เข้าสู่ระบบแต่แล้วขณะที่ทั้งบ้านกำลังกังวลใจอยู่นั้น ร่างที่นอนอยู่กลับมีปฏิกิริยาขึ้นมา ซึ่งหลี่ลู่หรานเห็นเข้าจึงรีบบอกทุกคนอย่างดีใจ
“ทุกคนดูนั่นสิ นิ้วพี่รองเหมือนจะขยับ”
“นั่นสิ นิ้วของอาเหมยขยับจริง ๆ ครับพ่อ แม่”
หลี่ซือหยวนดีใจไม่น้อยแล้วรีบบอกพ่อกับแม่เลี้ยง ที่เขารักและเคารพเธอเหมือนแม่ตัวเอง
ตอนนี้ทุกคนยิ้มได้แล้ว แต่ก็ยังอยากจะพาหลี่เหมยเข้าเมืองเพื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลสักครั้ง และคิดว่าเมื่อเธอฟื้นจะรีบพาไปทันที
ส่วนร่างของหลี่เหมยที่กำลังนอนอยู่นั้น เริ่มขยับเปลือกตาเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นบรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไป เธอจึงลุกพรวดด้วยความตกใจ
“พวกคุณเป็นใคร” นี่คือคำถามแรกที่เธอถาม และคำถามนี้สร้างความตกใจให้กับคนภายในห้องไม่น้อยเลย นั่นเพราะกลัวว่าเกิดการกระทบกระเทือนที่สมอง ทุกคนจึงมีความเคร่งเครียดและกังวลอาการของเธออย่างเห็นได้ชัด
ขณะนั้นเอง หลี่เหมยกรีดร้องออกมาเหมือนกับเจ็บปวดมาก เธอเอามือกุมศีรษะไว้ ก่อนจะมีภาพเรื่องราวต่าง ๆ ฉายชัดเข้ามาในหัว ทำให้รู้ว่านี่คือร่างของหลี่เหมย นางร้ายในนิยายที่เธอเขียน!
‘นี่ฉันเข้ามาในนิยายเหรอเนี่ย!’
ใช่แล้ว เธอคือเสี่ยวหลิงที่ตายเพราะนอนน้อยและโดดดูดวิญญาณเข้ามาในร่างนี้ แต่เพราะร่างนี้อ่อนแอจนเกินไปทำให้หญิงสาวสลบไปอีกครั้ง
“อาเหมย” ทุกคนร้องเรียกอย่างตกใจ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวล้มตัวไปกับที่นอนอีกครั้ง
“พ่อครับ ผมคิดว่าเราต้องพาน้องไปหาหมอแล้วล่ะ”
หลี่ซือหยวนเริ่มลนลานเมื่อน้องสาวหลับไปอีกแล้ว“เราตามหมอในหมู่บ้านมาตรวจก่อนดีกว่า อย่างน้อยตอนนี้อาเหมยก็ฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว ต่อให้เธอจะมีอาการแปลกจากเดิมก็ตาม” คนเป็นพ่อห่วงลูกสาวไม่ต่างกัน แต่เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้งก็มีความหวังแล้วว่าหลี่เหมยจะไม่เป็นอะไร
ได้ยินอย่างนั้นหลี่ซือหยวนรีบวิ่งออกไปจากบ้านทันที
เมื่อกลับมาก็มีหมอประจำหมู่บ้านตามมาด้วย หมอคนนี้เริ่มตรวจดูว่าหลี่เหมยเหมยเป็นอะไรถึงได้สลบไปแบบนั้น แต่เมื่อตรวจดูอย่างละเอียดแล้ว พบว่าร่างกายของเธอไม่เป็นอะไรเลย
“หลี่เหมยไม่เป็นอะไรหรอก ฉันคิดว่าควรให้เธอพักสักหน่อยเถอะ อีกไม่นานคงตื่นขึ้นมาเอง”
หมออียังคงตอบเหมือนเดิม เนื่องจากดูแล้วว่าเธอไม่มีอาการอะไรให้เป็นห่วง ท่าทางของเธอเหมือนคนหลับไปเท่านั้น
“หมออี แล้วทำไมตอนที่อาเหมยฟื้นขึ้นมาถึงมีท่าทีจำพวกเราไม่ได้ล่ะ” เฉินรุ่ยเมิ่งมีความกังวลในเรื่องนี้พอสมควร กลัวว่าเมื่อลูกฟื้นขึ้นมาแล้วจะไม่เหมือนเดิม กลัวว่าหลี่เหมยจะจำทุกคนในบ้านไม่ได้
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก นั่นเพราะว่าเธออาจจะหลับนานจนเกินไป ทำให้สมองยังคงมีความมึนงงอยู่ ต้องรอดูตอนที่เธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ยังไงเดี๋ยวฉันจัดยาบำรุงไว้ให้ก็แล้วกันนะ”
“ขอบคุณครับหมอ ค่ารักษาเท่าไรครับ” หลี่กวงกล่าวขอบคุณ ก่อนจะสอบถามถึงค่ายาและค่าหมอในครั้งนี้
“ไม่ต้องหรอก สมุนไพรพวกนี้ฉันหามาจากบนเขาน่ะ
ไม่เกี่ยวกับของรัฐที่ส่งมาให้ ฉันเห็นหลี่เหมยเหมือนลูกหลานคนหนี่ง เดี๋ยวให้ซือหยวนตามฉันไปเอายามาก็แล้วกัน”หมออีเห็นว่านี่คือเรื่องเล็กน้อย อีกอย่างสมุนไพรที่เขาหามาก็ไม่ได้เสียเงินซื้อ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน
“ครับหมอ” หลี่ซือหยวนรับคำ ก่อนจะเดินตามหมออีออกมาเพื่อไปรับยามาต้มให้น้องสาวได้กิน
“ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่กลับไปทำงานก่อนนะ ลูกก็เฝ้าดูพี่ไว้ หากอาเหมยฟื้นแล้วรีบไปตามเลยนะ” หลี่กวงเห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่ต้องทำงานรอบบ่ายแล้วจึงได้บอกลูกคนเล็ก
“ค่ะพ่อ พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลนะ พี่รองฟื้นเมื่อไรฉันจะรีบไปบอกทันทีเลย พ่อกับแม่ไปทำงานเถอะค่ะ” เด็กสาวรีบพยักหน้ารับคำสั่ง เธอเองก็ห่วงพี่สาวเหมือนกันวันนี้เลยไม่ยอมที่จะไปไหน
ส่วนหลี่เหมยความจริงเธอรู้สึกตัวแล้ว แต่ยังมึนงงเลยไม่ยอมตื่นขึ้นมา ‘ขอโทษนะคะทุกคน ขอฉันตั้งสติสักหน่อยก็แล้วกัน เรื่องแบบนี้ทำใจยากจริง ๆ’
หลังจากสั่งการลูกสาวคนเล็กเรียบร้อยแล้ว จากนั้นสองสามีภรรยาจึงเตรียมตัวไปทำงาน แม้ว่าจะหวงลูกสาวอย่าง
หลี่เหมยแค่ไหน แต่งานในกองพลน้อยก็ต้องทำ เพราะนั่นคืออาชีพหลักของครอบครัวเธอไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้เธอคือหลี่เหมย คนในบ้านรองหลี่คือครอบครัวเธอ และหลี่ลู่หรานก็โตเป็นสาวแล้วสำหรับคนยุคนี้นะ เลยอยากจะให้ของขวัญชิ้นใหญ่ ส่วนพี่ใหญ่เธอตั้งใจว่าจะให้เหมือนกัน เพราะตอนไปทำงานในเมืองจะได้ไม่ต้องนั่งเกวียนหรือเดินไป“ขอบใจนะอาเหมย” คนเป็นแม่เลี้ยงยังคงขอบคุณซ้ำ ๆหลี่เหมยยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วหันกลับไปทำอาหารต่อ โดยมีสายตาของเฉินรุ่ยเมิ่งมองแผ่นหลังของเธออย่างขอบคุณมื้อเช้าของบ้านรองหลี่พร้อมแล้วบนโต๊ะอาหาร ทุกคนจึงลงมือกินกันอย่างอร่อยและเมื่อจบมื้อเช้าจากนั้นหลี่ลู่หรานก็ออกจากบ้านเพื่อไปโรงเรียน แต่ก่อนที่เธอจะออกไปกลับโดนหลี่เหมยเรียกไว้เสียก่อน“นี่กล่องข้าว เอาไปกินมื้อเที่ยง”“พี่รองทำให้ฉันเหรอ” เด็กสาวถามอย่างดีใจ“อืม แล้วเลิกเรียนก็รีบกลับล่ะ”“ค่ะพี่รอง” หลี่ลู่หรานตอบกลับ พร้อมกับเดินออกจากบ้านด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขที่พี่สาวทำอาหารมื้อเที่ยงให้กินที่โรงเรียนเมื่อเห็นว่าน้องคนเล็กไปแล้ว หลี่เหมยจึงกลับเข้าบ้านไปล้างถ้วนชามและเก็บเข้าที่ ก่อนจะเดินเข้ามาหาพี่ชาย“พี่ใหญ่ วันนี้ไปในเมืองหรือเปล่า”“อืม คงไปเหมือนเดิมน่ะ เมื่
เก็บของล้ำค่าเฉินรุ่ยเมิ่งไม่คิดว่าอาหารที่วางตรงหน้าหลายจาน จะเกิดจากการปรุงอาหารของหลี่เหมย จึงตัดสินใจถามอีกครั้ง“อาเหมยทำอาหารเองเหรอลูก”“ค่ะแม่ ฉันทำเองทั้งหมด พ่อกับแม่ลองชิมก่อนไหม”หญิงสาวยิ้ม ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบกับข้าวอย่างละคำมาวางไว้ในจาน แล้วส่งให้พ่อกับแม่คนละชุดเพื่อให้ท่านทั้งสองลองกินดูหลี่กวงคีบอาหารในจานมาชิมทีละคำ ซึ่งไม่ต่างจากภรรยาเลย ทันทีที่ได้ลิ้นได้สัมผัสกับอาหาร ทำให้เขาตะลึงเล็กน้อย ไม่คิดว่าหลี่เหมยจะทำอาหารได้อร่อยอย่างนี้ แม้ว่าจะไม่มีคำชมออกมา แต่สีหน้านั้นทำให้สองพี่น้องรู้ว่าพ่อชอบอาหารที่กินไปซึ่งผิดกับเฉินรุ่ยเมิ่ง เธอไม่คิดที่จะเก็บคำชมไว้ในใจ “อร่อยมาก ไม่คิดเลยว่าอาเหมยจะทำอาหารอร่อยแบบนี้”“ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าฝีมือการทำอาหารฉันจะไม่ได้เรื่องเสียแล้ว” หลี่เหมยที่ลุ้นมากคลายความกังวล เมื่อแม่เลี้ยงเอ่ยคำชมออกมา“อะไรอร่อยเหรอครับ” หลี่ซือหยวนกลับมาได้ยินพอดีเขาจึงถามอย่างอยากรู้“พี่ใหญ่รีบไปล้างเนื้อล้างตัวเถอะ แล้วมากินมื้อเย็นพร้อมกัน” หลี่เหมยไม่ตอบและขยิบตาให้ทุกคนไม่ให้บอกพี่ชายเรื่องที่เธอทำอาหารเอง“อืม กำลังหิวเลย”ชายหนุ่มไม่คิดอ
อีกคนพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ จนลืมไปว่านี่คือครอบครัวบ้านรองหลี่ไม่ใช่ครอบครัวของหล่อน“หล่อนจะยุ่งอะไรด้วยล่ะ หลี่เหมยจะใช้เงินฟุ่มเฟือยแค่ไหนก็เงินของเธอไม่ใช่ของหล่อน เลิกอิจฉาเด็กแล้วกลับบ้านไปทำงานบ้านและทำอาหารเถอะ นี่ก็ใกล้จะเลิกงานแล้ว เดี๋ยวคนบ้านหล่อนกลับมาจะไม่มีอะไรกิน”ชาวบ้านอีกคนพูดพร้อมกับส่ายหน้าอย่างระอา ที่คนอายุปูนนี้มานั่งอิจฉาเด็กบ้านใหญ่หลี่ ซือถัวภรรยาของหลี่โม่พี่ชายของหลี่กวงกำลังนั่งแทะเมล็ดฟักทองหน้าบ้านกับสหายสองสามคน ทั้งหมดกำลังพูดกันเรื่องของหลี่เหมยในวันนี้ ซึ่งซือถัวเองมีความอิจฉาหลานสาวไม่น้อย“หลี่เหมยช่างน่าอิจฉาเสียจริงเธอว่าไหม อายุแค่นี้มีเงินเก็บตั้งมากมาย แต่จะว่าไปเธอก็เก็บเงินมานานเหมือนกัน อีกอย่างบ้านรองเองก็ไม่ได้เอาเงินของลูกมาไว้กองกลางเหมือนครอบครัวอื่น แบบนี้ก็หลี่ซือหยวนก็น่าจะมีเงินเก็บไม่น้อยไปกว่าน้องสาเหมือนกัน”“นั่นสิ ฉันนี่อยากให้หลานสาวโตสักที จะได้ทาบทามสู่ขอให้แต่งงานด้วย หลานฉันจะได้สบาย”“พวกหล่อนนี่ บ้านนั้นมีเรื่องอะไรให้อิจฉากันล่ะ เงินแค่นั้นเอง”ซือถัวไม่ยอมให้สหายพวกนี้รู้หรอกว่า มีความคิดอยากจะแย่งชิงเงินและของมาจากบ
ไม่อยากจะเชื่อกลับมาทางด้านหลี่ซือหยวน เมื่อเข้ามาในตลาดมืดก็มองหางานเผื่อว่ามีคนจะว่าจ้าง แต่เหมือนว่าวันนี้มีคนเข้ามาใช้แรงงานเยอะ เขาเลยแทบจะไม่มีงาน“วันนี้เงียบเหงามาก แต่ผู้ว่าจ้างยังคงมีเหมือนเดิม”อาเหอพูดอย่างปลงตก วันนี้เขายังไม่มีคนว่าจ้างเลย“อย่าเพิ่งคิดมาก รอดูอีกสักหน่อยเดี๋ยวคงจะมีคนมาสอบถามเองแหละ” หลี่ซือหยวนให้กำลังใจสหาย แม้ว่าตอนนี้เขาเองก็ยังไม่มีคนว่าจ้างเหมือนกัน แต่ก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินกลับบ้าน“นั่นสิ เหมือนวันนี้พ่อค้าไม่ค่อยมีหรือเปล่า แต่ฉันก็มาตั้งแต่เช้าเพิ่งมีลูกค้าคนเดียวเอง” อาเฉียวพูดขึ้นมาบ้าง“เอาน่า อย่าเพิ่งคิดมากอย่างที่อาหยวนบอกนั่นแหละ รอดูอีกหน่อยเผื่อว่าช่วงเย็นจะมีงานให้ทำ พ่อค้าบางกลุ่มน่าจะมาช่วงเย็น”อาเจิ้นเองก็ได้งานน้อยมาก บ้านเขาเองไม่ได้มีฐานะอะไร การทำงานเกษตรจึงไม่พอที่จะจุนเจอครอบครัว เลยต้องมาหาใช้แรงงานที่นี่แทบจะทุกวันทั้งสี่คนเป็นสหายกันมานานแล้ว ยิ่งถ้ามีงานใหญ่ก็มักจะเรียกคนกันเองมาช่วยขณะนั้นก็มีคนที่หลี่ซือหยวนคุ้นตาเดินตรงเข้ามาหา“พวกนายว่างกันใช่ไหม วันนี้มีขนของเข้าโกดัง ฉันต้องการห้าคน นายไหวไหม เจ้านายให้คน
พูดจบก็จับมือน้องสาวเข้าบ้าน ส่วนพ่อกับแม่นั้นกลับไปทำงานต่อ“เก่งมากเลยพี่รอง ฉันสะใจมาก ไม่อยากจะเชื่อตาตัวเองเลย”หลี่ลู่หรานเข้าบ้านมาก็หัวเราะอย่างชอบใจ ไม่คิดว่าจะเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ที่พี่สาวของเธอดักเล่นงานฝ่ายนั้นทุกทางยิ่งการกระทำของเธอเธอยิ่งสะใจมาก ต่อไปผู้ชายคนนั้นคงไม่กล้ามายืมอะไรพี่สาวเธออีก“พี่ก็แค่ทวงของตัวเองคืนน่ะ เดี๋ยวพี่จะออกไปเดินเล่นสักหน่อย เธอก็อ่านหนังสือไปก็แล้วกัน” หลี่เหมยอยากไปทดลองระบบเสียหน่อย และอยากรู้ว่าเมื่อเธอซื้อสินค้ามันจะเอาออกมาได้จริงไหม“ให้ฉันไปด้วยไหมพี่รอง” เด็กสาวรีบเสนอตัวทันที“ไม่เป็นไรหรอกพี่จะไปเดินเล่น เรานั่นแหละอ่านหนังสือไปเถอะ อย่าให้คะแนนตกล่ะ เพราะหากเมื่อไรที่เปิดการสอบเกาเข่าอีกครั้ง พี่จะส่งเธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอง”“พี่ก็พูดไป ไม่รู้เมื่อไรที่มหาวิทยาลัยจะเปิดให้เรียนอีกครั้ง แค่จบมัธยมปลายก็พอแล้ว ฉันก็จะสอบเข้าทำงานดี ๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงทุกคนเอง”หลี่เหมยได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เธอมั่นใจว่าเมื่อถึงวันนั้น หลี่ลู่หรานจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน อย่าลืมว่าเธอคือคนเขียนเรื่องนี้เองหญิงสาวเดิน
อย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีกถังชุนเป้ยได้ยินอย่างนั้นก็เริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยดี เนื่องจากตอนนี้สายตาชาวบ้านทุกคนทุกคู่มองมาที่เธอเพื่อขอคำตอบ แต่ถ้าปฏิเสธว่าไม่เคยเอาอะไรมาจากหร่วนเจินฮ่าวเลย เธอก็จะกลายเป็นสตรีร้ายกาจแทนน่ะสิ เนื่องจากใครหลายคนก็เห็นว่าเขามักจะปกป้องเธอเสมอ และยังซื้อของมาให้เป็นประจำอยู่แล้ว“เอ่อ...ฉันไม่มีเงินหรอกนะ พี่ก็รู้ว่าบ้านฉันเป็นอย่างไร หรือพี่จะให้ฉันเอาของที่พี่ซื้อให้ไปขายล่ะ”เธอแสร้งบีบน้ำตาให้เห็น และยังทำตัวน่าสงสารเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้คนในหมู่บ้านรู้ว่าบ้านถังนั้นหากใครทำงานหรือหาเงินได้ทุกอย่างต้องส่งเข้ากองกลางทั้งหมด“ถ้าอย่างนั้นเธอเอาเสื้อผ้าที่ฉันซื้อให้ไปขาย แล้วเอาเงินมารวบรวมคืนหลี่เหมยก่อน เพราะไม่อย่างนั้นฉันต้องเดือดร้อนแน่”เขายังคงกดดันให้เธอช่วย ซึ่งสายตาก็มองเห็นภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านมองอยู่ ทว่าอีกฝ่ายกลับสงบนิ่งมากถังชุนเป้ยหันมาทางหลี่เหมยแล้วแสร้งบีบน้ำตาเรียกความสงสาร “หลี่เหมย เราสองคนเป็นสหายกันมานาน เธออย่าเพิ่งทวงเงินพี่เจินฮ่าวได้ไหม หากเธอทำได้ ฉันสัญญาว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับเขา”“เธออย่าทำอย่างนั้นเลย ฉันไม่ได้ต้องการผู้ชายคน







