Masuk“เสียเวลา”
“แค่สองชั่วโมงเองนะคะ ไม่ได้ให้คุณไปสู้กับใครซะหน่อย”
ไซรัสมองใบหน้างอแงของเซเรน่าเหมือนจะบอกว่ามันไร้สาระสิ้นดี แต่แล้วในที่สุดก็ต้องถอนหายใจออกมา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ
“เรื่องอะไร”
“โรแมนติกค่ะ”
“ไม่เอา”
“ปฏิเสธไวเกินไปแล้ว! งั้นแอ็กชัน?”
“…” เขาเงียบทว่ากลับมีท่าทีสนใจเล็กน้อย
“ฉันมีเรื่องที่พระเอกเป็นมือปืนด้วยนะคะ” เธอพูดพร้อมยกแผ่นดีวีดีขึ้น
“นี่เธอล้อฉันเล่น? เธอหลุดมาจากยุคไหนกันเซเรน่า” ไซรัสมองใบหน้างุนงงของเซเรน่าแล้วหลุดหัวเราะในลำคอ
“เอ๋? ทำไมล่ะ”
ใบหน้าหล่อเหลาของไซรัสส่ายไปมา ก่อนจะหลุดหัวเราะไม่หยุด ยิ่งเห็นใบหน้างุนงงของเธอยิ่งทำให้เขาหยุดขำไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ขำออกมาอย่างจริงใจ ไม่ใช่ภายใต้หน้ากาก แต่แล้วในที่สุดเขาก็จำใจนั่งดูด้วยกัน โดยที่เซเรน่าปิดผ้าม่านและเปิดไฟห้องให้สลัวลง หลงเหลือเพียงแสงจากจอทีวีที่กระทบใบหน้าทั้งสองคน
ในตอนแรกสีหน้าของไซรัสยังคงเฉยชาราวกับไม่สนใจ แต่เมื่อภาพยนตร์ดำเนินไปได้ครึ่งชั่วโมง แผ่นหลังกว้างกลับนั่งเยียดตรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนัยน์ตาคมกริบยังจับจ้องภาพเบื้องหน้าไม่วางตา จนเซเรน่าอดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะเบา ๆ กับคนที่บอกว่าไม่อยากดูในตอนแรก
“ไหนใครบ่นไม่อยากดูกัน” เธอหัวเราะเบา ๆ
“หนังเรื่องนี้มีจุดพลาดเต็มไปหมด ท่าทางถือปืนแบบนั้นไม่มีทางยิงได้แม่นแน่น” เขาบ่นโดยไม่รู้ตัว
“มันแค่หนังค่ะ ไม่ได้ยิงปืนกันจริง ๆ เสียหน่อย”
“แต่มันผิดหลักฟิสิกส์”
“คุณนี่ละเอียดจังเลยนะคะ”
เซเรน่ากล่าวอย่างขบขัน พลางนั่งเท้าคางมองใบหน้าหล่อเหลา สีหน้าของอีกฝ่ายยังคงจริงจังเสียจนน่าหัวเราะ ทั้งที่มันเป็นเพียงภาพยนตร์เกรดบีทั่วไปแท้ ๆ ไม่รู้ว่าเธอเผลอมองเขานานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีเสียงน้ำทุ้มก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ในโลกจริง ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็หมายถึงความตาย”
เขาพูดเสียงต่ำ แต่แววตานั้นไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกที มันกลับมีบางอย่างคล้ายคนที่กำลังเล่าเรื่องของตัวเอง ทำให้เซเรน่าไม่พูดอะไรต่อ เธอเพียงแค่เหลือบมองใบหน้าของเขาอีกครั้ง จวบจนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องนั้นจบลง
เซเรน่าเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปหยิบรีโมตเพื่อปิดมัน ทว่าในเวลาเดียวกันไซรัสกลับพูดขึ้นก่อน
“อีกเรื่องได้ไหม”
“แต่เมื่อกี้คุณบอกว่ามันไร้สาระ”
“ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”
“งั้นเอาเรื่องนี้นะคะ เป็นหนังฟีลกู๊ดผ่อนคลาย ๆ ”
เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอนหลังพิงโซฟาเมื่อภาพยนตร์เริ่มฉาย เสียงหัวเราะกับฉากตลกเล็ก ๆ ทำให้รอยยิ้มผุดบนใบหน้าหญิงสาว จนทำให้ไซรัสมองเธอแทนที่จะมองจออย่างเผลอไผล
โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองเธอไปนานเพียงใด
แต่กลับรู้ทันที ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นแสงสว่างเล็ก ๆ หนึ่งเดียวในชีวิตของเขา...
หลังจากนั้นหลายวันต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ โดยไม่ใช่ในรูปแบบชู้สาวในตอนนี้ แต่กลับเป็นความเคยชินที่แทรกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
ไซรัสมักเดินตามเธอไปทุกที่ในเพนท์เฮ้าส์ตั้งแต่ห้องครัว ระเบียง ไปจนถึงห้องเก็บของ บางครั้งเขาไม่พูดอะไรเลย แค่เดินตามเงียบ ๆ ราวกับเงา หรือบางทีอาจจะเหมือน ลูกหมาอย่างที่เธอหยอกล้อ
“คุณนี่ตามฉันทุกที่เลยนะคะ”
“เพราะเธอเสียงดัง”
“ฉัน?” เธอหัวเราะ “นี่ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะคะ”
เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนตอบ “ก็แค่ อยากดูว่าเธอจะทำอะไรต่อไป”
“ระวังนะคะ เดี๋ยวจะติดฉันเอา”
“ไม่มีทาง”
แต่ประโยคที่เขาปฏิเสธกลับสวนทางกับการกระทำอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนเธอออกไปซื้อของข้างล่าง เขาก็ยืนรออยู่หน้าลิฟต์ ทั้งที่บอกว่าไม่ชอบที่แออัด
ตอนเธอรดน้ำดอกไม้ เขาก็มายืนพิงระเบียงดูเฉย ๆ
ตอนเธอทำอาหาร เขาก็เดินมาเปิดฝาหม้อดูว่าเธอใส่อะไรลงไปบ้าง
จนเซเรน่าเริ่มแอบยิ้มกับตัวเอง เพราะนี่คือตัวร้ายจอมโหดเหี้ยมที่บรรยายออกมาจริง ๆ เหรอ เหมือนลูกหมาที่เอาแต่ตามเจ้าของไปมาเสียมากกว่า
แต่แล้วรอยยิ้มของเซเรน่าพลันต้องหายไป เมื่อเธอได้ยินเสียงอันคุ้นเคยจากหน้าประตู เสียงของคนที่เจอไม่อยากได้ยินและพบเจอ
ภาคินมาทำอะไรที่นี่อีก นี่เขายังไม่ล้มเลิกที่จะขอฉันคืนดีอีกเหรอ!
เร็วกว่าความคิด เซเรน่าจึงเดินไปเปิดประตูเพื่อจะไล่เขาให้พ้นเช่นทุกครั้ง ทว่าเธอกลับลืมว่ามีใครอีกคนที่อยู่ในห้องของเธอเช่นกัน เมื่อตั้งสติได้ก็สายไปแล้วเพราะตอนนี้ชายหนุ่มทั้งสองกำลังยืนเผชิญหน้ากัน
“ไซรัส? แกมาทำอะไรที่นี่”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







