LOGINแสงอาทิตย์ยามสายลอดผ่านกระจกใสบานใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลนัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ในสวนลอยเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วจากสองหนุ่มน้อยวัยสามขวบที่ตอนนี้กลายเป็นศูนย์กลางความวุ่นวายของบ้านไปแล้ว
“หม่าม้า วันนี้วันอะไรฮะ!” เสียงใสของไซม่อนดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง แก้มกลม ๆ เปื้อนช็อกโกแลตจากเมื่อเช้า ส่วนอีกคนเซธยืนอยู่ข้าง ๆ ดวงตากลมโตแวววาวด้วยความตื่นเต้น “วันนี้เป็นวันพิเศษค่ะ วันเกิดของใครบางคน ที่เรารักมาก ๆ “ เซเรน่ายิ้มพลางลูบหัวลูกชายทั้งสอง “ป่ะป๊า!!!” ทั้งคู่ตะโกนพร้อมกันจนเสียงก้องทั้งห้องโถง “ถูกต้องค่ะ~ งั้นวันนี้เรามาช่วยหม่าม้าทำเซอร์ไพรส์ให้ป่ะป๊าดีไหมคะ?” เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ กับความน่ารักเกินต้าน “ดีฮะ!” “เซธจะทำเค้กให้คุณพ่อ!” “ไซม่อนจะตกแต่งห้องเอง!” คำพูดสองเสียงประสานกันอย่างน่ารักจนหัวใจของเซเรน่าแทบละลาย อดไม่ได้ที่จะก้มลงไปฟัดแก้มนุ่มอย่างหมั่นเขี้ยว จนเกิดเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างชอบใจ นี่สินะ ความสุขของคนเป็นแม่จริง ๆ หลังจากนั้นห้องครัวของคฤหาสน์ในวันนี้ถูกยึดครองโดยทีมเล็ก ๆ สามคน เซเรน่าผูกผ้ากันเปื้อนลูกไม้สีครีม ส่วนลูกชายทั้งสองคนสวมผ้ากันเปื้อนลายการ์ตูนหมีที่ป้าไอรีน หรือหัวหน้าแม่บ้านของคฤหาสน์หลังนี้ทำให้โดยเฉพาะ “เริ่มจากตอกไข่นะคะ” เซเรน่าพูดพลางวางถ้วยผสมแป้งลงตรงหน้าโต๊ะใหญ่ “ไซม่อนทำได้ฮะ!” ไซม่อนรีบคว้าไข่ขึ้นมาในมือด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น ทว่าไม่ถึงเสี้ยววินาทีต่อมาเปลือกไข่กลับแตกไม่เหลือชิ้นดี แถมไข่ยังไหลลงบนเคาน์เตอร์ แทนที่จะเป็นชามที่วางตรงหน้าเด็กน้อย “อ๊ะ! มันหนืดอะหม่าม้า!” ไซม่อนทำหน้ายุ่ง มือเล็ก ๆ พยายามเช็ดไข่ขาวที่ติดเต็มนิ้ว แต่ยิ่งเช็ดกลับยิ่งเลอะ “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหม่าม้าจัดการเองนะคะ” เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบหยิบผ้ามาเช็ดให้ แต่ไม่ทันไรอีกฝั่งของโต๊ะก็มีเสียงดังขึ้นในจังหวะนั้น “เซธ อย่าโยนไข่สิคะ” “เซธอยากลองว่ามันเด้งมั้ยฮะ...” เด็กชายอีกคนยกมือขึ้นอย่างรู้สึกผิด ดวงตากลมโตมองแม่ด้วยสีหน้าแสนซื่อ “โถ่เด็กดี ไม่ต้องกลัวนะคะ หม่าม้าไม่ได้โกธร เห็นไหม เปื้อนก็เช็ดได้ไม่เป็นไร” “ฮะหม่าม้า! เซธรักหม่าม้าที่สุดเลย!” หลังจากที่ผ่านด่านแรกไข่ก็แตกไปหลายลูก แต่เซเรน่ากลับไม่หงุดหงิดแม้แต่น้อย ซ้ำยังเอ็นดูในความพยายามของลูกชายทั้งสอง และตอนนี้กำลังเริ่มลงมือคนแป้งด้วยกัน “ไซม่อนคน ๆ แบบนี้นะคะ เก่งมาก” “เซธอย่าชิมแป้งสิ! มันยังไม่สุกนะคะ!” เซเรน่าเบิกตากว้างเมื่อสังเกตเซธที่เงียบผิดปกติ กำลังกินแป้งที่กำลังผสม แต่คำเตือนก็สายไปเสียแล้ว แป้งวานิลลาเปื้อนเต็มแก้มเด็กชายที่ยิ้มอย่างภูมิใจ “อร่อยดีฮะ~” เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วทั้งห้องครัวทันที ขณะที่แป้งบางส่วนฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นห้องขาวโพลนราวกับหิมะตก เซเรน่ากุมขมับเล็กน้อยและได้แต่ขอโทษแม่บ้านที่ต้องมาทำความสะอาดต่อในใจ แต่จะให้ดุลูกชายทั้งสองก็ทำไม่ได้ “ป่ะป๊าเห็นสภาพครัวแบบนี้คงเป็นลมแน่ ๆ” เซเรน่าพูดพลางหัวเราะ ก่อนจะช้อนลูกทั้งสองขึ้นมากอด “ไม่เป็นไรฮะ หม่าม้าบอกว่าทำด้วยใจใช่มั้ยครับ” ไซม่อนพูดเสียงใส “งั้นเค้กของเราจะอร่อยสุดในโลกเลย!” เซธเสริม “ค่ะ อร่อยที่สุดเลย เพราะเป็นของขวัญจากหัวใจลูกทั้งสองของป่ะป๊าเลย~” เซเรน่าหัวเราะจนตาหยี กลิ่นขนมหวานเริ่มอบอวลไปทั่วห้องครัวในอีกสิบนาทีต่อมา เด็กชายทั้งคู่จ้องเตาอบอย่างตั้งใจราวกับกำลังเฝ้าดูสิ่งมหัศจรรย์ “มันพองแล้วหม่าม้า! มันโตแล้ว!” ไซม่อนกระโดดตัวน้อย ๆ อย่างดีใจ “ปะป๊าเห็นต้องดีใจแน่!” เซธพูดพลางยิ้มกว้าง เซเรน่ามองลูกทั้งสองอย่างอ่อนโยน แค่เห็นแววตาเปล่งประกายสองคู่นั้น เธอก็รู้แล้วว่าไม่มีของขวัญชิ้นไหนมีค่ามากกว่ารอยยิ้มของเด็กทั้งคู่ แต่ทว่าความสุขกลับอยู่ได้ไม่นาน... ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! เสียงเตาอบดังขึ้น ทั้งสามแม่ลูกรีบวิ่งไปเปิดเตาพร้อมกัน และทันทีที่กลิ่นไหม้ลอยฟุ้ง เซเรน่าก็ร้องด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าดันตั้งเวลาผิด “ว้ายยยย!” เค้กที่ควรจะฟูสวยกลับแบนและดำเกรียมไปครึ่งก้อน เซเรน่าถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนแฝดสองคนมองหน้ากันเงียบงัน ก่อนที่ไซม่อนจะกระซิบเบา ๆ “หม่าม้า มันเหมือนภูเขาไฟไหม้เลยฮะ...” “ใช่ค่ะ ภูเขาไฟแห่งความรักของเรา” เซเรน่ากัดริมฝีปากกลั้นหัวเราะ “แล้วป่ะป๊าจะชอบมั้ยครับ?” เซธถามตาโต “แน่นอนค่ะ เพราะป่ะป๊าชอบคนที่ทำให้นี่น่า เพราะงั้นต้องชอบอยู่แล้วค่ะ” เซเรน่ายกมือลูบหัวลูกทั้งสองอย่างอ่อนโยน แม้จะกล่าวไปเช่นนั้น ดูเหมือเธอคงต้องสั่งเค้กมาแทนเสียแล้ว แต่เพื่อไม่ให้เด็กทั้งสองเสียใจ คงต้องเก็บไว้ให้ไซรัสดูเสียก่อน สองแฝดมองหน้ากัน ก่อนจะยิ้มตาหยีแล้วพูดขึ้นพร้อมกัน “งั้นพวกเรามาตกแต่งมันให้สวยที่สุดเลยฮะ!”เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







