Masukแสงแดดอ่อนของสายวันถัดมาทอแสงลอดผ่านกระจกบานใหญ่ในโถงรับแขก เซเรน่านั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีงาช้าง พลางพลิกหน้าหนังสือเล่มหนาในมือช้า ๆ กลิ่นหอมของชาอู่หลงลอยอบอวลอยู่รอบตัว เธอกำลังใช้ช่วงเวลาเงียบสงบยามสายอย่างที่ชอบ
ภาคินออกไปทำงานตั้งแต่เช้า เสียงเครื่องยนต์ของรถหรูที่ขับออกจากประตูรั้วใหญ่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำไม่นานมานี้ เหล่าสาวใช้พากันโล่งใจ เพราะเมื่อใดที่คุณภาคินอยู่บ้าน บรรยากาศในคฤหาสน์มักตึงเครียดราวกับมีใครเดินถือระเบิดเวลาอยู่กลางโต๊ะอาหาร
เซเรน่าไม่ได้ใส่ใจนัก เธอเพียงยกชาขึ้นจิบเบา ๆ พลางทอดสายตามองสวนที่ตนเองปลูกไว้ ดอกกุหลาบสีขาวชูช่อท้าทายแสงแดด เหมือนชีวิตของเธอในตอนนี้ที่เลือกจะเบ่งบานอย่างสงบ แม้ไม่มีใครมองเห็น
ในเวลาเดียวกันเสียงรองเท้าส้นเล็ก ๆ เดินใกล้เข้ามาทางหลังห้อง ก่อนที่เสียงใสนุ่มจะดังขึ้น
“คุณเซเรน่ากำลังอ่านอะไรอยู่เหรอคะ?”
เซเรน่าไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร กอหญ้าหญิงสาวที่ดูเหมือนจะกลายเป็นแสงสว่างของคฤหาสน์หลังนี้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
“หนังสือเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ค่ะ อ่านเพลินดี” เธอปิดหนังสือเบา ๆ แล้วหันไปยิ้มบาง
“คุณเซเรน่าเก่งจังเลยนะคะ เห็นคุณภาคินบอกว่าคุณปลูกดอกไม้เองด้วย ทุกต้นออกดอกสวยหมดเลยค่ะ” กอหญ้าหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะของเธอหวานจัดจนน้ำชาแทบกลายเป็นน้ำเชื่อม
“ก็พอทำได้บ้างค่ะ” เซเรน่าตอบเรียบ ๆ ไม่แสดงความภูมิใจหรือยโสเช่นที่เซเรน่าคนเดิมคงทำ
ร่างบอบบางของกอหญ้าในชุดเดรสลายดอกไม้เดินเข้ามานั่งตรงข้าม เธอวางมือไว้บนตักอย่างเรียบร้อย ท่าทีอ่อนหวานดูไร้พิษภัยจนใครเห็นก็ต้องใจอ่อน
“วันนี้คุณภาคินออกไปแต่เช้าเลยนะคะ ฉันเห็นเขาดูรีบมากเลย”
“ค่ะ เขามีงานสำคัญ”
“คุณเซเรน่าไม่ไปด้วยเหรอคะ” น้ำเสียงนั้นคล้ายถามอย่างไร้เจตนา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้
“ทำไมฉันต้องไปด้วยล่ะคะ” เซเรน่าหัวเราะในลำคอ
“ก็…เป็นสามีภรรยากันนี่คะ ฉันคิดว่าคงอยากอยู่ใกล้กัน” กอหญ้าชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง
“ฉันว่าคุณคิดเกินไปหน่อยค่ะ ชีวิตแต่งงานไม่ได้มีไว้เพื่อเดินตามใครตลอดเวลา”
“คุณพูดเหมือนคนมีประสบการณ์เลยนะคะ”
สีหน้าของกอหญ้าเจื่อนเล็กน้อยคล้ายไม่คาดคิด เธอกระพริบตาถี่ราวกับหาคำตอบ แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน
“ก็แน่นอนสิคะ ฉันแต่งงานแล้วนี่” ” เซเรน่ายิ้ม
บรรยากาศเงียบไปชั่วครู่ มีเพียงเสียงของนาฬิกาโบราณบนผนังเป็นจังหวะจังหวะ กอหญ้าก้มหน้าจิบชาช้า ๆ ก่อนพูดต่ออย่างไม่ยอมแพ้
“คุณภาคินเป็นคนดีมากเลยนะคะ ตอนเมื่อคืนเขาเอาผ้าห่มมาให้ฉันด้วย ตอนฉันเผลอหลับอยู่ในห้องรับแขก”
“เหรอคะ ดีแล้วล่ะค่ะ เขาเป็นคนสุภาพเสมอ” เซเรน่าพูดด้วยร้อยยิ้ม
“ค่ะ…สุภาพมากเลย” กอหญ้าตอบเสียงเบา แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับไม่ธรรมดา
“ฉันเองก็ไม่รู้สิคะ…เวลาอยู่ใกล้เขา ฉันรู้สึกอบอุ่น แปลกดีนะคะ ทั้งที่เราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน” เธอเริ่มก้มหน้ามองแก้วชา ราวกับเขินอาย
“บางทีอาจเพราะคุณชอบเขาก็ได้”
“มะ...ไม่ใช่นะคะ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น!”
กอหญ้าหน้าแดงจัดทันที เธอโบกมือไปมาอย่างลนลาน ราวกับเด็กสาวไร้เดียงสาที่ถูกจับได้ แต่สายตาของเซเรน่ากลับนิ่ง เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เหมือนกำลังมองผ่านหน้ากากที่สวมอยู่
‘เก่งไม่เบาเลยนี่ สมกับเป็นนางเอกของเรื่องจริง ๆ ’ เธอคิดในใจ
“ถ้าชอบก็บอกเขาตรง ๆ สิคะ ผู้ชายอย่างภาคิน ถ้าไม่พูดก็ไม่รู้หรอก”
“คุณเซเรน่าพูดเหมือนรู้จักเขาดีเลยนะคะ”
“ก็ฉันเป็นภรรยาของเขานี่คะ ถ้าไม่ให้รู้จักสามีตัวเอง แล้วจะให้ไปรู้จักผู้ชายคนไหนกัน” ใบหน้าสวยยิ้ม
“คุณเซเรน่าดื่มชาเหรอคะ”
“ค่ะ”
“หอมจังเลยค่ะ กลิ่นดอกคาโมมายล์ใช่ไหมคะ?”
“ใช่ เธอชอบเหรอ”
“ชอบมากเลยค่ะ!” กอหญ้าหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “กลิ่นมันทำให้รู้สึกสงบใจดี ไม่เหมือนกาแฟของคุณภาคินเลยค่ะ เขาชอบดื่มเข้มจนขม”
ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะต่อ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมเสียงของสาวใช้
“คุณเซเรน่าคะ! คุณธันวามาหาค่ะ”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







