เข้าสู่ระบบบรรยากาศยามค่ำคืนบนเกาะส่วนตัวนั้นครึกครื้นกว่าทุกวัน เพราะหน้าชายหาดสว่างไสวด้วยแสงไฟหลากสี ที่พาดจากต้นมะพร้าวต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง งดงามราวกับงานเทศกาลประจำปี ก่อนเสียงพูดหัวเราะจะดังขึ้นคลอกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งชวนให้ใจชื่น
ลานหน้าบ้านถูกจัดด้วยโต๊ะไม้ยาวจำนวนหนึ่ง มีพาสต้า สลัด ผลไม้ และไวน์ดี ๆ จากห้องมักไวน์ของไซรัสที่เธอไปค้นมาเสิร์ฟอยู่เต็มโต๊ะ
ลมทะเลพัดแผ่วเบา กลิ่นธรรมชาติผสมกลิ่นอาหารจาง ๆ พาให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและหัวเราะออกมาอย่างไม่ต้องระวังตัว ราวกับได้ปลดปล่อยความอัดอั้นมาเนิ่นนาน
เซเรน่าเดินไปมาระหว่างโต๊ะในเดรสขาวนวลที่พลิ้วตามลายลม เส้นผมดำขลับถูกรวบครึ่งศีรษะอวดลำคอระหงส์ เธอถือแก้วไวน์ในมือ พลางยิ้มให้ทุกคนราวกับเป็นเจ้าภาพของงาน
และก็เป็นความจริง เพราะเซเรน่าคือคนที่จุดประกายให้คืนนี้เกิดขึ้น
“ทุกคนพร้อมหรือยังคะ~” เสียงเธอหวานดังขึ้นเหนือเสียงคลื่น
“พร้อมครับคุณเซเรน่า!” เสียงลูกน้องของไซรัสดังขึ้นพร้อมกันอย่างเริงร่า
ดวงตาคมของไซรัสที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ จับจ้องเซเรน่าที่กำลังยืนอยู่กลางซุ้มดอกไม้ไม่วางตา ในจังหวะนั้นหัวใจของเขากำลังสั่นไหวอย่างห้ามมาได้ เมื่อแสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าสวยของเซเรน่า สายลมพัดชายกระโปรงพลิ้วไหวราวกับหยอกล้อกับเกลียวคลื่น ยามนี้เซเรน่าสวยมาก ๆ จนเขาแทบหยุดหายใจ
โดยดวงตาที่เป็นประกายคล้ายดวงดาวนับพัน และรอยยิ้มแสนหวาน
“ถ้างั้นคืนนี้ ขอให้ทุกคนลืมความเหนื่อยล้าทั้งหมด!” เธอเอ่ยพลางยกแก้วขึ้น “และมีความสุขจนถึงรุ่งเช้า!”
เสียงเฮดังลั่นพร้อมกับเสียงแก้วกระทบกันดังกึกก้อง เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือไปหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ถือไว้ขึ้นมาประกาศราวกับเอ็มซี
“เอาล่ะค่ะ ต่อไปคือกิจกรรมสุดพิเศษ ขอบอกไว้ก่อนว่าทุกคนต้องให้ความร่วมมือเต็มที่!”
หลังสิ้นสุดเสียงหวาน ทุกคนหันมามองเซเรน่าอย่างสงสัยและใคร่รู้ รวมถึงไซรัสที่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะนี่ไม่อยู่ในแพลนของพวกเขา
“ทุกคนหลับตาค่ะ!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นระลอกหนึ่ง แต่ทุกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย แม้แต่ชายหนุ่มเจ้าของเกาะผู้ไม่เคยยอมให้ใครบังคับ ยังขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะยอมปิดตาลง
เมื่อเห็นว่าพวกเขาให้ความร่วมมืออย่างดี เซเรน่าเดินช้า ๆ ไปตามโต๊ะ พลางวางบางสิ่งลงตรงหน้าของแต่ละคน และเมื่อเธอเดินมาถึงตรงหน้าของไซรัส เธอหยุดมองใบหน้าคมที่แม้จะหลับตาอยู่ก็ยังคงดูแข็งกร้าว ก่อนจะตัดสินใจว่าจะยังไม่ให้เขาในตอนนี้
“ลืมตาได้ค่ะ!”
เมื่อได้ยินคำสั่งของหญิงสาว ชายฉกรรจ์ทุกคนก็ร้องว้าวทันทีที่เห็นสิ่งตรงหน้า ผ้าพันคอถักมือสีต่าง ๆ วางอยู่ตรงหน้าแต่ละคน สีแดง สีเทา สีกรมท่า และสีขาวครีม ทุกผืนล้วนมีป้ายชื่อปักไว้ด้วยด้ายเส้นเล็ก
ครั้นเป็นเช่นนั้น จึงทำให้พวกเขาดีใจกว่าเดิม เมื่อรู้ว่าเซเรน่าจดจำพวกเขาได้ทั้งหมดจริง ๆ
“ผ้าพันคอ? คุณเซเรน่าทำเองเหรอครับ?” ศรันอุทานเบา ๆ อย่างประหลาดใจ พลางหยิบขึ้นมาดู
“ค่ะ ฉันเริ่มถักตั้งแต่มาที่นี่วันแรก เพราะตอนกลางคืนอากาศบนเกาะจะเย็นกว่าปกติ พอเห็นพวกคุณคอยยืนเฝ้า ฉันเลยอยากตอบแทนบ้างแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ” เซเรน่ายิ้มจนตาหยี
เมื่อได้ยินเหตุผลจริง ๆ ของเธอ ลูกน้องของไซรัสหลายคนถึงกับนิ่งเงียบ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดหางตาโดยไม่รู้ตัวบางคนถึงขั้นยืนขึ้นแล้วโค้งตัวให้เธอด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณครับนายหญิง!” เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนที่เสียงขอบคุณอื่น ๆ จะตามมาเป็นระลอก
“อย่าทำแบบนั้นเลยค่ะ ฉันก็แค่ทำในสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้เอง” เซเรน่ายกมือปัดเบา ๆ
แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ภายในใจของทุกคนยิ่งรู้สึกซาบซึ้งมากขึ้น เพราะไม่มีใครในชีวิตเคยเห็นพวกเขามีค่าเท่านี้มาก่อน
บรรยากาศอบอุ่นจึงกระจายทั่วชายหาด ทุกคนยิ้ม หัวเราะ และกินดื่มอย่างสนุกสนาน โดยในระหว่างที่ทุกคนกำลังสังสรรค์ เซเรน่าเดินอ้อมไปด้านหลังพร้อมแก้วไวน์ในมือ ก่อนจะเดินไปหาชายหนุ่มที่นั่งเงียบ ๆ เพียงลำพัง
“ไม่สนุกเหรอคะ?”
“สนุกดี แค่ไม่ค่อยคุ้นกับงานเลี้ยงที่ไม่มีปืนกับการดีลธุรกิจ”
“นั่นแหละที่เรียกว่าสนุกของจริง” เธอยิ้มบาง ก่อนจะยื่นมือไป “เดินเล่นหน่อยไหม ฉันอยากเดินดูทะเลตอนกลางคืน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสั้น ๆ “ของฉันล่ะ”
“ของนาย? ของอะไรเหรอ?” เธอเลิกคิ้วสูง แสร้งไม่รู้เรื่องในสิ่งที่เขาพูด
“ของขวัญของฉัน” เสียงเขาเรียบแต่แฝงแรงกดดัน จนเซเรน่ากลั้นหัวเราะ
“อ๋อ…ไม่มีค่ะ ฉันคิดว่านายคงไม่อยากได้ของไร้สาระแบบนั้น”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







