เข้าสู่ระบบแอรินถอนหายใจขณะที่เธอกำลังให้นมเจ้าตัวเล็ก โชคดีที่เกริกพลให้คนเอานมที่เธอสต๊อกไว้ในตู้เย็นมาด้วย ทำให้เจ้าหนูพีพีได้กินนมโดยไม่ต้องรอ
แถมห้องนี้ยังมีของใช้เด็กไม่ว่าจะแพมเพิส เปลเด็ก ขวดนม ของเล่นเสริมพัฒนาการราคาแพงหูฉีก และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยที่เธอไม่ต้องร้องขอ
ทุกอย่างถูกเตรียมการมาหมดแล้ว
เด็กน้อยไร้เดียงสาดูดนมจากขวด พร้อมกับมองหน้าแม่ตาแป๋ว ไม่ได้รับรู้ว่าแม่กำลังทุกข์ใจเพียงใด
ก่อนที่ร่างบางจะคิดทบทวนข้อเสนอของธนินทร์เมื่อครู่ ชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปต่อจากนี้ ไม่ว่าเธอจะเลือกเปิดประตูบานไหน มันก็คือทางเลือกที่ธนินทร์ได้วางไว้หมดแล้ว
“คุณผู้หญิงต้องการอะไรเพิ่มไหมคะ?” แม่บ้านสาวคนเดิมในชุดฟอร์มสีเทา มวยผมดูสะอาดสะอ้าน เดินเข้ามาถามด้วยความสุภาพ
“เรียกแอร์ว่าแอร์ก็ได้ค่ะ เราน่าจะอายุใกล้เคียงกัน” เธอพูดบอกด้วยความไม่ชินหู เกิดมาไม่เคยถูกแทนตัวเองด้วยคำว่าคุณผู้หญิงเลยสักครั้ง พอฟังแล้วก็รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย
“งั้นให้ตองเรียกแทนว่าคุณแอร์ แบบนี้โอเคไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยถาม
“ก็ได้ค่ะ” แอรินส่งยิ้ม
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยเธอก็ได้รู้ว่าใบตองอายุแก่กว่าเธอเพียงปีเดียว ที่บ้านของเธอรับใช้ตระกูลนี้มาถึงสามรุ่น ที่สำคัญเธอเพิ่งรู้ว่าใบตองจบจากมหาลัยเดียวกับเธอ เพียงแค่อยู่กันคนละคณะเท่านั้นเอง
“พี่ตองไม่คิดจะหางานอื่นทำเหรอคะ” แอรินเอ่ยถามตามตรง เพราะสังเกตจากการพูดคุย ใบตองเป็นคนมีทัศนคติกว้างไกล เกินกว่าที่จะทำงานเป็นแม่บ้าน ซึ่งคำถามนี้ทำให้คนตรงข้ามกลับคลี่ยิ้ม
“ที่จริงแล้วบอสให้ตองไปเป็นผู้จัดการที่โรงแรม แต่บอสไม่ไว้ใจใครมาดูแลคุณกับลูก” ใบตองตอบตามตรง
“...”
“ข้อเสนอของบอสไม่ได้เลวร้ายใช่ไหมคะ ที่จริงแล้วท่านเป็นคนจิตใจดี มีเมตตามาก ถ้าคุณแอร์รู้จักท่านไปนานๆ คุณแอร์จะรู้ว่าท่านใจดียังไง” ใบตองเอ่ยชมตาเป็นประกายเมื่อพูดถึงธนินทร์
“พี่ตองก็น่าจะรู้ ว่าการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก มันเลวร้ายมากสำหรับผู้หญิง...”
“แต่ก็ลองดูก็ไม่เสียหายไม่ใช่เหรอคะ” ใบตองพูดสวน
“...”
“คุณเองก็ไม่ได้มีใคร ที่สำคัญคุณพีพีแกก็ต้องการพ่อ มีหลายคู่มากที่อยู่กันแบบไม่ได้รัก พวกเขาทำหน้าที่เป็นเพียงพ่อแม่ให้ลูกเท่านั้น” ใบตองช่วยโน้มน้าว
จ้องมองดวงตาแสนสับสนของแอรินอย่างให้กำลังใจ อย่างไรเสียแอรินก็หนีไม่พ้น โชคชะตาที่ต้องมารับตำแหน่งภรรยาของธันวา
ทุกอย่างเหมือนถูกกำหนดมาหมดแล้ว
“ห๊ะ แกจะแต่งงาน” ทั้งปิ่นและมิกกิต่างพูดออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ เมื่ออยู่ๆ เพื่อนสาวประกาศออกมากลางวงกินข้าว
ในร้านอาหารไทยชื่อดังผู้คนพลุกพล่าน ทุกคนต่างหันมามองสามสาวเป็นจุดเดียว จนแอรินทำมือให้เพื่อนทั้งสองเบาเสียงลง
“กับใคร...ทำไมพวกเราไม่รู้ว่าแกมีแฟน เล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้นะยัยแอร์” ปิ่นคาดคั้น
แอรินถอนหายใจก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องของเธอให้เพื่อนสาวทั้งสอง ทันทีที่แอรินพูดจบ ทั้งปิ่นและมิกกิต่างอึ้งกันไปตามๆ กัน ทั้งสองหันไปสบตากันราวกับไม่เชื่อเรื่องที่เพื่อนเล่ามา
“แกพูดจริงดิ?” มิกกิถามย้ำ
“ฉันจะโกหกพวกแกไปทำไม” เธอพูดบอก มองดูข้าวผัดต้มยำที่ตัวเองสั่งมาโดยไม่นึกอยากเท่าไร
หลายวันมานี้เธอเครียดจนกินอะไรไม่ลง แต่เพราะยังให้นมลูกน้อย เธอจึงต้องบังคับฝืนกลืนมันเข้าไป
หลังจากกลับมาจากคฤหาสน์อิสระภักดี นี่ก็ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว เธอได้ให้คำตอบกับธนินทร์ในวันนั้นเลย เธอเลือกสละความสุขของตัวเองโดยการแต่งงานกับธันวา เพื่อให้ได้อยู่กับลูกน้อยและไม่ส่งผลกระทบกับคนรอบข้าง
มันเป็นการตัดสินใจที่ไม่ต้องรอถึงสามวัน หลังจากนั้นธนินทร์ก็สั่งให้คนมาส่งเธอที่บ้าน ก่อนที่การแต่งงานจะถูกจัดขึ้นในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า
“แกแน่ใจเหรอว่าพี่ธันเป็นพ่อของพีพี” ปิ่นถามย้ำ
“ผลตรวจดีเอ็นเอไม่ได้โกหก ที่สำคัญฉันจำรอยสักที่ต้นคอเขาได้” แอรินตอบเสียงเนือยๆ
“แกตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมยัยแอร์ ถึงเรื่องที่แกมีอะไรกับเขามันผิดพลาดจนมีน้องพี แต่ใช่ว่าแกจะรักเขานะเว้ย” มิกกิถามอีกครั้ง
“อืม...ฉันตัดสินใจดีแล้ว ที่มาวันนี้ก็เพราะอยากให้พวกแกไปร่วมงานด้วย” แอรินบอกเจตนาที่เธอนัดทั้งสองมาในวันนี้ ก่อนจะล้วงเอาการ์ดแต่งงานสีขาวออกมา ส่งให้เพื่อนรักทั้งสองคน
“...”
ปิ่นและมิกกิรับการ์ด ก่อนจะเปิดอ่านการ์ดแต่งงานสีขาวมุกที่มีเพียงตัวอักษรสีทองระบุเอาไว้เท่านั้น
อนันตญา ไมยราศวร (แอริน) ระหว่าง ธันวา อิสระภักดี (ธัน)
วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ.25xx เวลา 18.00 น.
ณ โรงแรมอิสระภักดี พัทยา ห้องจัดเลี้ยง VIP 3 ชั้น 19
เมื่อทั้งสองอ่านจบต่างมองหน้ากัน ราวกับมีคำถามมากมายอยู่ในใจ แต่ก็เลือกที่ไม่ถาม เพราะดูสีหน้าของเพื่อนสนิท ก็รู้แล้วว่าเธอทุกข์ใจเพียงใด
“แล้วเจ้าบ่าวแกล่ะ เขาว่าอย่างไรบ้าง เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้เหรอ” ปิ่นถามสิ่งที่ค้างคาใจ ขณะที่แอรินพรูลมหายใจออกมาดังๆ
เอาจริงๆ เธอยังไม่ได้เจอเขาเลย ก็ตั้งแต่วันที่เจอกันที่ธันเดอร์โฮสต์นั่นแหละ แต่ทว่าไม่ใช่แค่ปิ่นเท่านั้นที่อยากรู้ เธอเองก็อยากรู้เช่นกันว่าธันวาจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้
แต่เธอไม่มีเบอร์โทรศัพท์ที่จะติดต่อฝ่ายนั้นโดยตรง จะให้เธอถามความเห็นเขาคนนั้นได้อย่างไร
ก็มีแต่ที่จะไปถามตรงๆ ซึ่งวันนี้เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไปพบกับเขาคนนั้น
เช้าวันถัดมา ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นเห็นเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองคนที่กำลังฟุบหลับอยู่ข้างๆ เตียงนี่เขายังไม่ตายเหรอ?เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแรก อยู่ๆ ภาพความฝันทำให้เขานึกย้อนกลับไป เขาจำได้ว่าเดินอยู่ในความมืด ปลายทางสีขาวทำให้เขาเดินตรงไป แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งกลับรั้งเขาไว้ผู้หญิงที่มีใบหน้าอ่อนโยนคล้ายภรรยา แต่ดูมีอายุกว่า เธอแนะนำตัวว่าเป็นแม่ของหญิงสาว ฝากฝั่งให้ช่วยดูแลลูกน้อยของเธอ และบอกให้เขาเดินไปอีกทาง ซึ่งปลายทางนั้นมีแอรินกับลูกๆ รออยู่“คุณธัน คุณตื่นแล้ว” เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย หญิงสาวก็เด้งตัวตื่นขึ้นมาทันที“ทำไมเราไม่ไปนอนที่โซฟาดีๆ ล่ะคะ” เขาถาม กลัวว่าภรรยาจะปวดหลัง แต่ทว่าแอรินกลับส่ายหน้า“แอร์รอให้คุณตื่น” เธอตอบ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยน้ำตา“เลิกร้องไห้ได้แล้ว พี่ไม่ชอบที่เราร้องไห้เลยรู้ไหม” เขาเอ่ยพลางเกลี่ยน้ำสีใสออกจากหางตาของเธอ“อืม...แต่คุณธัน”“เรียกพี่สิคะ เรียกคุณมันห่างเหินไปไหม” เขาพูดขัด พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง จนแอรินต้องรีบเข้าไปช่วยประคองอีกแรง“แผลพี่มันจะปริเอาได้นะ ค่อยๆ ลุกสิคะ” หญิงสาวพูดดุ แต่ธันวากล
“โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยว่าไหม? ถ้าไม่ใช่มึง คุณธันคงไม่เป็นแบบนี้” และแล้วใบตองก็พูดความรู้สึกออกมาตั้งแต่เด็กหัวใจของเธอมีเพียงธันวาเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ชายหนุ่มกลับไม่เหลียวแลเธอ แม้กระทั่งสถานะคู่นอนเหมือนกับปลายฟ้า ธันวายังให้เธอไม่ได้หัวใจที่แสนด้านชาของเขาเปลี่ยนไป ก็ตั้งแต่มีสองแม่ลูกนั้นเข้ามาในบ้าน ใบตองรับรู้ได้ถึงความรัก ความเอาใจใส่ที่ชายหนุ่มทำให้แอริน จนความอิจฉาพวยพุ่ง และคิดทำลายแม้กระทั่งตัวธันวาเองในเมื่อเธอไม่ได้ ก็ไม่ควรมีใครได้เขาไปเช่นกัน“พี่ชอบคุณธันเหรอคะ” แอรินถามเสียงเบา ดูไม่ออกจริงๆ ว่าใบตองรู้สึกอย่างไร“กูรักเขา มึงเข้าใจไหมว่ากูรักเขา” ใบตองตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ ก่อนที่หญิงสาวจะควักของสีเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงมีดปลายแหลมถูกจ่ออยู่ที่คอของแอริน ความคมของเหล็กสีเงิน หากใช้แรงกดเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งเธอให้ไปอยู่อีกภพหนึ่งได้เลย“หยุด!! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ”เสียงเปิดประตูเหล็กพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนาย กรูเข้ามาพร้อมกับชี้ปลายกระบอกปืนไปทางใบตอง“วางมีดเถอะตอง” เจ้าของร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาตามหลัง พร้อมกับโน้มน้าวให้สาวใช้ของเขาวางอาวุ
แสงไฟสาดเข้ามาทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองเพราะดวงตายังปรับโฟกัสได้ไม่ทัน ภาพแรกเธอมองเห็นหญิงสาวแสนคุ้นหน้ายืนอยู่ตรงหน้า กับชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เธอจำไม่เคยลืมว่าคืออดีตแฟนเพื่อนรักอย่างภวินทร์ในโกดังร้างซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองชลบุรี แทบจะไม่มีรถสัญจร ในนั้นมีหญิงสาวถูกจับตัวมาขังไว้ ลำตัวถูกเชือกมัดไว้กับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แอรินจำได้ว่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอไฟดับก็มีชายฉกรรจ์เข้ามาจากทางหลังบ้าน จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแต่ว่าตอนนี้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอไม่คาดคิดกลับมาอยู่ที่นี่ได้ หนำซ้ำรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าและเนื้อตัวเด่นชัด“พี่ตองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” แอรินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะคิดว่าใบตองนั้นคงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่ทว่าหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ราวกับคนไม่รู้จักกัน“เลิกตอแหล แล้วเอาหน้าจริงมาคุยกันดีกว่า” ใบตองเอ่ย“พี่ตองพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ” แอรินสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถึงขั้นร่วมมือกับไอ้โรคจิตอย่างภวินท์“นี่เหรอแผนการของเธอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ“ค่
เช้าวันถัดมา แอรินตื่นตั้งแต่ตีห้าลุกขึ้นมาทำกับข้าว จัดของแบ่งใส่ถุงเอาไว้เตรียมไปทำบุญที่วัด เนื่องด้วยเป็นวัดพระใหญ่ ชาวบ้านจึงแห่กันไปฟังเทศน์กันเพื่อเป็นสิริมงคล และเธอเองก็ตั้งใจจะทำบุญอยู่แล้วเช่นกันขณะที่กำลังเตรียมของอยู่นั้น ร่างสูงของธันวาก็เข้ามาร่วมช่วยสองสาว แม้จะไม่เคยหยิบจับตะหลิว หรือแม้กระทั่งปอกหัวหอมก็ยังทำไม่เป็น แต่แม่บ้านสาวอย่างเพียรก็ใจเย็นช่วยสอน ด้วยความเห็นใจชายหนุ่มอยู่“คุณอยู่ที่นี่แหละ” เห็นใบหน้าของเขาดูอิดโรย แอรินจึงพูดบอก หลังจากนำอาหารใส่ท้ายรถเก๋งคันเล็กเป็นที่เรียบร้อย“ให้พี่ไปทำบุญด้วยสิ”“แต่...”“ขัดคนทำบุญมันบาปนะคะหนูแอร์” ธันวาพูดสวน เพราะรู้อยู่แล้วว่าภรรยาจะปฏิเสธ ทว่าข้ออ้างของเขากลับทำให้แอรินไม่สามารถขัดได้ทั้งคู่ตอนนี้อยู่ในรถ ธันวาอาสาขับรถ ส่วนสองสาวพากันนั่งอยู่เบาะท้าย ส่วนเจ้าหนูพีพีนั่งคาร์ซีทข้างคนขับก็หัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก เพราะรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว“ไอ้รถคันนี้มันเล็กเกินไปไหมเนี่ย” ธันวาพูดบ่น หลังจากที่เข้ามานั่งในรถคันเล็ก เขารู้สึกอึดอัด ด้วยความที่ช่วงขายาว กับเบาะที่ปรับไปด้านหลังไม่ได้มาก“ให้ฉันขับไหมคะ” แอรินเสนอ
“คุณทำจะทำอะไรน่ะ”คนตัวเล็กรีบลุกจากที่นอนในทันที ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ ความสว่างทำให้เห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอเกือบสองอาทิตย์ พลันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย จากใบหน้าที่เคยหล่อเหลา บัดนี้แก้มของเขาตอบอย่างเห็นได้ชัด ส่วนขอบตาดำเพราะอดหลับอดนอนมาหลายคืนติดช่างไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย..“พี่แค่อยากกอดเมียให้หายคิดถึง” เขาตอบน้ำเสียงเบา ไม่อยากรบกวนการนอนของเจ้าพีพี ที่กำลังหลับสบายอยู่ที่เปลไฟฟ้าตัวโปรด“เราสองคนหย่ากันแล้วค่ะ ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันแล้ว” เธอย้ำสถานะต่อชายหนุ่ม“ได้ไง พี่ยังไม่เซ็น จะถือว่าสมบูรณ์ได้ยังไง” เขาตอบ“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ช่วยเซ็นให้มันจบๆ สักทีเถอะ ปล่อยเราสองคนแม่ลูกไปซะ” แอรินขอร้อง เธอเบื่อที่จะหนีเต็มทน ลำพังเธออยากจะกลับไปดูร้านทำเล็บที่กรุงเทพจะแย่อยู่แล้ว“พี่ไม่หย่า เรากลับบ้านกันเถอะนะแอร์” ชายหนุ่มพูดขอร้อง พยายามจะขยับเข้ามาใกล้ แต่แอรินกลับก้าวถอยหลังหนี“แอร์ไม่กลับ คุณกลับไปเถอะ เราไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ด้วยกันแล้วค่ะ” เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมทว่าขณะที่กำลังพูดคุย สายตาของร่างสูงดันเหลือบไปเห็นแผงยาเป็นจำนวนมาก ที่ว
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชนบท ห่างไกลจากผู้คนก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร เพียงแต่ตอนนี้หญิงสาวกลับคิดถึงร้านทำเล็บเล็กๆ ของเธอเป็นอย่างมาก โชคดีที่ระหว่างนี้แอรินขอให้แม่บุญธรรมของเธอเข้ามาดูแลกิจการชั่วคราว ทำให้หายห่วงไปเปลาะหนึ่งส่วนอาการแพ้ท้องตอนนี้ทุเลาลงไปมาก อาจเพราะเด็กในท้องคงชอบที่จะอยู่กับอากาศบริสุทธิ์มากกว่าในเมือง ทำให้ช่วงนี้แอรินเริ่มทานอาหารได้เยอะ จนท้องยื่นออกมาเห็นเด่นชัด“มีอะไรให้เพียรช่วยอีกไหมคะ” แม่บ้านสาวเข้ามาเอ่ยถาม หลังจากที่ช่วยทำงานบ้านจนเสร็จหมดแล้ว“งั้นเพียรช่วยไปเก็บดอกมะลิได้ไหมจ๊ะ แอร์จะเอามาร้อยพวงมาลัยไปไหว้พระวันพรุ่งนี้” แอรินอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา สบโอกาสที่ดอกมะลิกับกุหลาบในสวนบานสะพรั่ง เธอจึงอยากเอามาร้อยไปถวายพระ“ได้ค่ะ เดี๋ยวเพียรไปช่วยเก็บให้นะคะ” พูดจบแม่บ้านสาวก้มหน้าเดินออกไป ส่วนแอรินก็เดินไปตัดดอกกุหลาบสีแดงสดที่อยู่ในกระถางหน้าบ้านหวลนึกถึงความหลังตอนที่เธอยังเด็ก ตอนนั้นเธอมาอยู่กับแม่บุญธรรมไม่นานนัก ลดาสอนเธอร้อยพวงมาลัยขาย ได้ค่าขนมไปกินที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำเพราะความจนมันทำให้แอรินแข็งแกร่ง ไม่ว่าเจอปัญหาในรูปแบบไหนเธอก็ไม่หวั่น เพร







