LOGINเสียงล้อรถม้าบดผ่านถนนหินภายในพระราชวังดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
หลังงานเลี้ยงดอกเหมยสิ้นสุดลง ขบวนรถม้าของจวนอ๋องเก้าก็เคลื่อนออกจากประตูวังหลวงท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ค่อย ๆ อ่อนลง
ภายในรถม้าเงียบสงัด ซูเยว่หนิงนั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง มือเรียววางทับกันบนตักอย่างสำรวม แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับยังเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์เมื่อครู่
ชิงหลัวเสียชีวิตต่อหน้าทุกคน แผนการของฮองเฮาถูกทำลายและเซียวอวี้เฉิน...ก็เดินเข้ามาคลุมเสื้อให้ต่อหน้าผู้คนโดยไม่สนใจสายตาใคร เมื่อคิดถึงภาพนั้น ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
"กำลังคิดสิ่งใดอยู่"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากอีกฝั่งของรถม้า ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้น เซียวอวี้เฉินกำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับเพียงเอ่ยถามลอย ๆ มิได้คาดหวังคำตอบ นางยิ้มบาง
"หม่อมฉันกำลังคิดถึงเรื่องในงานเลี้ยงเพคะ"
"กลัวหรือ"
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
"หากเป็นเมื่อก่อน...หม่อมฉันคงกลัว"
นางหยุดหายใจเล็กน้อย
"แต่วันนี้...มีท่านอยู่"
คำพูดหลุดออกไปเองโดยไม่ทันคิด ทันทีที่รู้ตัว ซูเยว่หนิงก็รีบหลุบตาลง บรรยากาศภายในรถม้าเงียบลงอีกครั้ง เซียวอวี้เฉินไม่ได้ตอบแต่แววตาที่เคยเย็นชากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดไม่นาน รถม้าก็แล่นออกจากเขตพระราชวัง เข้าสู่ถนนที่มุ่งหน้ากลับจวนอ๋อง สองข้างทางเป็นป่าสนหนาทึบ ผู้คนบางตากว่าภายในเมือง หลี่เฟิงควบม้าตามอยู่ด้านหน้า พร้อมองครักษ์อีกกว่าสิบคน ทุกอย่างดูสงบ สงบเสียจนซูเยว่หนิงเริ่มรู้สึกแปลก
ในชาติที่แล้ว...หลังงานเลี้ยงดอกเหมย นางเดินทางกลับถึงจวนโดยปลอดภัย ไม่เคยมีเหตุลอบโจมตีหรือเพราะ...เหตุการณ์ก่อนหน้านี้เปลี่ยนไปแล้ว โชคชะตาจึงเริ่มเปลี่ยนตามนางกำลังจะเอ่ยปากเตือน
ทันใดนั้นเอง...เสียงหวีดแหลมของวัตถุบางอย่างก็ดังแหวกอากาศ
ฟิ้ว!
ดวงตาของเซียวอวี้เฉินหรี่ลงฉับพลัน
"หมอบ!"
เขาตะโกนเสียงเข้ม พร้อมพุ่งเข้าหาซูเยว่หนิงในเสี้ยววินาที
ปัก!
ลูกธนูดอกหนึ่งทะลุผ้าม่านรถม้า ปักเข้ากับผนังไม้ตรงตำแหน่งที่นางนั่งอยู่เมื่อครู่
ซูเยว่หนิงหน้าซีดหากช้ากว่านี้เพียงนิด...ลูกธนูดอกนั้นคงทะลุหัวใจของนางไปแล้ว
"คุ้มกันท่านอ๋อง!" เสียงหลี่เฟิงดังลั่นจากด้านนอก
ทันใดนั้นเอง ลูกธนูอีกนับสิบดอกก็พุ่งเข้ามาพร้อมกันราวกับสายฝน
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เซียวอวี้เฉินดึงซูเยว่หนิงเข้ามาแนบอก มืออีกข้างชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว
เคร้ง!
คมกระบี่ปัดลูกธนูสองดอกแรกกระเด็นออกไปแต่พื้นที่ภายในรถม้าแคบเกินกว่าจะรับมือได้ทั้งหมด
"ท่านอ๋อง!" ซูเยว่หนิงร้องออกมาเมื่อเห็นลูกธนูอีกดอกพุ่งตรงเข้ามาทางด้านหลังของเขา ไม่มีเวลาแล้ว
เซียวอวี้เฉินเพียงกอดนางแน่นกว่าเดิม หมุนตัวใช้แผ่นหลังของตนบังไว้ทั้งหมด
ฉึก!
เสียงของปลายเหล็กทะลุผ่านผืนผ้าดังชัดเจน ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อยลมหายใจของซูเยว่หนิงหยุดชะงัก
นางสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกที่ส่งผ่านมาจากร่างของเขาและในอ้อมแขนนั้น...มีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ลอยเข้ามา
"เซียวอวี้เฉิน..." นางเรียกชื่อเขาโดยไม่รู้ตัว
แต่เขากลับตอบเพียงสั้น ๆ
"อย่ากลัว"
แม้เสียงจะยังหนักแน่นทว่าซูเยว่หนิงกลับสัมผัสได้ว่า...ลมหายใจของเขาหนักขึ้นกว่าเดิม
ด้านนอกรถม้า เสียงกระบี่ปะทะกันดังกึกก้อง
หลี่เฟิงตะโกนสั่งการไม่หยุด
"เหลือไว้เป็นหนึ่งคน!"
"จับเป็น!"
"ปิดทางด้านซ้าย!"
การต่อสู้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือดท่ามกลางป่าสน
ขณะที่ภายในรถม้า...เซียวอวี้เฉินยังคงใช้ร่างของตนบังซูเยว่หนิงเอาไว้แน่น ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อยราวกับสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาในเวลานี้ ไม่ใช่ชีวิตของตนเองแต่คือการไม่ให้นางได้รับอันตรายแม้เพียงปลายเล็บ
ซูเยว่หนิงค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะแผ่นหลังของเขา ปลายนิ้วสัมผัสความเปียกชื้นอุ่นๆ เมื่อนางดึงมือกลับมาดู...ฝ่ามือทั้งสองกลับเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสด ดวงตาของนางเบิกกว้างหัวใจเหมือนถูกบีบรัดอย่างแรง ภาพหนึ่งซ้อนทับเข้ามาในความทรงจำ
ชาติที่แล้ว...ในตำหนักเย็น บุรุษคนเดียวกันนี้ก็เคยยืนบังนางเอาไว้เช่นเดียวกันแม้ตัวเองจะบาดเจ็บสาหัสก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากนาง ซูเยว่หนิงกำชายเสื้อของเขาแน่น ริมฝีปากสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว
"ได้โปรด...อย่าเป็นอะไร"
เสียงต่อสู้ด้านนอกยังคงดังต่อเนื่อง แต่สำหรับนางในเวลานี้โลกทั้งใบเหมือนเหลือเพียงบุรุษที่กำลังโอบกอดนางไว้เท่านั้น
เสียงกระบี่ปะทะกันด้านนอกรถม้ายังคงดังต่อเนื่อง
เคร้ง!
เคร้ง!
ตามมาด้วยเสียงร้องของผู้คนและเสียงม้าร้องตื่นตกใจ
แต่ภายในรถม้ากลับเงียบเสียจนซูเยว่หนิงได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตนเองและเสียงลมหายใจของบุรุษที่กำลังโอบกอดนางไว้ เซียวอวี้เฉินยังไม่ยอมคลายอ้อมแขน แม้ลูกธนูจะหยุดยิงไปแล้ว เขาก็ยังใช้ร่างของตนบังนางเอาไว้ ราวกับเกรงว่าจะมีลูกธนูอีกดอกพุ่งเข้ามาเมื่อใดก็ได้
"ท่านอ๋อง..." ซูเยว่หนิงเรียกเสียงสั่น
"ข้าสบายดี" เขาตอบทันที แต่ยิ่งได้ยินเช่นนั้น นางกลับยิ่งรู้ว่าเขากำลังฝืนเลือดสีแดงยังคงซึมผ่านอาภรณ์สีดำอย่างช้า ๆ สีดำช่วยอำพรางคราบเลือดได้ดี หากไม่ใช่เพราะมือของนางเปื้อนเลือดก่อนหน้านี้ นางคงไม่รู้ว่าเขาบาดเจ็บมากเพียงใด
ทันใดนั้น ม่านรถก็ถูกเปิดออก หลี่เฟิงรีบคุกเข่าลง
"ท่านอ๋อง!"
"มือสังหารถูกกำจัดหมดแล้วขอรับ"
เซียวอวี้เฉินพยักหน้า
"เหลือรอดหรือไม่"
"จับเป็นได้หนึ่งคน"
"ดี" น้ำเสียงของเขายังคงเรียบนิ่ง ราวกับคนที่มีเลือดไหลอยู่ไม่ใช่ตัวเอง
หลี่เฟิงกำลังจะรายงานต่อ แต่สายตากลับเหลือบเห็นเลือดที่ไหลลงมาตามชายเสื้อของผู้เป็นนาย ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีทันที
"ท่านอ๋อง!"
"พระองค์ทรงถูกธนู!"
ซูเยว่หนิงรีบเงยหน้าขึ้น
"รีบเรียกหมอ!"
เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า
"กลับจวนก่อน"
"ไม่ได้!"
ครั้งนี้ซูเยว่หนิงเผลอขึ้นเสียง ทั้งหลี่เฟิงและองครักษ์ต่างนิ่งไป นางเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าตนกำลังสั่นไปทั้งร่าง
"ท่านเสียเลือดมาก"
"ต้องรักษาเดี๋ยวนี้"
เซียวอวี้เฉินมองนางเงียบ ๆ ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่งเช่นเดิม แต่กลับมีความอ่อนโยนที่ยากจะอธิบาย
"ข้าไม่เป็นไร"
"ท่านโกหก"
น้ำเสียงของซูเยว่หนิงเริ่มสั่น
"ข้า..."
นางเม้มริมฝีปากแน่น
"...ข้าเห็นเลือดแล้ว"
เซียวอวี้เฉินมองฝ่ามือของนาง เลือดสีแดงสดยังเปื้อนอยู่เต็มมือเขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าจากโต๊ะเล็กในรถม้า แทนที่จะเช็ดเลือดของตนเอง เขากลับค่อย ๆ เช็ดเลือดออกจากมือของนางอย่างเบามือ ราวกับกำลังดูแลสิ่งล้ำค่าที่สุด
"มือเจ้าเปื้อน" เขาพูดเพียงสั้น ๆ
ซูเยว่หนิงนิ่งงัน หัวใจเหมือนถูกบางอย่างบีบรัด คนที่บาดเจ็บคือเขาแต่คนที่เขาเป็นห่วงกลับยังเป็นนาง ดวงตาของซูเยว่หนิงเริ่มร้อนผ่าว นางพยายามกลั้นน้ำตาแต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จหยดน้ำตาหยดแรกค่อย ๆ ไหลลงบนแก้มตามด้วยหยดที่สองและหยดที่สาม
เซียวอวี้เฉินชะงักตั้งแต่รู้จักกันมาเขาเคยเห็นนางร้องไห้หลายครั้งแต่ทุกครั้ง...ล้วนเป็นเพราะองค์ชายสามหรือไม่ก็เพราะนางเกลียดเขานี่เป็นครั้งแรกที่น้ำตาของนางไหล...เพราะเขา
"ร้องไห้ทำไม" เขาถามเสียงแผ่ว
ซูเยว่หนิงส่ายหน้าซ้ำ ๆ แต่ยิ่งส่าย น้ำตากลับยิ่งไหล
"ท่าน..."
เสียงของนางขาดเป็นห้วง
"เหตุใด..."
"เหตุใดต้องเอาตัวเองมาบังให้ข้า"
เซียวอวี้เฉินหัวเราะเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
"เพราะ..."
เขามองนางตรง ๆ
"เจ้าคือภรรยาของข้า"
คำตอบเรียบง่าย ไม่มีถ้อยคำหวานแต่กลับทำให้น้ำตาของซูเยว่หนิงไหลหนักกว่าเดิม
ชาติที่แล้ว...เขาก็เคยทำเช่นนี้ยอมแลกทุกอย่างเพื่อช่วยนางแม้กระทั่งชีวิตแต่นางกลับไม่เคยเห็นค่าเลย ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งเจ็บ
"พระชายา"
หลี่เฟิงเอ่ยเบา ๆ
"ขอให้ท่านอ๋องกลับไปรักษาบาดแผลก่อนเถิด"
ซูเยว่หนิงรีบพยักหน้า
รถม้าออกเดินทางอีกครั้ง ตลอดทางกลับจวนนางไม่ละสายตาจากเซียวอวี้เฉินแม้แต่วินาทีเดียว กลัว...กลัวว่าเขาจะหลับไปและไม่ลืมตาขึ้นมาอีกไม่นาน รถม้าก็แล่นเข้าสู่จวนอ๋องหมอหลวงถูกเรียกมารออยู่แล้ว ทันทีที่เซียวอวี้เฉินก้าวลงจากรถ เขากลับเซไปเล็กน้อย ซูเยว่หนิงรีบเข้าไปประคองโดยไม่รู้ตัว
"ระวัง!"
เซียวอวี้เฉินหันมามอง สายตาทั้งสองสบกันในระยะประชิด ใกล้เสียจนซูเยว่หนิงเห็นใบหน้าที่ซีดลงของเขาอย่างชัดเจนนางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนตัดสินใจพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนในลานจวนตกตะลึง
"พา...ท่านอ๋องไปห้องของข้า"
หลี่เฟิงเบิกตากว้าง แม้แต่เซียวอวี้เฉินก็ชะงักไปครู่หนึ่งแต่ซูเยว่หนิงกลับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หม่อมฉัน..."
"จะดูแลเขาด้วยตนเอง"
ทั่วทั้งเรือนใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงัน เมื่อได้ยินคำพูดของซูเยว่หนิง บ่าวรับใช้ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ ตั้งแต่พระชายาแต่งเข้าจวน นี่เป็นครั้งแรกที่นางเอ่ยปากว่าจะดูแลท่านอ๋องด้วยตนเอง หลี่เฟิงเป็นคนแรกที่ได้สติ
"รีบเชิญหมอหลวง!"
"เตรียมน้ำร้อน!"
"นำยาห้ามเลือดมา!"
เสียงฝีเท้าดังวุ่นวายไปทั่วเรือน เซียวอวี้เฉินยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาคมเข้มจับจ้องสตรีตรงหน้าอย่างเงียบงันในใจของเขาเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ชาติที่แล้ว...นางไม่เคยแม้แต่จะหันมามองเขาแต่วันนี้ นางกลับเป็นฝ่ายยื่นมือเข้ามาประคองเขาเองแม้จะเป็นเพียงการกระทำเล็กน้อยสำหรับเขาแล้วกลับมีค่ามหาศาล
ไม่นาน หมอหลวงก็รีบเข้ามาตรวจอาการ
"ท่านอ๋อง โปรดถอดอาภรณ์ก่อนพ่ะย่ะค่ะ"
เซียวอวี้เฉินพยักหน้า ก่อนปลดเสื้อคลุมออกอย่างช้า ๆ
เมื่ออาภรณ์สีดำหลุดจากบ่า ซูเยว่หนิงก็สูดลมหายใจเฮือก ลูกธนูไม่ได้ปักคาอยู่แล้ว คงถูกดึงออกระหว่างทางแต่บาดแผลบริเวณหัวไหล่ด้านหลังกลับฉีกยาว เลือดยังคงไหลซึมไม่หยุด รอบบาดแผลมีรอยแผลเป็นเก่าอยู่หลายแห่ง รอยหนึ่งพาดยาวผ่านแผ่นหลัง อีกรอยอยู่ใต้หัวไหล่และมีรอยเล็กใหญ่อีกนับไม่ถ้วน
ซูเยว่หนิงนิ่งงันนางไม่เคยเห็นร่างกายของเขาใกล้ ๆ มาก่อนจึงไม่เคยรู้เลยว่า...บุรุษผู้นี้ผ่านสงครามและความเป็นความตามามากเพียงใด
หมอหลวงค่อย ๆ ทำความสะอาดบาดแผล ทันทีที่น้ำยาสมุนไพรสัมผัสผิวหนัง เลือดก็ไหลออกมากกว่าเดิม แม้จะเจ็บปวดเพียงใด เซียวอวี้เฉินกลับไม่ส่งเสียงแม้แต่ครั้งเดียว ซูเยว่หนิงเม้มริมฝีปากแน่น
ในชาติที่แล้ว...ตอนที่เขาบุกเข้าไปช่วยนางในตำหนักเย็น เขาคงเจ็บเช่นนี้หรืออาจมากกว่านี้แต่เขาก็ไม่เคยแสดงออกให้นางเห็น
หมอหลวงพันผ้าเสร็จแล้วจึงถอนหายใจโล่งอก
"โชคดีที่ลูกธนูไม่ลึกกว่านี้"
"แต่ช่วงสองสามวันข้างหน้า ท่านอ๋องไม่ควรใช้กำลังมาก"
เซียวอวี้เฉินรับคำเพียงสั้น ๆ
"อืม"
หมอหลวงเก็บเครื่องมือแล้วถอยออกไปพร้อมบ่าวรับใช้ หลี่เฟิงเองก็พาคนออกจากห้องเช่นกัน ก่อนปิดประตู เขาเหลือบมองทั้งสองคนแวบหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ดึงบานประตูปิดอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องเหลือเพียงเซียวอวี้เฉินกับซูเยว่หนิง เปลวเทียนไหวเอนตามแรงลมยามค่ำคืน ความเงียบเข้าปกคลุม ซูเยว่หนิงเดินไปหยิบชามยาสมุนไพรที่หมอหลวงเตรียมไว้ ก่อนกลับมานั่งข้างเตียง
"ถึงเวลาดื่มยาแล้ว"
เซียวอวี้เฉินรับชามยา แต่ยังไม่ทันยกขึ้น ดวงตากลับพร่าเลือนไปชั่วขณะ พิษจากธนูแม้ไม่ร้ายแรงแต่การเสียเลือดมากทำให้ร่างกายอ่อนแรงกว่าที่คิด ชามยาเอียงเล็กน้อย ซูเยว่หนิงรีบใช้สองมือประคองไว้
"ข้าช่วย"
เซียวอวี้เฉินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงยอมปล่อยมือ ซูเยว่หนิงค่อย ๆ ป้อนยาให้เขาทีละน้อยการกระทำเป็นธรรมชาติราวกับดูแลคนในครอบครัวทั้งสองไม่ได้พูดอะไรแต่บรรยากาศระหว่างกันกลับอบอุ่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หลังดื่มยาจนหมด เซียวอวี้เฉินเอนกายพิงหัวเตียงใบหน้าของเขาซีดลงเพราะเสียเลือด ซูเยว่หนิงกำลังจะลุกไปเก็บชามยาทันใดนั้น ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้ นางหันกลับมาอย่างแปลกใจ
"ท่านอ๋อง?"
เซียวอวี้เฉินยังคงหลับตา ราวกับกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่กลับไม่ยอมปล่อยมือของนาง
"อยู่..." เสียงของเขาแผ่วเบา
"อยู่ตรงนี้..."
ซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนนั่งลงข้างเตียงอีกครั้งเมื่อรับรู้ว่านางไม่ได้จากไปเซียวอวี้เฉินจึงค่อย ๆ คลายความตึงเครียดแต่ในวินาทีนั้นเอง เขากลับยกมืออีกข้างขึ้นดึงร่างของนางเข้ามาอย่างแผ่วเบา ซูเยว่หนิงเสียหลักเล็กน้อยร่างของนางเอนเข้าไปใกล้เขานางกำลังจะถอยออกแต่เสียงทุ้มแหบต่ำกลับดังขึ้นข้างหู
"เยว่หนิง..." น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความอ่อนโยนที่ไม่เคยมีผู้ใดได้ยิน เขาค่อย ๆ กอดนางไว้หลวม ๆราวกับกลัวว่านางจะหายไปอีก ก่อนจะพึมพำเบาเสียจนแทบเป็นเสียงละเมอ
"ครั้งนี้..."
เขาหยุดหายใจชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อ
"ข้าจะไม่ยอมเสียเจ้าอีก"
ทั้งห้องพลันเงียบสนิท ซูเยว่หนิงตัวแข็งค้างดวงตาเบิกกว้างหัวใจราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ครั้งนี้...คำเดิมอีกแล้ว คำที่เขาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่คืนเข้าหอ นางค่อย ๆ หันไปมองใบหน้าของเซียวอวี้เฉิน เขาหลับตาอยู่ลมหายใจสม่ำเสมอ ราวกับเผลอหลับไปเพราะฤทธิ์ยาและความอ่อนล้า
แต่ประโยคเมื่อครู่...นางมั่นใจว่าไม่ได้ฟังผิด ซูเยว่หนิงกำชายเสื้อของตนแน่นความคิดมากมายแล่นวุ่นอยู่ในหัว เหตุใดเขาจึงรู้ว่ามี "ครั้งนี้" เหตุใดเขาจึงรู้อนาคต เหตุใดเขาจึงปกป้องนางราวกับเคยสูญเสียนางมาแล้วจริง ๆ หรือว่า...ความจริงที่นางหวาดกลัวมาตลอดกำลังจะเป็นความจริง เซียวอวี้เฉิน...ก็ย้อนเวลากลับมาเช่นเดียวกับนางซูเยว่หนิงมองบุรุษที่หลับอยู่ตรงหน้าหัวใจสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและเป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่า...ความลับที่ทั้งสองต่างเก็บซ่อนไว้กำลังจะถูกเปิดเผยในไม่ช้า
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"







