เข้าสู่ระบบเสียงเครื่องยนต์ของลีมูซีนดับลงท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน ไฟหน้ารถสะท้อนบนประตูเหล็กสีเข้มของคฤหาสน์ ก่อนที่ไซรัสจะก้าวลงจากรถ ฝีเท้าเขาหนักแน่นแต่ช้ากว่าปกติ เหมือนคนที่แบกบางสิ่งไว้ในใจ กลิ่นลาเวนเดอร์จากสวนยังคงลอยอวลเหมือนคืนก่อน ทว่าลมคืนนี้กลับเย็นเฉียบและหนักไปด้วยบางอย่างที่มองไม่เห็น
เขาหยุดหันกลับมามองรอบ ๆ ท้องถนนว่างเปล่า ไม่มีเสียงรถ ไม่มีแสงจากบ้านใด ทว่าความเงียบนี้กลับทำให้สัญชาตญาณของคนที่ผ่านสนามรบแห่งอำนาจมานับไม่ถ้วนเริ่มเตือน
มีบางอย่างกำลังเฝ้ามองเขาอยู่…
“บอสครับ?” ศรันเรียกเสียงแผ่วจากในรถ “ให้ผมจัดเวรยามเพิ่มไหม”
“ไม่ต้อง...แค่สั่งให้คนของเราตรวจรอบรั้วทุกสามสิบนาที” ไซรัสนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบเรียบ ๆ
“ครับ”
ศรันตอบพลางขับรถออกช้า ๆ ทิ้งให้ไซรัสยืนอยู่เพียงลำพังตรงทางเดินหินที่ทอดเข้าสู่คฤหาสน์ เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ในความมืดนั้น เหมือนมีแววไฟจากบุหรี่จาง ๆ ลอยอยู่ไกล ๆ
แค่เสี้ยววินาทีเดียวก่อนจะดับลง
ไซรัสเหยียดยิ้มเย็น ดวงตาคมวาว เขารู้ดีว่ามันคือการ ทักทายจากใครบางคนในเงา
ภายในคฤหาสน์ แสงไฟอบอุ่นจากโถงกลางส่องลอดลงบนพื้นหินอ่อน เซเรน่าเดินลงมาจากบันไดในชุดนอนสีอ่อน ผมดำยาวถูกรวบไว้ลวก ๆ ดวงตาเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขา
“นายกลับมาแล้ว...” เสียงเธอเบาเหมือนกลัวคำพูดจะทำให้เขาหายไปอีก
“ฉันบอกแล้วว่าฉันจะกลับมา” ไซรัสยกมือแตะแก้มเธอเบา ๆ
“นายเหนื่อยไหม?”
“ไม่เท่าเธอหรอกที่ต้องรอ” เขายิ้มบาง แล้วเดินนำเธอเข้าไปในห้องรับแขก
บรรยากาศดูเหมือนคืนก่อน แต่ในแววตาไซรัสมีบางอย่างต่างออกไป แววที่นิ่งเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งกลับมาจากการต่อสู้ เซเรน่ามองมือของเขาที่กำลังถอดเสื้อสูทออก เห็นคราบเลือดจาง ๆ ที่ข้อมือ เธอเม้มปาก
“อีกแล้วสินะ...”
“มันไม่ใช่เลือดฉัน” เขาตอบเรียบ เหมือนพูดถึงฝนที่ตกลงมาอย่างไม่รู้สึกอะไร
“ถึงยังไงก็ล้างออกเถอะ ฉันไม่อยากเห็นมันอยู่บนตัวนาย” เธอไม่พูดต่อ เพียงยื่นผ้าขนหนูให้เขา
ไซรัสรับผ้าไว้ แววตาอ่อนลงชั่วขณะ เขาเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ เสียงน้ำไหลกลบความเงียบ แต่ไม่อาจกลบเสียงบางอย่างที่ดังแผ่วจากภายนอกได้
“กรึก...”
เสียงเหล็กเสียดเบา ๆ บริเวณระเบียงชั้นสอง เหมือนมีบางสิ่งขยับ
เซเรน่าชะงัก หันมองตามเสียง
เธอพยายามบอกตัวเองว่าอาจเป็นเพียงลม...แต่หัวใจกลับเต้นแรงผิดปกติ
เมื่อไซรัสเดินออกมาจากห้องน้ำในเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด เขาเห็นแววตาเธอยังจับจ้องไปทางหน้าต่าง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ฉัน...เหมือนเห็นเงาคนอยู่ตรงระเบียง” เธอพูดเสียงเบา
ไซรัสไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที เขาเดินไปหยิบปืนสั้นจากในลิ้นชักไม้ เสียงขึ้นลำกระสุนดังคลิกแผ่วแต่ชัดเจน
“อยู่ตรงนี้ อย่าออกไปไหน”
เขาพูดเรียบ แต่แววตาเข้มข้นราวเหล็กในไฟ
ไซรัสเดินไปทางระเบียงอย่างเงียบกริบ แสงไฟภายในสะท้อนเงาร่างของเขาเคลื่อนไปบนม่าน แง้มบานประตูออกอย่างช้า แต่ระเบียงว่างเปล่า มีเพียงลมเย็นที่พัดกลิ่นลาเวนเดอร์เข้ามา
เขากวาดสายตามองทั่วบริเวณ ก่อนหยุดที่กำแพงสวนด้านหลัง รอยรองเท้าเปียกเล็ก ๆ บนขอบระเบียงไซรัสค้อมตัวลง มองมันใกล้ ๆ รอยใหม่ สด และตรงกับดินชื้นจากด้านนอก
“มันมาแน่...” เขาพึมพำแผ่วเบา
“บอสครับ มีรายงานจากคนเฝ้าประตู ว่ามีรถไม่ทราบทะเบียนขับวนหน้าคฤหาสน์สองรอบก่อนหายไปทางตะวันตก” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ ศรันโทรมา
“ให้ตามสัญญาณกล้องทั้งหมดของรอบรั้ว ถ้ามีใครแตะรั้วแม้แต่มิลลิเมตร ฉันต้องรู้” ไซรัสตอบเสียงเรียบ
“ครับบอส”
เขากดวางสายแล้วหันกลับมามองเธอที่ยืนอยู่ตรงประตู
“พวกมัน...ตามนายมาสินะ” เซเรน่าจับแขนเสื้อเขาแน่น
ไซรัสสบตาเธอ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“ไม่ใช่พวกมันทั้งหมด...แต่มีใครบางคนที่ต้องการให้ฉันรู้ว่า ฉันกำลังถูกจับตา”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็น แต่ภายในแววตานั้นคือความเดือดที่ซ่อนลึก
“ถ้าอย่างนั้น เราควร---” เธอกัดริมฝีปาก
“ไม่ต้องห่วง” เขาตัดคำ พลางวางมือบนไหล่เธอ “ต่อให้พวกมันมากี่คน ก็ไม่มีใครแตะต้องเธอได้”
เธออยากเชื่อ แต่ในดวงตาเขา...มีบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ความระแวดระวังที่กลืนกับความกลัวอย่างเงียบงัน ในขณะที่เขาเดินไปปิดไฟในโถง เธอมองตามเงาร่างของเขาในความมืด แล้วจู่ ๆ เสียงคลื่นลมแรงจากภายนอกก็ดังขึ้น
ม่านปลิวแรงชนเข้ากับกระจก และที่มุมหนึ่งของสวน มีแสงไฟสีแดงวาบผ่านเหมือนเลเซอร์ของกล้องส่องเป้า ก่อนจะดับวูบไปพร้อมกับเงาคนที่ถอยหายเข้าความมืด
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







