็งแกร่งระดับ เจินเซียน ดำรงรักษากฎสวรรค์อย่างเข้มงวด ไม่อ่อนข้อให้ผู้ใดทั้งสิ้น ในบรรดาเทพทั้งหมดไม่มีใครสักคนกล้าต่อกรด้วย หากอีกฝ่ายเป็นคนควบคุมดูแล แสดงว่ากฎต้องรัดกุมพอสมควร เช่นนั้นไม่ต้องยุ่งจะดีที่สุด
(เจินเซียน คือ เซียนแท้ผู้บรรลุเป็นเซียนโดยแท้จริง ผู้ที่หลุดพ้นจากโลกีย์โดยสมบูรณ์แล้ว กลายเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า)
“เช่นนั้นก็ดี ต่อจากนี้ก็ฝากเจ้าด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หงฮุ่ยหลิงกวาดสายตามองเหล่าทวยเทพแต่ละองค์ ดูลักษณะแล้วยังไม่มีคนไหนมีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายกับคำบรรยายนายเอกในนิยาย แต่เอาความชัวร์ลองถามหิวกะทิประจำสวรรค์ไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย
“หย่งจง ในบรรดาทวยเทพ มีผู้ใดชื่อ ‘ลู่ซิงเยียน’ หรือไม่”
หย่งจงเสกกระดาษม้วนหนึ่งตรงหน้า ม้วนกระดาษยาวเยียดลากไปกับพื้น บนตัวกระดาษจารึกตัวอักขระสีดำเต็มไปหมด ใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งถ้วยชา เขาก็เก็บม้วนกระดาษกลับไป “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
หงฮุ่ยหลิงแอบลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเอ่ยต่อ “ก่อนตี้จวินพระองค์ก่อนจะละสังขาร คงได้ฝากฝังงานไว้ให้ข้าบ้างกระมัง”
พึ่งสิ้นเสียง ม้วนกระดาษกองมหึมาพลันกองเป็นภูเขาไท่ซานอยู่ตรงหน้า บดบังวิสัยทัศน์ของเหล่าทวยเทพเบื้องล่างจนสิ้น
หย่งจงเอ่ยราวเรื่องปกติ “ม้วนตำราทั้งหมดนี้ล้วนเป็นรายงานที่ตี้จวินพระองค์ก่อนทิ้งไว้ให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ เชิญพระองค์ตรวจสอบได้”
หงฮุ่ยหลิงกวาดสายตามองกองม้วนกระดาษตรงหน้าก็แทบเป็นลมทั้งยืน ทว่ายังทำหน้าสบาย ๆ ราวกับมิได้ตกใจกับความมหึมาของภูเขากระดาษแม้แต่น้อย “อืม รบกวนเจ้านำไปไว้ในตำหนักของข้าด้วย”
หย่งจงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเสกภาพวิมานอันหรูหราสามแห่งขึ้นตรงหน้า “นี่คือตำหนักที่ใช้รองรับตี้จวิน ขอพระองค์ทรงเลือกมาอยากพำนักที่ใด กระหม่อมจะนำม้วนกระดาษทั้งหมดไปไว้ในห้องทรงงานให้”
วิมานทั้งสามล้วนหรูหรางดงามแตกต่างกันไป
วิมานแรกเป็นตำหนักไม้อยู่กลางเมฆา มีน้ำพุไร้วันหยุดไหลล้อมรอบ อยู่ห่างจากผู้คนพอสมควร
วิมานที่สองเป็นตำหนักหยกสีคราม ตั้งอยู่บนก้อนเมฆ รอบด้านรายล้อมด้วยต้นไผ่เขียว ดูสบายตาและรื่นรมย์
วิมานสุดท้ายเป็นวิมานทองคำสีทองอร่าม ประดับประดาด้วยทองคำและสิ่งหรูหรา ในนิยายหงฮุ่ยหลิงเลือกวิมานทองคำนี้
แต่เขามิใช่
เขาชอบความสงบ มิได้ชอบความหรูหราเกินจำเป็น ยิ่งอยู่ห่างจากผู้คนมากเท่าไหร่ยิ่งดี
หงฮุ่ยหลิงแทบไม่เสียเวลาคิดให้ปวดเศียรเวียนเกล้า นิ้วเรียวสวยข้อต่อบางราวนิ้วมือของอิสตรีชี้ไปที่ตำหนักไม้งามสีน้ำตาลแดง รายล้อมด้วยน้ำพุ ดูแล้วเหมาะกับการใช้ชีวิตของเขามากที่สุด
อยู่ห่างที่สุดนี่สิดี จะได้ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับนายเอกให้ปวดหัว หลีกเลี่ยงความหวงของของพระเอกได้อีกต่างหาก
หลักจากเลือกวิมานเสร็จ
หงฮุ่ยหลิงก็ไม่มีเรื่องอะไรจะพูดคุยกับเหล่าทวยเทพ จึงสั่งแยกย้ายกลับวิมานหรือไปทำธุระอะไรก็สุดจะแล้วแต่ แล้วจึงถ่อสังขารกลับตำหนักที่เลือกไว้
หงฮุ่ยหลิงก้าวเท้าเข้าตำหนัก แผ่ตัวนอนลงบนเตียงสีขาวปักลายวิหคโบยบินบนท้องนภา เมฆาขาวรายล้อมในฤดูวสันต์ รอบด้านของตัวห้องตกแต่งด้วยผ้าโปร่งสีขาวฟ้ายาวลู่ลม พื้นไม้ปูด้วยพรมขนสัตว์อ่อนนุ่ม ห้องนอนดูกว้างเป็นพิเศษ ทว่ากลับมีหน้าต่างเพียงบานเดียว
ถ้าจำไม่ผิด ตอนเริ่มเรื่องงานของเขาไม่น่ามีอะไรมาก นอกจากอ่านเอกสารที่ตี้จวินองค์ก่อนทิ้งไว้ ขีดเขียนอะไรเพิ่มเติมนิด ๆ หน่อย ๆ นอกจากนี้ก็ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ จะเดินจะไปไหนมาไหนก็ได้ หรือจะวาร์ปลงพิภพมนุษย์ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ธรรมดาสักปีสองปีก็ไม่มีใครว่าอะไรเขาได้
แต่ติดปัญหาที่ไอ้คนเขียนมันดันโง่เกินเยียวยา เขียนให้ผู้ที่บรรลุมรรคผลขั้นจินเซียน (เซียนผู้มีร่างทอง) ยังต้องกินนอนนี่สิ บ้าบอคอแตกจริง ๆ
หงฮุ่ยหลิงยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เผลอออกแรงมากไปจนขอบเตียงเกิดรอยร้าวขนาดย่อม เขาหรี่ตาสีฟ้ามองรอยร้าวเงียบ ๆ ก่อนมุมปากจะกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็น ปรากฎความคิดบางอย่างขึ้นในสมอง
หึหึหึ ไหน ๆ เตียงก็ร้าวได้จังหวะพอดิบพอดี งั้นก็ลองทดลองพลังวิญญาณของไอ้ร่างตะไลนี้หน่อยแล้วกัน
หงฮุ่ยหลิงลุกขึ้นมานั่งบนเตียง หลับตาลงบริกรรมคาถา ย้อนเวลารอยร้าวกลับคืนสู่สภาพก่อนที่จะเกิดรอย แสงสีทองสาดผ่านฝ่ามือ เพียงวูบเดียวรอยร้าวก็จางหายราวไม่เคยมีมาก่อน
โห..เวทย้อนเวลานี้สุดยอดเป็นบ้า ถ้าย้อนเวลาได้แบบนี้ เวลาโดนของมีคมบาดก็ไม่ต้องกลัวเจ็บแล้วน่ะสิ
เจ๋งเป้งไปเลยไม่ใช่หรือไง
ความดีใจลิงโลดปะทุในใจ ยังไม่ทันได้เก็บความสุขกลับ ในโสตประสาทพลันได้ยินเสียงของใครบางคนดังเข้ามา
“ตี้จวิน กระหม่อมวางม้วนกระดาษไว้ในห้องทรงงานของพระองค์เรียบร้อยแล้ว เชิญพระองค์ตรวจสอบได้”
เสียงนี้ดังก้องชัดเจนในหูราวกับเจ้าตัวมาคุยใกล้ ๆ ต่างกันเพียงคนพูดมิได้อยู่ด้วย มาแต่เสียงราวผีหลอก หรือเรียกอีกอย่างว่า ฉวนอิน (ส่งเสียงผ่านจิตหรือพลังปราณ) ที่แค่คิดและสื่อมาแต่ไม่จำเป็นต้องมาเอง หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ
“อืม ขอบใจมาก”
หงฮุ่ยหลิงถอนจิตสัมผัสคืนเข้าสู่สื่อไห่ (มหาสมุทรจิต) จับอาภรณ์ให้เรียบร้อยก้าวเท้าเดินไปในห้องทรงงานที่อยู่ห่างจากห้องนอนไปราวห้าสิบก้าว
หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกเหงื่อตกอย่างพิกล “อย่างนั้นหรือ ขอบคุณที่ชม”เขาขยับตัวเบี่ยงถอยหลังเล็กน้อยให้เส้นผมหลุดจากมืออีกฝ่ายอย่างธรรมชาติ “แต่หากไม่จำเป็น เจ้าก็อย่าเสียเวลาไปเลย ข้าเองก็ใช่ว่าจะอยู่ที่นั่นตลอด เกรงว่าเจ้าไปอาจเสียเวลาเปล่า”เสวี่ยเฟิงมิได้ดื้อดึงดึงเส้นผมกลับมากุม เพียงเอ่ยราบเรียบคล้ายไม่ใส่ใจ แต่จงใจทุกคำ “หืม ไม่อยู่ เช่นนั้นท่านเดินทางไปที่ใด”“ข้าต้องขึ้นสะ...”หงฮุ่ยหลิงชะงักปากทันควัน แผ่นหลังเกร็งขึ้น รีบคลี่พัดที่มิได้โบกมานานขึ้นมาโบกเบา ๆ กระแอมเอ่ยกลบเกลื่อน “ขึ้นเขาช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน ในหนึ่งเดือนข้าอยู่สำนักเพียงไม่กี่วัน วันเวลาไม่แน่นอน หากเจ้ามาหาข้าที่สำนักแต่ข้ากลับไม่อยู่ เจ้าสำนักคงไม่ยินดีเท่าใดนัก และที่สำคัญมันรั้งแต่เป็นการเสียเวลาเปล่ามิใช่หรือ”เอ่ยเสร็จแผ่นหลังที่ตึงเครียดก็ผ่อนลงมาได้เมื่อกี้หากเขาเผลอหลุดปากคำว่าสวรรค์ออกไป คงได้มีนองเลือดกับเสวี่ยเฟิงเป็นแน่แท้เนื่องจากสวรรค์กับแดนปีศาจเป็นศัตรูกันชัดเจนมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จักรพรรดิสวรรค์กับราชาปีศาจถือเป็นศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้ หากเผลอบังเอิญพบเจอกันที่ใดล้
หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเสี้ยววินาทีน้องชาย คุณถามอะไรไม่คิดแบบนั้น หากคนหน้าตาดียิ่งกว่าหมื่นดวงดาราอย่างคุณไม่เหมาะกับที่นี่ ในธุลีแดงแห่งนี้คงไม่มีใครเหมาะแล้วล่ะหงฮุ่ยหลิงโบกมือไปมา “มิใช่ ๆ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”เขารีบกล่าวเพิ่มเติม “บ้านเจ้าก็ออกจะกว้างใหญ่เพียงนี้ คงมีพี่ชายพี่สาวอยู่หลายคนกระมัง”เสวี่ยเฟิงขยับขาเล็กน้อย หยิบผลองุ่นบนจานเงินตรงกลางตั่งไม้ขึ้นมาบรรจงปอกเปลือกอย่างพิถีพิถัน ทั้งที่ไม่ปอกก็สามารถกินได้“เคยมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นบุรุษรูปงาม เป็นเซียนกระบี่ขาวอันเจิดจรัส” เขานำองุ่นเข้าปากอย่างเกียจคร้าน เสียงราบเรียบแต่เฉือนลึกถึงกระดูก “แต่พลันเกิดเรื่องที่แม้แต่ข้าเองก็ไม่อยากนึกถึงนัก ตอนนี้จึงไม่มีแล้ว”เสวี่ยเฟิงหันใบหน้ามามองหงฮุ่ยหลิง “ท่านเซียนดูจะไม่ค่อยชอบเสียงดังนัก ถ้าเช่นนั้นมาอยู่กับข้าก็ได้” เขาหยิบผลองุ่นขึ้นมาหมุนเล่นก่อนนำเข้าปาก “อย่างน้อยข้าก็รู้จักเงียบกว่าใครหลายคนที่ท่านเคยพบเจอมา”หงฮุ่ยหลิงเอ่ยตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด “ขอบใจมาก แต่ข้าขอรับเพียงน้ำใจพอ”เสวี่ยเฟิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกปฏิเสธ แววตาไม่เผยความรู้สึกใด เสียงยังคงสุภาพแต
ทั้งสองเดินเที่ยวชมบ้านเรือนและเขตแดนมาสักพัก หงฮุ่ยหลิงพลันหุบพัดลง เดินขึ้นหน้าเล็กน้อยสองก้าว หันใบหน้ากลับมามองบุรุษด้านหลัง “น้องชาย ข้ายังมิได้ถามเจ้าเลย เจ้ามีนามว่าอะไร?”แผ่นหลังของบุรุษแปลกหน้าตั้งตรง เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคมราวเปลวเพลิงเหล็ก “ข้าชื่อหลี่เสวี่ยเฟิง หรือท่านจะเรียกเสวี่ยเฟิงเฉย ๆ ก็ได้”เสวี่ยเฟิง ที่แปลว่า ลมหิมะ เหรอในนิยายต้นฉบับไม่มีตัวละครที่ชื่อเสวี่ยเฟิง งั้นแสดงว่าน้องชายคนนี้ไม่ใช่ตัวละครหลัก แต่เป็นตัวประกอบปลาซิวปลาสร้อยที่ไม่มีบท หรือไม่ก็เป็นชื่อปลอมที่โกหกเพื่อกลบเกลื่อนตัวตนไปตามสถานการณ์“เช่นนั้นเสวี่ยเฟิง บ้านเจ้าอยู่ที่ใด บนสวรรค์ สำนักเซียนพิภพมนุษย์ หรือ แดนปีศาจแห่งนี้”นัยน์ตาสีชาดหรี่ลงช้า ๆ มีประกายประหลาดวูบผ่าน มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย็น “ท่านเซียนอยากรู้ไปทำไม? คงมิใช่ว่าท่านคิดจะไป ‘เยี่ยม’ บ้านข้าหรอกกระมัง?”จะใช่ได้อย่างไร ผมแค่ถามเพราะอยากรู้ว่าคุณเป็นทวยเทพองค์ไหนเฉย ๆ บ้านอะไรไม่ได้อยากไปสักนิดหงฮุ่ยหลิงชะงักความคิดไปเล็กน้อยแต่เอ๊ะ! หากไอ้หน้าหล่อนี่เป็นทวยเทพจริง ๆ เขาไม่มีทางยอมบอกว่าบ้านตัวเองอยู่ตรงไหน
“ตึง!” เสียงชนดังสนั่น ร่างของเขาล้มลงเข้าไปในอ้อมแขนของบุรุษผู้หนึ่ง มือหนาของบุรุษผู้นั้นรับร่างของเขาไว้อย่างมั่นคงโอ๊ย...เจ็บเป็นบ้า เมืองบ้าเมืองบออะไรคนเยอะขนาดนี้ฟะ!หงฮุ่ยหลิงสถบในใจอย่างเหลืออด มิได้สนใจว่าใครพยุงตนอยู่ รีบผละออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่งนั้น จัดอาภรณ์ที่ยับนิดหน่อยจากแรงชน คลี่พัดเตรียมเดินต่อ ไม่มีแม้แต่คำว่า ‘ขอบใจ’ กับบุรุษที่ช่วยประคองมิให้เขาล้มหัวทิ่มพื้นสาเหตุมิใช่ว่าเขาไร้มารยาทหรือไม่รู้จักคำว่าน้ำใจแต่เพราะเขาอ่านนิยายเรื่องนี้มาจนรู้จักนิสัยของไอ้นักเขียนจิตวิปริตนั้นดีเกินไปนักเขียนผู้นี้ไม่มีทางเขียนให้แดนปีศาจจะปกติเหมือนแคว้นนครทั่ว ๆ ไป เท่าที่เขาจำได้ ดินแดนของพระเอกในนิยาย ประชากรทุกคนล้วนเป็นผู้มีฝีมือด้านการสังหารและล่อลวงผู้คน หากเผลอไปสบตาใครเข้า เผลอ ๆ อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว“หึ”เสียงหัวเราะแผ่วในลำคอ นัยน์ตาสีชาดเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าธารน้ำแข็ง ยามแผ่นหลังสีฟ้านั้นผละหนีโดยไม่คิดเหลียวหลังแม้แต่น้อย“ท่าน...ช้าก่อน”เสียงทุ้มต่ำน่าฟังราวสายลมสารทดังขึ้นจากด้านหลังเสียงนั้นแม้มิได้ดังมากนัก ทว่ากลับหยุดการก้าวเท้าของหงฮุ่ยหลิงทันที
บรรยากาศในห้องทรงงานก็เหมือนในหนังจีนกำลังภายในเทพเซียนทั่ว ๆ ไป มีโต๊ะไม้อยู่มุมหน้าต่างพอดิบพอดี บนโต๊ะมีหมึกชนิดพิเศษ มีขนนก มีพู่กัน มีกระดาษ มีหน้าต่าง มีพรมขนสัตว์สีขาววางบนพื้นตรงโต๊ะไม้เตี้ย ข้าง ๆ มีกล่องไม้ประณีตไว้ใส่เอกสารสำคัญต่าง ๆหงฮุ่ยหลิงเดินไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นพรม หยิบม้วนกระดาษจากในกล่องไม้ขึ้นมาคลี่เปิดอ่าน อ่านมาครึ่งค่อนวันก็เข้าใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อยหน้าที่หลัก ๆ ก็มิได้มีอะไรมาก นอกจากคอยจัดการเรื่องร้องเรียนจากเหล่าทวยเทพ แก้ปัญหาเรื่องวุ่นวายเวลามีเหล่าปีศาจขึ้นมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้เหล่าทวยเทพ และสร้างธารบำเพ็ญให้เสร็จตามต้นฉบับธารบำเพ็ญที่จะสร้างขึ้นมานี้ มิใช่มีไว้เพียงเป็นแหล่งเลื่อนขั้นพลังวิญาณให้เหล่าทวยเทพ แต่ยังมีไว้เพื่อทรมานลู่ซิงเยียนในต้นฉบับอีกด้วยในต้นฉบับ หงฮุ่ยหลิงไอ้โรคจิตมันอยากให้ลู่ซิงเยียนเป็นตี้จวินองค์ถัดไปต่อจากตน จึงวางแผนให้เขาลงธารบำเพ็ญและใช้คลื่นอัสนีฟาดจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย สุดท้ายพระเอกก็อดรนทนไม่ไหว บุกทะลวงธารบำเพ็ญ ฝ่าคลื่นวารีเพื่อพานายเอกออกมาและนั่นเป็นเหตุให้ไอ้ตี้จวินวิปลาสนั้นโดนกลบเป็นตัวตายตั
หงฮุ่ยหลิงแทบจะหงายหลังตกบัลลังก์ทองคำ เขาก็คิดอยู่หรอกว่าน่าจะมาตอนต้น ๆ ของนิยาย แต่ใครมันจะไปคาดคิดว่าจะมาตั้งแต่พึ่งจุติเช่นนี้ทั้งที่ในใจมีคลื่นโหมกระหน่ำ แต่ใบหน้ายังคงสงบนิ่งราวฟังเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป “อย่างนี้นี่เอง”บ้าน่า ๆ ผมพึ่งมาจุติเมื่อกี้เองเหรอ อย่างนั้นก็แสดงว่าผมเข้ามาตอนเริ่มบทของเรื่องเลยน่ะสิ งั้นแสดงว่าไอ้พวกกฎโง่ ๆ ที่ห้ามเลี้ยงหมาแมวก็ยังไม่มี ดูจากเหล่าทวยเทพตอนนี้นายเอกก็ยังไม่แน่ว่าจะขึ้นสวรรค์มาด้วย ถ้าอิงตามต้นฉบับต้องรอประมาณสองสามปีต่อจากนี้ก่อนนายเอกจะขึ้นสวรรค์และกลายเป็นบุปผาเปราะบางที่เหล่าเทพต่างประคมประหงมเช่นนั้นผมก็มีเวลาเหลือเฟือในการวางแผนต่อกรกับพระนายเลยน่ะสิ แบบนี้มันโชคดีในความโชคร้ายชัด ๆ แม้ในใจจะลิงโลดอยากกระโดดโห่ร้องด้วยความปลื้มปีติ แต่สถานการณ์จริงยังวางมาดสุขุมไม่ไหวเอนแม้ลมฝนโหมกระหน่ำ“หย่งจง กฎสวรรค์ยามนี้ใครเป็นผู้ดูแล”หย่งจงเงยหน้าเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”หย่งจงแม้จะเป็นทวยเทพฝ่ายเอกสาร แต่กลับได้ชื่อว่าเป็นเทพที่โหดเหี้ยมเย็นชา แก่นปราณแข็งแกร่งระดับ เจินเซียน ดำรงรักษากฎสวรรค์อย่างเข้มงวด ไม่อ่อนข้อให







