เข้าสู่ระบบสองสัปดาห์ผ่านไปอย่างเงียบสงบ หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนจะสงบสำหรับเซเรน่า หลังจากที่เพนท์เฮ้าส์หรูของเธอกลายเป็นสถานที่กลบดานของตัวร้ายของนิยายเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตสีดำที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่เดินอยู่ในครัว หรือแม้แต่กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่ลอยติดอยู่ตรงระเบียง ทุกสิ่งทุกล้วนบ่งบอกว่าไซรัสยังคงอยู่ที่นี่ และไม่มีทีท่าว่าจะไปไหนในเร็ววัน
เวลาช่วงบ่ายของวันนี้ แสงแดดอุ่น ๆ ลอดผ่านม่านโปร่งเข้าสู่ห้องนั่งเล่น เสียงน้ำจากกาน้ำเดือดดังขึ้นพร้อมกลิ่นชาหอมอ่อน ๆ เซเรน่าอยู่ในชุดเรียบง่าย เธอกำลังชงชาและจัดถาดยามาไว้สำหรับทำแผลให้ไซรัส โดยที่บนโซฟาอีกฝั่งมีไซรัสนั่งพิงพนักรออยู่ เสื้อเชิ้ตของเขาถูกปลดกระดุมสองเม็ดเผยให้เห็นรอยแผลเป็นใต้ผ้าพันแผลที่เธอเป็นคนทำความสะอาดและพันให้ใหม่ทุกวัน
“มานี่ค่ะ ฉันจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้” เสียงนุ่มของเซเรน่าดังขึ้น
ไซรัสเหลือบมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะขยับตัวมาใกล้ เซเรน่าวางถาดยาไว้ข้าง ๆ มือเรียวค่อย ๆ แกะผ้าพันแผลออกจากหน้าท้องเขาอย่างระมัดระวัง กลิ่นแอลกอฮอล์แตะจมูก และในชั่ววินาทีนั้นเธอรู้สึกถึงลมหายใจของเขาอยู่ใกล้จนสัมผัสได้
“ยังเจ็บอยู่ไหมคะ?” เธอถามเสียงเบาโดยไม่เงยหน้า
“ไม่เท่าไหร่”
ไซรัสตอบเสียงเรียบ แต่แววตาที่มองเธอกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลยสักนิด มันมีทั้งความสงสัย ความระวัง และบางสิ่งที่คล้ายความรู้สึกที่เขาไม่เข้าใจซ่อนอยู่ลึก ๆ
“คุณอดทนเก่งจัง” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “ปกติผู้ชายพอเจอแอลกอฮอล์แตะหน่อยก็ร้องกันทั้งนั้น”
“เธอไม่ควรถามกับคนที่ใช้ชีวิตเสี่ยงตายในทุกวันอย่างฉัน” ไซรัสหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ฉันรู้ค่ะ แต่บางครั้งสิ่งที่เจ็บที่สุด อาจไม่ใช่บาดแผลบนร่างกายก็ได้” เธอพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะใช้ผ้าสะอาดซับยาบริเวณบาดแผลของเขาอย่างเบามือ
“เธอหมายความว่ายังไง” เขาชะงักไปเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็อินภาพยนตร์ที่ดูเมื่อคืนก่อน” ใบหน้าสวยหัวเราะเบา ๆ
ไซรัสเงียบพลางมองรอยยิ้มบนใบหน้าของเซเรน่า เขาไม่ตอบอะไรแต่สายตานั้นกลับลึกและนิ่งจนอ่านไม่ออก ราวกับกำลังพิจารณาหญิงสาวตรงหน้า พร้อมความรู้สึกคุ้นเคยที่แผ่ซ่านในจิตใจ
ทำไมฉันถึงได้รู้สึกเหมือนเคยเจอเธอมาก่อน แต่ไม่ใช่ที่คฤหาสน์ของภาคิน แล้วเป็นที่ไหนกัน
เดจาวูงั้นเหรอ...
หลังจากทำแผลเสร็จ เซเรน่าเก็บของและเดินออกไปยังระเบียง เธอชอบสถานที่นี้ที่สุดของเพนท์เฮ้าส์ ระเบียงกระจกใสที่สามารถมองเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้สุดลุกหูลุกตา ดอกไม้ชนิดเรียงอยู่ในกระถางอย่างเป็นระเบียบ เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงบ่ายอยู่ตรงนี้ รดน้ำดอกไม้ จัดแจกัน หรือไม่ก็นั่งจิบชากับลมอุ่น
และในขณะนั้นไซรัสก็มักจะเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเสมอ เขาไม่พูดอะไร ไม่ถามอะไร แค่มองเธอเท่านั้น ราวกับกลัวว่าเธอจะแอบสังหารเขาในตอนเผลอไผล
โดยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ไซรัสเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบมองเธอเวลาทำสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้ บางทีอาจเพราะในโลกของเขาไม่มีความสงบแบบนี้เลย การเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยิ้มกับดอกไม้ แสงแดด และสายลม มันเหมือนโลกอีกใบที่เขาไม่เคยแตะต้อง
ร่างสูงยืนพิงประตูระเบียง มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟอีกข้างซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง นัยน์ตาคมจับจ้องเซเรน่ากำลังก้มหน้ารดน้ำต้นกล้าอย่างสนใจ ยิ่งแสงแดดเคลือบผิวขาวของเธอยิ่งทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากหญิงสาวเบื้องหน้าได้
“จะยืนมองอีกนานไหมคะ?” เธอพูดขึ้นโดยไม่หันหลัง
“ใครบอกว่าฉันมอง” เขาตอบเสียงนิ่งแต่แววตากลับแพรวพราว
“แล้วคุณมายืนตรงนี้ทำไมคะ”
“เธอก็อยู่ตรงนี้”
“ก็ฉันชอบดอกไม้นี่” ใบหน้าสวยขมวดคิ้ว
“ฉันไม่เข้าใจว่ามันมีอะไรน่าสนใจนัก”
“ก็เหมือนที่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณต้องพกปืนติดตัวแม้แต่เวลานอน”
“โลกใบนี้มีอะไรให้ฉันไว้ใจกัน ส่วนเธอก็ดูเหมือนไว้ใจทุกอย่างจนเกินไป” ไซรัสหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าฉันไม่ไว้ใจ ฉันก็คงไม่ให้คุณอยู่ที่นี่หรอกค่ะ”
เซเรน่าวางบัวรดน้ำลง พลางหันกลับมาสบตาเขา คำพูดนั้นทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ พร้อมความรู้สึกบางสิ่งผุดขึ้นภายในใจโดยไม่รู้ตัว
“เธอนี่ประมาทจริง ๆ”
เสียงทุ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะมองเธอเงียบ ๆ หญิงสาวคนนี้แตกต่างจากผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยรู้จัก เธอไม่ได้หวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังต่อล้อต่อเถียงเขาไม่หยุด จนน่าจับบีบปากเสียจริง
“ดูหนังกันไหมคะ?” ไม่นานเซเรน่าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“หนัง?” เขาขมวดคิ้ว “ฉันไม่ดูอะไรแบบนั้น”
“ทำไมคะ?”
“เสียเวลา”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา






![ลูกหมาของมาเฟีย [ราฟาเอล×ซีลีน]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
