เข้าสู่ระบบ“อ๋อ…ไม่มีค่ะ ฉันคิดว่านายคงไม่อยากได้ของไร้สาระแบบนั้น”
คำตอบของเธอพาให้ไซรัสนิ่งชะงัก ดวงตาคมกริบหรี่ลงนิด ๆ ก่อนที่เขาจะยกไวน์ขึ้นจิบ แล้วลุกจากเก้าอี้โดยไม่พูดอะไร ขณะเดินตรงไปทางชายหาด ทิ้งให้เซเรน่าอ้าปากจะเรียก แต่พอเห็นแผ่นหลังกว้างที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ก็หลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“นี่เขางอนเป็นด้วยเหรอ” เธอพึมพำ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ศรันที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“นี่ครับนายหญิง ดูเหมือนบอสจะอารมณ์ไม่ดีแล้วนะครับ” ศรันรีบยื่นถุงกระดาษในมือให้
“รู้แล้วค่ะ”
เธอกระซิบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะซ่อนถุงกระดาษไว้ข้างหลังแล้วเดินตามเขาไป
เสียงคลื่นซัดเบา ๆ ท่ามกลางแสงจันทร์สะท้อนผิวทะเล ไซรัสยืนพิงก้อนหินพลางจับจ้องออกไปกลางทะเล ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยหากแต่แฝงความไม่พอใจเล็ก ๆ ในที จนเซเรน่าที่เดินตามมาอดที่จะคลี่ยิ้มไม่ได้
“งอนเหรอคะ?” เสียงหวานดังขึ้นด้านหลังร่างสูง
“เปล่า” เขาเอ่ยโดยไม่หันกลับมา
“แน่ใจเหรอ ไม่งอนแน่เหรอ แต่ใบหน้าของนายเหมือนเด็กโดนแย่งของเล่นเลยนะ” เสียงหัวเราะของเธอดังผสานกับเกลียวคลื่น
“เธอกล้าพูดแบบนั้นกับฉันเหรอ” ไซรัสหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาคมตวัดมอง
“ก็พูดไปแล้วนี่คะ” เธอยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “แล้วก็มีของมาง้อด้วย”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ก่อนจะเห็นเธอเอาถุงกระดาษออกมาจากด้านหลัง แล้วยื่นมาตรงหน้า
“อะไร”
“เปิดดูสิคะ”
ไซรัสรับมาพลางเปิดช้า ๆ ก่อที่ชายหนุ่มพลันต้องชะงัก เมื่อในถุงคือเสื้อไหมพรมสีดำเข้มปักลายนกฟีนิกซ์เล็ก ๆ กลางอกด้านซ้ายอย่างประณีต เส้นด้ายสีทองถูกถักอย่างละเอียดจนมันเหมือนมีชีวิตจริง ๆ
“เธอทำเอง?” เสียงเขาแผ่วลง
“ใช่ ตอนอยู่เขตเหนือป้าศรีสอนฉันน่ะ แถมยังให้ไหมพรมมาเยอะด้วย ฉันเลยคิดว่ามันคงเหมาะกับนายดี นกฟีนิกซ์คือการเกิดใหม่จากเถ้าถ่าน เหมือนนายที่กำลังจะกลับไปทวงคืนและยืนในที่ของตัวเองอีกครั้ง”
เหตุผลที่ลึกซึ้งของเธอทำให้ไซรัสนิ่งไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาอ่อนลงทีละน้อย พร้อมรอยยิ้มค่อย ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา เมื่อไม่คิดว่าหญิงสาวเบื้องหน้าจะใส่ใจคนอื่นถึงเพียงนี้
“เซเรน่า เธอนี่มัน…” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ
“เก่งใช่ไหมคะ?” เธอยิ้มกว้าง ขัดจังหวะเขาอย่างอารมณ์ดี
“ใช่…เกินไปด้วย” เขาหัวเราะในลำคอ
สายลมเย็น ๆ พัดกลิ่นหอมจากเส้นผมเธอมาแตะชายหนุ่ม แสงจันทร์สะท้อนในดวงตาทั้งสองราวกับประกายไฟที่กำลังจะปะทุ ไซรัสเอื้อมมือไปจับเส้นไหมพรมเบา ๆ ปลายนิ้วของเขาแตะหลังมือเธอโดยไม่ตั้งใจ
วินาทีนั้นทำให้ทั้งคู่ชะงัก ดวงตาสบกันอย่างไม่อาจละสายตาได้ หัวใจของเซเรน่าเต้นแรงจนแทบทะลุอก เมื่อไซรัสค่อย ๆ โน้มตัวลงช้า ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนได้กลิ่นไวน์ผสานกลิ่นลมทะเลแตะปลายจมูกของเธอ
เสียงหัวใจของทั้งคู่ดังแข่งกับเสียงเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง ก่อนที่ไซรัสจะเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน
“เซเรน่า ฉัน…” เสียงเขาแหบพร่า
เซเรน่าค่อย ๆ หลับตาลง ปล่อยให้อารมณ์นำพาไปเช่นเดียวกับไซรัส ริมฝีปากของทั้งคู่ใกล้กันจนเหลือเพียงลมหายใจเดียว แต่ก่อนที่พวกจะได้สัมผัสกันไปมากกว่านั้น เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นในเวลาเดียวกัน
ปัง!!
เสียงปืนดังสนั่นมาจากฝั่งงานเลี้ยง จนเซเรน่าสะดุ้งด้วยความตกใจ เธอแทบจะหันกลับไปทันที แต่ไซรัสคว้าแขนเธอไว้แน่น ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นเยียบเย็นภายในชั่วพริบตา
“อยู่ตรงนี้” เสียงเข้มออกคำสั่ง
“แต่ว่า---”
“เซเรน่า อยู่ตรงนี้!”
เขาตวาดเสียงต่ำ พลางชักปืนออกจากเอวทันที ดวงตาคมกริบจ้องไปยังแสงไฟที่วูบวาบอยู่ไกล ๆ พร้อมเสียงตะโกนของลูกน้องดังแทรกมากับเสียงคลื่น
“มีคนบุกรุกครับ!!”
“ไซรัส…!” เซเรน่าหน้าซีด
เขาหันกลับมามองเธอเพียงชั่วเสี้ยววินาที ดวงตาคมนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“เธอจะไม่เป็นไร แค่เชื่อใจฉัน”
เขาพูดเสียงอ่อน ก่อนจะผลักเธอให้หลบหลังหินใหญ่ แล้วหันหลังเดินเข้าไปในความมืดพร้อมปืนในมืด เสียงคลื่นซัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ แสงไฟสว่างจากงานเลี้ยงวูบวาบราวกับสะท้อนลางร้ายที่กำลังจะมาเยือน เซเรน่ากำเสื้อผ้าไหมพรมในมือแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวและกังวล ความอบอุ่นเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย ก็ถูกแทนที่ด้วยความหนาวเหน็บที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง
และภายใต้แสงจันทร์คืนนั้น…
เสียงปืนดังขึ้นอีกระลอก พร้อมกับเสียงตะโกนที่ดังก้องไปทั่วเกาะ
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







