Mag-log inรุ่งเช้าหลังคืนแห่งสายฝน จวนอ๋องเก้ากลับมาคึกคักอีกครั้ง
แม้บาดแผลของเซียวอวี้เฉินยังไม่หายดี แต่เขาก็ลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่ออ่านฎีกาและรายงานจากชายแดนตามปกติ
ภายในห้องหนังสือ กลิ่นหมึกจีนและกระดาษเก่าลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ หลี่เฟิงคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะไม้สีเข้ม ก่อนวางม้วนรายงานลับลงตรงหน้าเจ้านาย
"ท่านอ๋อง"
"คนที่จับได้เมื่อคืนก่อนเสียชีวิตแล้วขอรับ"
เซียวอวี้เฉินหยุดมือที่กำลังคลี่ฎีกา
"สาเหตุ"
"กัดยาพิษซ่อนในฟันเช่นเดียวกับชิงหลัว"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ นี่เป็นครั้งที่สองภายในเวลาไม่กี่วัน พยานสำคัญตายก่อนเปิดปาก ยิ่งทำให้ชัดเจนว่ามีคนอยู่เบื้องหลังที่เตรียมการไว้รัดกุม
"ท่านอ๋อง" หลี่เฟิงกล่าวต่อ
"คนของเราพบว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา มีการลำเลียงอาวุธออกจากคลังหลวงหลายครั้ง"
"แต่เอกสารทุกอย่างถูกแก้ไขจนตรวจสอบต้นทางไม่ได้"
เซียวอวี้เฉินขมวดคิ้ว
เรื่องนี้...เร็วกว่าในชาติที่แล้ว แสดงว่าศัตรูเริ่มเร่งแผนการแล้ว
ขณะเดียวกัน ด้านนอกห้องหนังสือ ซูเยว่หนิงยืนอยู่ใต้ชายคาพร้อมถาดยาในมือ นางตั้งใจจะนำยามาให้เขา แต่เมื่อได้ยินบทสนทนาภายใน ฝีเท้ากลับชะงักลง
การลำเลียงอาวุธ...ประโยคนี้ทำให้ความทรงจำในชาติที่แล้วพลันย้อนกลับมา นางจำได้แล้วก่อนเกิดการก่อกบฏราวครึ่งปีองค์ชายสามเคยอ้างเหตุผลเรื่องการปราบโจรชายแดน เพื่อขอเพิ่มกำลังทหารและเสบียง
เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจ กระทั่งวันที่เมืองหลวงถูกล้อม ทุกคนจึงรู้ว่าทหารเหล่านั้นไม่เคยถูกส่งไปชายแดนเลย พวกเขาถูกซ่อนไว้ในค่ายลับนอกเมืองมาตลอด ซูเยว่หนิงผลักประตูเข้าไป ทั้งเซียวอวี้เฉินและหลี่เฟิงหันมาพร้อมกัน
"พระชายา"
หลี่เฟิงรีบลุกขึ้นทำความเคารพ
ซูเยว่หนิงวางถาดยาลงบนโต๊ะ ก่อนมองเซียวอวี้เฉินด้วยสีหน้าจริงจัง
"หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญ"
เซียวอวี้เฉินสังเกตแววตาของนาง มันไม่ใช่สีหน้าของคนคาดเดาแต่เป็นสีหน้าของคนที่มั่นใจ
"พูดมา"
ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก
"หากหม่อมฉันบอกว่า..."
"อาวุธเหล่านั้นไม่ได้ถูกส่งไปชายแดน"
"ท่านจะเชื่อหรือไม่"
หลี่เฟิงเบิกตากว้างทันที
"พระชายาทรงทราบได้อย่างไร"
ซูเยว่หนิงชะงัก นางไม่อาจบอกความจริงเรื่องการย้อนเวลาได้ จึงตอบอย่างระมัดระวัง
"ข้าเพียงรู้สึกว่าทุกอย่างผิดปกติ"
"องค์ชายสามเร่งรวบรวมกำลังคน"
"ฮองเฮาเริ่มเคลื่อนไหวในวัง"
"หากอาวุธถูกส่งไปชายแดนจริง เหตุใดเมืองหลวงจึงยังมีทหารหายไปจำนวนมาก"
หลี่เฟิงนิ่งคิด ยิ่งฟังยิ่งมีเหตุผลแต่เซียวอวี้เฉินกลับมองซูเยว่หนิงไม่กะพริบ คนอื่นอาจคิดว่านางกำลังคาดเดา แต่เขา...รู้ดีว่ามันไม่ใช่เพราะคำพูดทุกคำของนางตรงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้วทุกประการ
เพียงแต่นางยังไม่รู้ว่า...เขาเองก็จำมันได้เช่นกัน
เซียวอวี้เฉินเอื้อมมือคลี่แผนที่เมืองหลวงบนโต๊ะ ก่อนใช้นิ้วชี้ไปยังพื้นที่ด้านตะวันตก
"หากเจ้าคิดว่าอาวุธไม่ได้ไปชายแดน"
"แล้วมันอยู่ที่ใด"
ซูเยว่หนิงมองแผนที่ ภาพความทรงจำค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นนางยกมือขึ้นอย่างลังเล ก่อนแตะลงบนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงราวครึ่งวัน
"ที่นี่"
"เขาฉางอวิ๋น"
หลี่เฟิงขมวดคิ้ว
"ที่นั่นเป็นเพียงค่ายทหารเก่าซึ่งถูกปล่อยร้างมาหลายปี"
ซูเยว่หนิงสบตาเขา
"เพราะไม่มีผู้ใดสนใจ"
"จึงเหมาะที่สุดสำหรับซ่อนกำลังพล"
คำตอบนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง เซียวอวี้เฉินค่อย ๆ ม้วนแผนที่กลับ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หลี่เฟิง"
"ส่งคนไปตรวจเขาฉางอวิ๋น"
"อย่าให้ผู้ใดรู้ตัว"
"ขอรับ"
หลี่เฟิงรับคำแล้วรีบออกจากห้องทันที
เมื่อประตูปิดลง เหลือเพียงเซียวอวี้เฉินกับซูเยว่หนิง สายตาของเขายังคงจับจ้องนาง นานเสียจนซูเยว่หนิงเริ่มหลบตา
"มีอะไรหรือเพคะ"
เซียวอวี้เฉินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเพียงประโยคเดียว
"เยว่หนิง..."
"เจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร"
หัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นทันที
คำถามที่นางหวาดกลัว...มาถึงแล้ว คำถามของเซียวอวี้เฉินทำให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือเงียบสนิท ซูเยว่หนิงรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วของตนเย็นเฉียบนางเตรียมใจไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งคำถามนี้ต้องมาถึงเพียงแต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วถึงเพียงนี้นางสบตาบุรุษตรงหน้าดวงตาของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงหรือความสงสัยเหมือนที่นางคาดไว้
กลับกัน...มันเหมือนคนที่กำลังรอให้อีกฝ่ายยอมเปิดใจมากกว่าซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก
"หม่อมฉัน..."
นางหยุดไปครู่หนึ่ง
"...อธิบายไม่ได้"
คำตอบนั้นทำให้ความเงียบยิ่งแผ่ขยาย หากเป็นคนอื่น คำตอบเช่นนี้คงน่าสงสัยอย่างยิ่งแต่เซียวอวี้เฉินกลับเพียงพยักหน้าเบา ๆ
"เช่นนั้นก็ไม่ต้องอธิบาย"
ซูเยว่หนิงชะงัก
"ท่าน...ไม่ถามต่อหรือ"
"ทุกคนย่อมมีความลับ"
เขาเดินอ้อมโต๊ะมายืนตรงหน้านาง
"ตราบใดที่เจ้ามิได้คิดร้ายต่อข้า"
"ข้าก็พร้อมเชื่อเจ้า"
เพียงประโยคเดียว หัวใจของซูเยว่หนิงสั่นไหวอย่างรุนแรง
ชาติที่แล้ว...เขาก็เคยเชื่อใจนางเช่นนี้แต่สุดท้ายกลับถูกนางตอบแทนด้วยการทรยศ ความรู้สึกผิดถาโถมขึ้นมาอีกครั้ง นางก้มหน้าลง
"หากวันหนึ่ง...หม่อมฉันทำผิด"
เซียวอวี้เฉินเอ่ยแทรกอย่างนุ่มนวล
"เจ้าจะไม่ทำ"
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นเสียจนซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้นมอง
"เหตุใดจึงมั่นใจเพียงนั้น"
มุมปากของเซียวอวี้เฉินยกขึ้นเล็กน้อย
"เพราะข้ารู้จักเจ้า"
ซูเยว่หนิงนิ่งงัน นางเกือบหลุดถามกลับไปแล้วว่า
"รู้จักจากเมื่อใด..."
แต่สุดท้ายก็เก็บคำถามนั้นไว้ในใจ ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกนางว่า...คำตอบของคำถามนี้อาจเปลี่ยนทุกสิ่ง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพอดี
ก๊อก...ก๊อก...
หลี่เฟิงรีบเดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง
"ท่านอ๋อง"
"คนของเรากลับมาแล้ว"
"ว่าอย่างไร"
หลี่เฟิงวางม้วนแผนที่ลงบนโต๊ะก่อนคลี่ออกอย่างรวดเร็ว
"เป็นอย่างที่พระชายาตรัสจริง"
ซูเยว่หนิงกำชายแขนเสื้อแน่น แม้จะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วแต่เมื่อได้ยินกับหูตนเอง ความรู้สึกก็ยังหนักอึ้ง หลี่เฟิงชี้ไปยังเขาฉางอวิ๋นบนแผนที่
"ภายนอกดูเหมือนค่ายร้าง"
"แต่ใต้หุบเขามีค่ายลับขนาดใหญ่"
"คนของเราพบทหารอย่างน้อยสามพันนาย"
"เสบียง อาวุธ และม้าศึกถูกลำเลียงเข้าไปทุกสามวัน"
เซียวอวี้เฉินหรี่ตาลง
"สามพัน..."
หลี่เฟิงพยักหน้า
"และจำนวนยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ"
"หากปล่อยไว้อีกไม่กี่เดือน..."
เขาเว้นจังหวะ
"...กำลังพลอาจเกินหมื่น"
ภายในห้องเงียบลงอีกครั้ง สามพันนายอาจยังไม่มากพอจะยึดเมืองหลวงแต่หากมีคนในวังให้ความร่วมมือผลลัพธ์ย่อมแตกต่าง ซูเยว่หนิงนึกถึงเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว
คืนก่อนการก่อกบฏประตูเมืองด้านตะวันตกถูกเปิดจากภายในกองทัพขององค์ชายสามจึงเข้ามาได้โดยแทบไม่ต้องต่อสู้ นางรีบเดินไปที่แผนที่ ใช้นิ้วชี้ไปยังประตูเมืองด้านหนึ่ง
"หากพวกเขาจะลงมือ"
"เป้าหมายแรกต้องเป็นประตูเซวียนอู่"
เซียวอวี้เฉินมองตามนิ้วของนาง
"เหตุใด"
"เพราะใกล้เขาฉางอวิ๋นที่สุด"
ซูเยว่หนิงตอบอย่างรวดเร็ว
"หากยึดประตูนี้ได้"
"กองทัพจะเข้าสู่พระราชวังได้เร็วที่สุด"
หลี่เฟิงรีบจดบันทึกทุกคำ เซียวอวี้เฉินมองซูเยว่หนิงด้วยแววตาครุ่นคิด ข้อมูลที่นางให้...ละเอียดเกินกว่าจะเป็นเพียงการคาดเดา แต่เขาเลือกจะไม่ถามเพราะเขาเองก็มีความลับที่ยังไม่พร้อมเปิดเผยเช่นกัน เขาหยิบหมากดำจากกระดานหมากล้อมบนโต๊ะวางลงตรงตำแหน่งเขาฉางอวิ๋น จากนั้นหยิบหมากขาวอีกหลายเม็ดวางล้อมรอบ
"ในเมื่อพวกมันกำลังสะสมกำลัง"
"เราก็จะปล่อยให้พวกมันคิดว่าไม่มีผู้ใดรู้"
ซูเยว่หนิงมองเขาทันที
"ท่านจะไม่จับตอนนี้หรือ"
เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า
"หากจับตอนนี้"
"เราจะได้เพียงค่ายหนึ่งแห่ง"
เขาใช้นิ้วแตะหมากดำอีกเม็ดที่แทนพระราชวัง
"แต่คนที่อยู่เบื้องหลัง"
"ยังลอยนวล"
ซูเยว่หนิงเข้าใจทันที หากไม่มีหลักฐานโยงไปถึงฮองเฮาและองค์ชายสาม การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะสูญเปล่า นางค่อย ๆ พยักหน้า
"เช่นนั้น..."
"เราจะเก็บหลักฐาน"
เซียวอวี้เฉินหันมามองนาง เป็นครั้งแรก...ที่เขาได้ยินคำว่า "เรา" แทนคำว่า "ท่าน" และ "ข้า" คำสั้น ๆ เพียงคำเดียวกลับทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นอย่างประหลาด เขาพยักหน้าช้า ๆ
"ใช่"
"จากวันนี้เป็นต้นไป"
"เราจะทำเรื่องนี้ไปด้วยกัน"
ซูเยว่หนิงสบตาเขาก่อนพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น นับตั้งแต่วินาทีนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ไม่ได้เป็นเพียงสามีภรรยาตามพิธีอีกต่อไปแต่คือ...สหายที่พร้อมยืนเคียงข้างกันเพื่อต่อสู้กับชะตากรรมที่เคยพรากทุกสิ่งไปจากพวกเขา
ค่ำวันเดียวกัน แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลาลับหลังแนวเขา
ภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า โคมไฟถูกจุดขึ้นทีละดวง แผนที่เมืองหลวง แผนที่หัวเมือง และบันทึกการลำเลียงเสบียงถูกคลี่วางเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่
เซียวอวี้เฉินกับซูเยว่หนิงนั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะ หากครั้งนี้ไม่มีความอึดอัดหรือความห่างเหินเหมือนแต่ก่อน ทั้งสองต่างช่วยกันตรวจสอบเอกสารทีละฉบับ
"นี่คือรายชื่อหัวเมืองที่ส่งเสบียงช่วงสามเดือนที่ผ่านมา"
เซียวอวี้เฉินเลื่อนสมุดบัญชีให้นาง
ซูเยว่หนิงไล่อ่านอย่างตั้งใจ ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็ขมวดคิ้ว
"ผิดปกติ"
เซียวอวี้เฉินเงยหน้าขึ้น
"ตรงใด"
"เมืองชิงอัน"
ปลายนิ้วของนางแตะลงบนชื่อเมือง
"รายงานระบุว่าส่งข้าวหนึ่งหมื่นถังไปช่วยทหารชายแดน"
"แต่เมืองชิงอันผลิตข้าวได้เพียงครึ่งเดียว"
หลี่เฟิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างรีบเปิดสมุดอีกเล่มขึ้นตรวจสอบ ไม่นาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
"จริงด้วยขอรับ"
"จำนวนไม่สอดคล้องกัน"
ซูเยว่หนิงไล่อ่านต่อ ก่อนพบความผิดปกติอีกหลายจุด ทั้งจำนวนธนู ม้าศึก และเหล็กหล่อทุกอย่างมากเกินกว่าที่กองทัพชายแดนจะต้องใช้ นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
"พวกเขาไม่ได้ปลอมเพียงเอกสาร"
"แต่กำลังใช้คลังหลวงเลี้ยงกองทัพลับ"
หลี่เฟิงกำหมัดแน่น
"บังอาจ!"
เซียวอวี้เฉินกลับยังคงสงบนิ่ง เขามองซูเยว่หนิงด้วยแววตาชื่นชม เพียงเวลาไม่นาน นางกลับจับพิรุธที่แม้แต่คนในกรมพระคลังก็ยังมองไม่เห็น เขาเลื่อนม้วนกระดาษอีกฉบับไปตรงหน้านาง
"ลองดูสิ่งนี้"
ซูเยว่หนิงคลี่ออก เป็นรายชื่อขุนนางที่เดินทางเข้าออกวังหลวงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา นางกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นก็หยุดลง
"ท่านดูนี่"
เซียวอวี้เฉินมองตาม ชื่อของแม่ทัพรักษาพระนครปรากฏซ้ำถึงเจ็ดครั้งทั้งที่ตำแหน่งของอีกฝ่ายไม่มีความจำเป็นต้องเข้าเฝ้าฮองเฮาบ่อยเช่นนั้น ซูเยว่หนิงถอนหายใจเบา ๆ
"ชาติ..."
นางรีบหยุดคำพูดของตนเองทันที เกือบหลุดพูดคำว่า "ชาติที่แล้ว" เซียวอวี้เฉินจับสังเกตได้แต่เลือกทำเหมือนไม่ได้ยิน
"เจ้าคิดสิ่งใด"
ซูเยว่หนิงรีบเปลี่ยนคำ
"ข้าคิดว่า...แม่ทัพผู้นี้ไม่น่าไว้ใจ"
เซียวอวี้เฉินพยักหน้า
"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"
เขาหยิบหมากดำอีกเม็ดวางลงบนแผนที่ ตำแหน่งนั้นอยู่ตรงประตูเซวียนอู่
"หากแม่ทัพรักษาพระนครเป็นพวกองค์ชายสาม"
"คืนที่ก่อกบฏ..."
"ประตูเมืองจะถูกเปิดจากด้านใน"
ซูเยว่หนิงมองหมากเม็ดนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ทุกอย่าง...กำลังเดินไปสู่เหตุการณ์เดิมเพียงแต่คราวนี้พวกเขารู้ล่วงหน้าจึงยังมีโอกาสหยุดมันได้
หลี่เฟิงค้อมศีรษะ
"กระหม่อมจะส่งคนจับตาแม่ทัพผู้นั้นทันที"
"อย่าเพิ่ง"
เซียวอวี้เฉินยกมือห้าม
"หากถูกจับได้ว่าเรารู้ตัว"
"ปลาใหญ่จะหนี"
หลี่เฟิงรีบรับคำ
"ขอรับ"
เมื่อคนสนิทออกจากห้องแล้ว
ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง ซูเยว่หนิงนวดขมับเบา ๆการไล่อ่านเอกสารทั้งวันทำให้นางเริ่มอ่อนล้า เซียวอวี้เฉินสังเกตเห็นทันที เขาเลื่อนถ้วยชาร้อนมาไว้ตรงหน้านาง
"พักก่อน"
ซูเยว่หนิงรับถ้วยชามา พลางยิ้มบาง
"ขอบคุณ"
นางยกถ้วยขึ้นจิบ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
"ดูเหมือนช่วงนี้..."
"เราใช้เวลาอยู่ในห้องหนังสือมากกว่าที่เรือนเสียอีก"
เซียวอวี้เฉินมองนาง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
"ไม่ดีหรือ"
"ดี"
นางตอบแทบจะทันที ก่อนจะรีบหลบตาเมื่อรู้ตัวว่าตอบเร็วเกินไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวอวี้เฉินชัดขึ้นกว่าเดิม
"เช่นนั้น..."
"ต่อจากนี้คงต้องรบกวนพระชายาอีกมาก"
ซูเยว่หนิงหัวเราะน้อย ๆ
"ท่านอ๋องอย่าลืม"
"ตอนนี้เราเป็นพวกเดียวกันแล้ว"
คำว่า "พวกเดียวกัน" ทำให้ทั้งสองสบตากันโดยไม่ตั้งใจ
ครู่หนึ่ง...ไม่มีผู้ใดเอ่ยอะไรแต่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ตั้งแต่ค่ำคืนนี้เป็นต้นไปพวกเขาจะไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อตนเองหากแต่กำลังร่วมกันเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่เคยนำไปสู่ความพินาศของทั้งแผ่นดิน
ด้านนอกห้องหนังสือ เงาร่างหนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังต้นสนใหญ่ บุรุษในชุดดำเหลือบมองแสงไฟที่ยังส่องสว่าง ก่อนรีบหันหลังจากไปไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ข่าวการร่วมมือกันของอ๋องเก้าและพระชายากำลังถูกส่งตรงไปยังตำหนักขององค์ชายสามและในคืนเดียวกันนั้น องค์ชายสามก็วางหมากตัวใหม่ลงบนกระดาน หมากที่จะไม่ใช่การใส่ร้ายหรือการลอบสังหารอีกต่อไปแต่เป็นแผนการที่สามารถทำลายทั้งอ๋องเก้าและซูเยว่หนิงได้พร้อมกันพายุครั้งใหญ่ของราชสำนัก...กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"







