Masuk“ฉันกำลังศึกษาเธอ”
“ศึกษา?”
“ใช่…พฤติกรรมของเธอ ท่าทางตอนหลับ การหายใจ การขยับตัว”
“นี่มันน่าขนลุกกว่าเดิมอีก”
“บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้คิดเรื่องแบบนั้น”
“แล้วคุณคิดอะไร คุณคิดว่าฉันเป็นนักฆ่าเหรอ?”
“ฉันไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่อ้างว่าช่วยฉันโดยไม่หวังอะไร”
“ก็บอกไปแล้วไงคะว่าตอบแทนที่คุณเคยช่วยชีวิตของฉัน คุณนี่…โรคระแวงขั้นรุนแรงเลยนะคะ” ใบหน้าสวยถอนหายใจ
“เรียกว่าระวังตัวจะดีกว่า” เขาตอบพร้อมยิ้มมุมปาก
“เอาเถอะค่ะ จะมองก็แล้วแต่คุณ แต่ถ้าฉันหงุดหงิดเมื่อไหร่ ฉันจะทุบหลังคุณแน่”
“ขู่เหรอ?”
“เตือนค่ะ”
“เธอนี่มันยัยเปี๊ยกจริง ๆ ”
ไซรัสหัวเราะอีกครั้ง เสียงหัวเราะของเขาทำให้บรรยากาศในห้องที่เคยตึงเครียด กลับผ่อนคลายขึ้นอีกครั้ง
และไม่นานหลังจากนั้นเซเรน่าก็จัดเตียงให้เขานอน ส่วนตัวเธอกลับปูฟูกนอนบนพื้นข้างเตียง เพราะเธอมีห้องนอนเพียงห้องเดียว แต่มันก็กว้างที่จะพอให้สองคนนอนในห้องเดียวกัน
“ทำไมเธอไม่ให้ฉันนอนพื้นแทน?” ไซรัสมองการกระทำของเธอแล้วพูดเรียบ ๆ
“คุณบาดเจ็บค่ะ แผลคุณยังไม่หายดี จะให้คนเจ็บนอนพื้นมันจะดีเหรอ?”
“แต่ฉันเคยนอนที่แย่กว่านี้มาก”
“แต่ตอนนี้คุณอยู่ที่นี่ ไม่ใช่สนามรบ” เธอตอบเสียงนิ่ง “และฉันก็ไม่อยากให้แขกของฉันนอนพื้น”
“แขก?” เขาทวนคำเบา ๆ
“ค่ะ แขก…ที่ฉันไม่ได้ตั้งใจเชิญมา แต่ก็ไล่ออกไปไม่ได้”
“พูดตรงดีนี่” ไซรัสหลุดหัวเราะในลำคออีกครั้ง
“ฉันก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ไม่ชอบพูดอ้อมค้อม”
“ดี…ฉันก็ไม่ชอบคนโกหก”
“งั้นเราคงไปกันได้ดี” เธอว่าพร้อมคลี่ยิ้มบาง ๆ
เขามองรอยยิ้มนั้นเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเบือนหน้าหลบ สายตาเขาเริ่มอ่อนลงโดยที่เขาไม่รู้ตัว นี่เป็นคืนแรกของการอยู่ร่วมกันในเพนท์เฮ้าส์แห่งนี้โดยที่เขามีสติ
เซเรน่านอนหันหลังให้เตียง มือกอดหมอนแน่น เธอพยายามข่มตาหลับ แต่กลับรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องจากด้านบน
“คุณไซรัส อย่ามองฉันสิคะ ฉันรู้นะ…” เธอขยับตัวเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงอู้อี้
แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่ดังอยู่บนเตียง เธอเลยลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วหันไปมอง ก่อนจะพบความจริงดังที่คิดไว้ เขายังคงลืมตาและจ้องมาที่เธอในความมืด
“คุณนี่มัน…” เธอคว้าหมอนใบหนึ่งปาใส่เขาเต็มแรง “โรคจิตแน่ ๆ!”
ไซรัสหลบได้ทัน แต่กลับปล่อยให้หมอนหมอนกระแทกหน้าอกเขาจัง ๆ เขาไม่พูดอะไรมีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ บนมุมปากที่ได้ทำให้ใบหน้าสวยของเธอยุ่งเหยิง
“ฉันเตือนแล้วใช่ไหมคะ!”
“เธอพูดจริงด้วยสิ” เขาตอบนิ่ง ๆ ทว่ากลับมีรอยยิ้มผุดบนใบหน้า
“ก็แน่นอนค่ะ!”
“แต่เธอหน้าแดงนะ”
“ฉันร้อน!”
“แน่ใจ?”
“คุณจะเลิกพูดไหม!” เธอหันหลังกลับทันที
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากเตียง เขาไม่ได้หัวเราะออกมาเต็มเสียง แต่เพียงพอให้เธอรู้สึกหงุดหงิดและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับหัวใจของชายที่ไม่เคยไว้ใจใครมาก่อน ทว่ายามนี้กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นแปลก ๆ
เขามองแผ่นหลังเล็กของหญิงสาวที่ห่มผ้าบาง ๆ นอนนิ่ง ริมฝีปากยกขึ้นน้อย ๆ อย่างพอใจโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ
สำหรับไซรัส การอยู่ร่วมกับใครในห้องเดียวกันถือเป็นเรื่องเสี่ยงที่สุดในชีวิต เขาไม่เคยยอมให้ใครเข้ามาใกล้ขนาดนี้มาก่อน แต่ทว่าคืนนี้เขาเลือกจะอยู่ตรงนี้เอง
ชายหนุ่มนอนเอนหลังช้า ๆ แสงไฟจากหัวเตียงส่องให้เห็นเส้นผมของเซเรน่าที่หล่นลงบนหมอน เธอขยับตัวเล็กน้อยในยามหลับ ทำให้ผ้าห่มเลื่อนลงมาที่ไหล่โดยไม่ตั้งใจ
ไซรัสขมวดคิ้ว ก่อนจะเอื้อมมือดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้เธอโดยไม่พูดอะไร สัมผัสเพียงชั่วครู่แต่เพียงพอให้หัวใจของเขาเต้นแปลก ๆ เขาหันหน้ามองเพดาน แล้วค่อย ๆ หลับตา เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เขานอนหลับโดยไม่ต้องจับปืนไว้ใต้หมอน
เป็นครั้งแรกที่ไม่มีฝันร้าย ไม่มีเสียงระเบิดหรือเสียงกรีดร้องในหัว
มีเพียงเสียงหายใจเบา ๆ ของหญิงสาวที่นอนอยู่ข้างล่าง พร้อมกับความอบอุ่นที่อวลอยู่ในอากาศ
เพียงไม่นานไซรัสก็ค่อย ๆ หลับไปโดยไม่รู้ตัว เสียงลมหายใจสม่ำเสมอทำให้เซเรน่าพลิกตัวช้า ๆ พลาง มองไปยังเตียงด้วยแววตาอ่อนโยน
“ฝันดีนะคะ” เธอกระซิบเบา ๆ ก่อนหลับตามเขาไป
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







