Share

บทที่ 9 แผนกบฏ

Author: Ladyporn
last update Petsa ng paglalathala: 2026-09-16 11:12:49

รุ่งเช้าหลังคืนแห่งสายฝน จวนอ๋องเก้ากลับมาคึกคักอีกครั้ง

แม้บาดแผลของเซียวอวี้เฉินยังไม่หายดี แต่เขาก็ลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่ออ่านฎีกาและรายงานจากชายแดนตามปกติ

ภายในห้องหนังสือ กลิ่นหมึกจีนและกระดาษเก่าลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ หลี่เฟิงคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะไม้สีเข้ม ก่อนวางม้วนรายงานลับลงตรงหน้าเจ้านาย

"ท่านอ๋อง"

"คนที่จับได้เมื่อคืนก่อนเสียชีวิตแล้วขอรับ"

เซียวอวี้เฉินหยุดมือที่กำลังคลี่ฎีกา

"สาเหตุ"

"กัดยาพิษซ่อนในฟันเช่นเดียวกับชิงหลัว"

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ นี่เป็นครั้งที่สองภายในเวลาไม่กี่วัน พยานสำคัญตายก่อนเปิดปาก ยิ่งทำให้ชัดเจนว่ามีคนอยู่เบื้องหลังที่เตรียมการไว้รัดกุม

"ท่านอ๋อง" หลี่เฟิงกล่าวต่อ

"คนของเราพบว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา มีการลำเลียงอาวุธออกจากคลังหลวงหลายครั้ง"

"แต่เอกสารทุกอย่างถูกแก้ไขจนตรวจสอบต้นทางไม่ได้"

เซียวอวี้เฉินขมวดคิ้ว

เรื่องนี้...เร็วกว่าในชาติที่แล้ว แสดงว่าศัตรูเริ่มเร่งแผนการแล้ว

ขณะเดียวกัน ด้านนอกห้องหนังสือ ซูเยว่หนิงยืนอยู่ใต้ชายคาพร้อมถาดยาในมือ นางตั้งใจจะนำยามาให้เขา แต่เมื่อได้ยินบทสนทนาภายใน ฝีเท้ากลับชะงักลง

การลำเลียงอาวุธ...ประโยคนี้ทำให้ความทรงจำในชาติที่แล้วพลันย้อนกลับมา นางจำได้แล้วก่อนเกิดการก่อกบฏราวครึ่งปีองค์ชายสามเคยอ้างเหตุผลเรื่องการปราบโจรชายแดน เพื่อขอเพิ่มกำลังทหารและเสบียง

เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจ กระทั่งวันที่เมืองหลวงถูกล้อม ทุกคนจึงรู้ว่าทหารเหล่านั้นไม่เคยถูกส่งไปชายแดนเลย พวกเขาถูกซ่อนไว้ในค่ายลับนอกเมืองมาตลอด ซูเยว่หนิงผลักประตูเข้าไป ทั้งเซียวอวี้เฉินและหลี่เฟิงหันมาพร้อมกัน

"พระชายา"

หลี่เฟิงรีบลุกขึ้นทำความเคารพ

ซูเยว่หนิงวางถาดยาลงบนโต๊ะ ก่อนมองเซียวอวี้เฉินด้วยสีหน้าจริงจัง

"หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญ"

เซียวอวี้เฉินสังเกตแววตาของนาง มันไม่ใช่สีหน้าของคนคาดเดาแต่เป็นสีหน้าของคนที่มั่นใจ

"พูดมา"

ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก

"หากหม่อมฉันบอกว่า..."

"อาวุธเหล่านั้นไม่ได้ถูกส่งไปชายแดน"

"ท่านจะเชื่อหรือไม่"

หลี่เฟิงเบิกตากว้างทันที

"พระชายาทรงทราบได้อย่างไร"

ซูเยว่หนิงชะงัก นางไม่อาจบอกความจริงเรื่องการย้อนเวลาได้ จึงตอบอย่างระมัดระวัง

"ข้าเพียงรู้สึกว่าทุกอย่างผิดปกติ"

"องค์ชายสามเร่งรวบรวมกำลังคน"

"ฮองเฮาเริ่มเคลื่อนไหวในวัง"

"หากอาวุธถูกส่งไปชายแดนจริง เหตุใดเมืองหลวงจึงยังมีทหารหายไปจำนวนมาก"

หลี่เฟิงนิ่งคิด ยิ่งฟังยิ่งมีเหตุผลแต่เซียวอวี้เฉินกลับมองซูเยว่หนิงไม่กะพริบ คนอื่นอาจคิดว่านางกำลังคาดเดา แต่เขา...รู้ดีว่ามันไม่ใช่เพราะคำพูดทุกคำของนางตรงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้วทุกประการ

เพียงแต่นางยังไม่รู้ว่า...เขาเองก็จำมันได้เช่นกัน

เซียวอวี้เฉินเอื้อมมือคลี่แผนที่เมืองหลวงบนโต๊ะ ก่อนใช้นิ้วชี้ไปยังพื้นที่ด้านตะวันตก

"หากเจ้าคิดว่าอาวุธไม่ได้ไปชายแดน"

"แล้วมันอยู่ที่ใด"

ซูเยว่หนิงมองแผนที่ ภาพความทรงจำค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นนางยกมือขึ้นอย่างลังเล ก่อนแตะลงบนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงราวครึ่งวัน

"ที่นี่"

"เขาฉางอวิ๋น"

หลี่เฟิงขมวดคิ้ว

"ที่นั่นเป็นเพียงค่ายทหารเก่าซึ่งถูกปล่อยร้างมาหลายปี"

ซูเยว่หนิงสบตาเขา

"เพราะไม่มีผู้ใดสนใจ"

"จึงเหมาะที่สุดสำหรับซ่อนกำลังพล"

คำตอบนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง เซียวอวี้เฉินค่อย ๆ ม้วนแผนที่กลับ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"หลี่เฟิง"

"ส่งคนไปตรวจเขาฉางอวิ๋น"

"อย่าให้ผู้ใดรู้ตัว"

"ขอรับ"

หลี่เฟิงรับคำแล้วรีบออกจากห้องทันที

เมื่อประตูปิดลง เหลือเพียงเซียวอวี้เฉินกับซูเยว่หนิง สายตาของเขายังคงจับจ้องนาง นานเสียจนซูเยว่หนิงเริ่มหลบตา

"มีอะไรหรือเพคะ"

เซียวอวี้เฉินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเพียงประโยคเดียว

"เยว่หนิง..."

"เจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร"

หัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นทันที

คำถามที่นางหวาดกลัว...มาถึงแล้ว คำถามของเซียวอวี้เฉินทำให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือเงียบสนิท ซูเยว่หนิงรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วของตนเย็นเฉียบนางเตรียมใจไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งคำถามนี้ต้องมาถึงเพียงแต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วถึงเพียงนี้นางสบตาบุรุษตรงหน้าดวงตาของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงหรือความสงสัยเหมือนที่นางคาดไว้

กลับกัน...มันเหมือนคนที่กำลังรอให้อีกฝ่ายยอมเปิดใจมากกว่าซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก

"หม่อมฉัน..."

นางหยุดไปครู่หนึ่ง

"...อธิบายไม่ได้"

คำตอบนั้นทำให้ความเงียบยิ่งแผ่ขยาย หากเป็นคนอื่น คำตอบเช่นนี้คงน่าสงสัยอย่างยิ่งแต่เซียวอวี้เฉินกลับเพียงพยักหน้าเบา ๆ

"เช่นนั้นก็ไม่ต้องอธิบาย"

ซูเยว่หนิงชะงัก

"ท่าน...ไม่ถามต่อหรือ"

"ทุกคนย่อมมีความลับ"

เขาเดินอ้อมโต๊ะมายืนตรงหน้านาง

"ตราบใดที่เจ้ามิได้คิดร้ายต่อข้า"

"ข้าก็พร้อมเชื่อเจ้า"

เพียงประโยคเดียว หัวใจของซูเยว่หนิงสั่นไหวอย่างรุนแรง

ชาติที่แล้ว...เขาก็เคยเชื่อใจนางเช่นนี้แต่สุดท้ายกลับถูกนางตอบแทนด้วยการทรยศ ความรู้สึกผิดถาโถมขึ้นมาอีกครั้ง นางก้มหน้าลง

"หากวันหนึ่ง...หม่อมฉันทำผิด"

เซียวอวี้เฉินเอ่ยแทรกอย่างนุ่มนวล

"เจ้าจะไม่ทำ"

น้ำเสียงของเขาหนักแน่นเสียจนซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้นมอง

"เหตุใดจึงมั่นใจเพียงนั้น"

มุมปากของเซียวอวี้เฉินยกขึ้นเล็กน้อย

"เพราะข้ารู้จักเจ้า"

ซูเยว่หนิงนิ่งงัน นางเกือบหลุดถามกลับไปแล้วว่า

"รู้จักจากเมื่อใด..."

แต่สุดท้ายก็เก็บคำถามนั้นไว้ในใจ ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกนางว่า...คำตอบของคำถามนี้อาจเปลี่ยนทุกสิ่ง

เสียงเคาะประตูดังขึ้นพอดี

ก๊อก...ก๊อก...

หลี่เฟิงรีบเดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง

"ท่านอ๋อง"

"คนของเรากลับมาแล้ว"

"ว่าอย่างไร"

หลี่เฟิงวางม้วนแผนที่ลงบนโต๊ะก่อนคลี่ออกอย่างรวดเร็ว

"เป็นอย่างที่พระชายาตรัสจริง"

ซูเยว่หนิงกำชายแขนเสื้อแน่น แม้จะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วแต่เมื่อได้ยินกับหูตนเอง ความรู้สึกก็ยังหนักอึ้ง หลี่เฟิงชี้ไปยังเขาฉางอวิ๋นบนแผนที่

"ภายนอกดูเหมือนค่ายร้าง"

"แต่ใต้หุบเขามีค่ายลับขนาดใหญ่"

"คนของเราพบทหารอย่างน้อยสามพันนาย"

"เสบียง อาวุธ และม้าศึกถูกลำเลียงเข้าไปทุกสามวัน"

เซียวอวี้เฉินหรี่ตาลง

"สามพัน..."

หลี่เฟิงพยักหน้า

"และจำนวนยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ"

"หากปล่อยไว้อีกไม่กี่เดือน..."

เขาเว้นจังหวะ

"...กำลังพลอาจเกินหมื่น"

ภายในห้องเงียบลงอีกครั้ง สามพันนายอาจยังไม่มากพอจะยึดเมืองหลวงแต่หากมีคนในวังให้ความร่วมมือผลลัพธ์ย่อมแตกต่าง ซูเยว่หนิงนึกถึงเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว

คืนก่อนการก่อกบฏประตูเมืองด้านตะวันตกถูกเปิดจากภายในกองทัพขององค์ชายสามจึงเข้ามาได้โดยแทบไม่ต้องต่อสู้ นางรีบเดินไปที่แผนที่ ใช้นิ้วชี้ไปยังประตูเมืองด้านหนึ่ง

"หากพวกเขาจะลงมือ"

"เป้าหมายแรกต้องเป็นประตูเซวียนอู่"

เซียวอวี้เฉินมองตามนิ้วของนาง

"เหตุใด"

"เพราะใกล้เขาฉางอวิ๋นที่สุด"

ซูเยว่หนิงตอบอย่างรวดเร็ว

"หากยึดประตูนี้ได้"

"กองทัพจะเข้าสู่พระราชวังได้เร็วที่สุด"

หลี่เฟิงรีบจดบันทึกทุกคำ เซียวอวี้เฉินมองซูเยว่หนิงด้วยแววตาครุ่นคิด ข้อมูลที่นางให้...ละเอียดเกินกว่าจะเป็นเพียงการคาดเดา แต่เขาเลือกจะไม่ถามเพราะเขาเองก็มีความลับที่ยังไม่พร้อมเปิดเผยเช่นกัน เขาหยิบหมากดำจากกระดานหมากล้อมบนโต๊ะวางลงตรงตำแหน่งเขาฉางอวิ๋น จากนั้นหยิบหมากขาวอีกหลายเม็ดวางล้อมรอบ

"ในเมื่อพวกมันกำลังสะสมกำลัง"

"เราก็จะปล่อยให้พวกมันคิดว่าไม่มีผู้ใดรู้"

ซูเยว่หนิงมองเขาทันที

"ท่านจะไม่จับตอนนี้หรือ"

เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า

"หากจับตอนนี้"

"เราจะได้เพียงค่ายหนึ่งแห่ง"

เขาใช้นิ้วแตะหมากดำอีกเม็ดที่แทนพระราชวัง

"แต่คนที่อยู่เบื้องหลัง"

"ยังลอยนวล"

ซูเยว่หนิงเข้าใจทันที หากไม่มีหลักฐานโยงไปถึงฮองเฮาและองค์ชายสาม การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะสูญเปล่า นางค่อย ๆ พยักหน้า

"เช่นนั้น..."

"เราจะเก็บหลักฐาน"

เซียวอวี้เฉินหันมามองนาง เป็นครั้งแรก...ที่เขาได้ยินคำว่า "เรา" แทนคำว่า "ท่าน" และ "ข้า" คำสั้น ๆ เพียงคำเดียวกลับทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นอย่างประหลาด เขาพยักหน้าช้า ๆ

"ใช่"

"จากวันนี้เป็นต้นไป"

"เราจะทำเรื่องนี้ไปด้วยกัน"

ซูเยว่หนิงสบตาเขาก่อนพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น นับตั้งแต่วินาทีนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ไม่ได้เป็นเพียงสามีภรรยาตามพิธีอีกต่อไปแต่คือ...สหายที่พร้อมยืนเคียงข้างกันเพื่อต่อสู้กับชะตากรรมที่เคยพรากทุกสิ่งไปจากพวกเขา

ค่ำวันเดียวกัน แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลาลับหลังแนวเขา

ภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า โคมไฟถูกจุดขึ้นทีละดวง แผนที่เมืองหลวง แผนที่หัวเมือง และบันทึกการลำเลียงเสบียงถูกคลี่วางเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่

เซียวอวี้เฉินกับซูเยว่หนิงนั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะ หากครั้งนี้ไม่มีความอึดอัดหรือความห่างเหินเหมือนแต่ก่อน ทั้งสองต่างช่วยกันตรวจสอบเอกสารทีละฉบับ

"นี่คือรายชื่อหัวเมืองที่ส่งเสบียงช่วงสามเดือนที่ผ่านมา"

เซียวอวี้เฉินเลื่อนสมุดบัญชีให้นาง

ซูเยว่หนิงไล่อ่านอย่างตั้งใจ ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็ขมวดคิ้ว

"ผิดปกติ"

เซียวอวี้เฉินเงยหน้าขึ้น

"ตรงใด"

"เมืองชิงอัน"

ปลายนิ้วของนางแตะลงบนชื่อเมือง

"รายงานระบุว่าส่งข้าวหนึ่งหมื่นถังไปช่วยทหารชายแดน"

"แต่เมืองชิงอันผลิตข้าวได้เพียงครึ่งเดียว"

หลี่เฟิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างรีบเปิดสมุดอีกเล่มขึ้นตรวจสอบ ไม่นาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

"จริงด้วยขอรับ"

"จำนวนไม่สอดคล้องกัน"

ซูเยว่หนิงไล่อ่านต่อ ก่อนพบความผิดปกติอีกหลายจุด ทั้งจำนวนธนู ม้าศึก และเหล็กหล่อทุกอย่างมากเกินกว่าที่กองทัพชายแดนจะต้องใช้ นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

"พวกเขาไม่ได้ปลอมเพียงเอกสาร"

"แต่กำลังใช้คลังหลวงเลี้ยงกองทัพลับ"

หลี่เฟิงกำหมัดแน่น

"บังอาจ!"

เซียวอวี้เฉินกลับยังคงสงบนิ่ง เขามองซูเยว่หนิงด้วยแววตาชื่นชม เพียงเวลาไม่นาน นางกลับจับพิรุธที่แม้แต่คนในกรมพระคลังก็ยังมองไม่เห็น เขาเลื่อนม้วนกระดาษอีกฉบับไปตรงหน้านาง

"ลองดูสิ่งนี้"

ซูเยว่หนิงคลี่ออก เป็นรายชื่อขุนนางที่เดินทางเข้าออกวังหลวงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา นางกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นก็หยุดลง

"ท่านดูนี่"

เซียวอวี้เฉินมองตาม ชื่อของแม่ทัพรักษาพระนครปรากฏซ้ำถึงเจ็ดครั้งทั้งที่ตำแหน่งของอีกฝ่ายไม่มีความจำเป็นต้องเข้าเฝ้าฮองเฮาบ่อยเช่นนั้น ซูเยว่หนิงถอนหายใจเบา ๆ

"ชาติ..."

นางรีบหยุดคำพูดของตนเองทันที เกือบหลุดพูดคำว่า "ชาติที่แล้ว" เซียวอวี้เฉินจับสังเกตได้แต่เลือกทำเหมือนไม่ได้ยิน

"เจ้าคิดสิ่งใด"

ซูเยว่หนิงรีบเปลี่ยนคำ

"ข้าคิดว่า...แม่ทัพผู้นี้ไม่น่าไว้ใจ"

เซียวอวี้เฉินพยักหน้า

"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"

เขาหยิบหมากดำอีกเม็ดวางลงบนแผนที่ ตำแหน่งนั้นอยู่ตรงประตูเซวียนอู่

"หากแม่ทัพรักษาพระนครเป็นพวกองค์ชายสาม"

"คืนที่ก่อกบฏ..."

"ประตูเมืองจะถูกเปิดจากด้านใน"

ซูเยว่หนิงมองหมากเม็ดนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ทุกอย่าง...กำลังเดินไปสู่เหตุการณ์เดิมเพียงแต่คราวนี้พวกเขารู้ล่วงหน้าจึงยังมีโอกาสหยุดมันได้

หลี่เฟิงค้อมศีรษะ

"กระหม่อมจะส่งคนจับตาแม่ทัพผู้นั้นทันที"

"อย่าเพิ่ง"

เซียวอวี้เฉินยกมือห้าม

"หากถูกจับได้ว่าเรารู้ตัว"

"ปลาใหญ่จะหนี"

หลี่เฟิงรีบรับคำ

"ขอรับ"

เมื่อคนสนิทออกจากห้องแล้ว

ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง ซูเยว่หนิงนวดขมับเบา ๆการไล่อ่านเอกสารทั้งวันทำให้นางเริ่มอ่อนล้า เซียวอวี้เฉินสังเกตเห็นทันที เขาเลื่อนถ้วยชาร้อนมาไว้ตรงหน้านาง

"พักก่อน"

ซูเยว่หนิงรับถ้วยชามา พลางยิ้มบาง

"ขอบคุณ"

นางยกถ้วยขึ้นจิบ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ

"ดูเหมือนช่วงนี้..."

"เราใช้เวลาอยู่ในห้องหนังสือมากกว่าที่เรือนเสียอีก"

เซียวอวี้เฉินมองนาง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

"ไม่ดีหรือ"

"ดี"

นางตอบแทบจะทันที ก่อนจะรีบหลบตาเมื่อรู้ตัวว่าตอบเร็วเกินไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวอวี้เฉินชัดขึ้นกว่าเดิม

"เช่นนั้น..."

"ต่อจากนี้คงต้องรบกวนพระชายาอีกมาก"

ซูเยว่หนิงหัวเราะน้อย ๆ

"ท่านอ๋องอย่าลืม"

"ตอนนี้เราเป็นพวกเดียวกันแล้ว"

คำว่า "พวกเดียวกัน" ทำให้ทั้งสองสบตากันโดยไม่ตั้งใจ

ครู่หนึ่ง...ไม่มีผู้ใดเอ่ยอะไรแต่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ตั้งแต่ค่ำคืนนี้เป็นต้นไปพวกเขาจะไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อตนเองหากแต่กำลังร่วมกันเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่เคยนำไปสู่ความพินาศของทั้งแผ่นดิน

ด้านนอกห้องหนังสือ เงาร่างหนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังต้นสนใหญ่ บุรุษในชุดดำเหลือบมองแสงไฟที่ยังส่องสว่าง ก่อนรีบหันหลังจากไปไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ข่าวการร่วมมือกันของอ๋องเก้าและพระชายากำลังถูกส่งตรงไปยังตำหนักขององค์ชายสามและในคืนเดียวกันนั้น องค์ชายสามก็วางหมากตัวใหม่ลงบนกระดาน หมากที่จะไม่ใช่การใส่ร้ายหรือการลอบสังหารอีกต่อไปแต่เป็นแผนการที่สามารถทำลายทั้งอ๋องเก้าและซูเยว่หนิงได้พร้อมกันพายุครั้งใหญ่ของราชสำนัก...กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 15 : ชาตินี้ไม่มีวันปล่อยเจ้า

    ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 14 ศึกชิงบัลลังก์

    รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 13 คืนก่อนพายุ

    แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 12 ความลับของสองชาติ Nc

    แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 11 ศึกลอบสังหาร

    สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 10 คนที่รู้อนาคต

    สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status