เข้าสู่ระบบ“อย่าใช้กำลังกับภรรยาผม” น้ำเสียงน่าเกรงขามประกาศเสียงดังจนร่างท้วมสะดุ้งตกใจ มองมือของชายหนุ่ม ประเมินแล้วอย่างไรเขาก็สู้แรงคนหนุ่มกว่าไม่ได้แน่นอน อีกทั้งบอดี้การ์ดรายล้อมอย่างไรเขาก็เสียงเปรียบอยู่ดี
“กูอุตส่าห์ถ่อมาถึงที่นี่แล้ว ยังไงมึงก็ต้องให้เงินกู ไม่อย่างนั้นกูจะบอกนักข่าว ว่ามึงเป็นอีลูกอกตัญญู” พูดขู่พร้อมกับชี้หน้าไปทางเธอ มือถูกปล่อยมือให้เป็นอิสระ
“ผมว่าคุณควรใจเย็นๆ ก่อนดีกว่านะครับ” ธันวาพูดแทรก
“พนักงานคุณบอกให้ผมใจเย็นตั้งกี่ครั้งแล้ว บอกมาเลยว่าให้หรือไม่ให้ จะได้ไม่เสียเวลา”
ร่างสูงนิ่งเงียบ ก่อนพ่นลมหายใจออกมา สุดท้ายแล้วก็ต้องใช้ไม้แข็งเพื่อให้คนพวกนี้ยอมล่าถอย ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาคนเตี้ยกว่า ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบอะไรบางอย่าง จนนิพนธ์ตกใจดวงตาเบิกโพลง ตัวชาไม่ขยับ
“ถ้าไม่อยากเข้าคุก โทษฐานวางยาภรรยาหวังเอาเงินประกัน ก็ไสหัวไปอย่ามาให้เมียกูเห็นหน้าอีก”
ชายวัยกลางคนนิ่งไปสักพัก ในใจนึกหวั่นกับคำขู่ ไม่สิ...ที่ธันวาพูดมานั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ความเลวของนิพนธ์คือการวางยาภรรยา เอาเงินประกันมาเสวยสุขกับเมียน้อยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง คงไม่หนีไม่พ้นนอนตารางตลอดชีวิต
“พี่พนธ์ เป็นอะไรหรือเปล่า” จันทิมาเดินมาเขย่าแขนสามี
“มะ ไม่มีอะไร” พูดบอกภรรยา ก่อนจะหันไปถามร่างสูง “คุณไม่มีหรอก มันก็แค่คำขู่”
“คิดว่าผมเป็นใครคุณนิพนธ์” ชายหนุ่มเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อ “ประวัติคุณผมสืบมาหมดแล้ว ตอนนี้คุณกำลังตกงานข้อหาฉ้อโกงจนไม่มีใครรับเข้าทำงาน ทั้งยังหนี้สินท่วมตัว บ้านที่อยู่ไม่นานก็ถูกยึดจากธนาคารเพื่อใช้หนี้”
“...”
“ผมไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ ผมจะให้เงินคุณไปก้อนหนึ่งเพื่อตั้งตัว และเป็นก้อนสุดท้ายที่ผมจะให้ ผมช่วยคุณได้แค่นี้”
พูดจบก็ให้คนเอาเช็คมาให้เซ็น ก่อนจะเขียนตัวเลขห้าแสนบาทลงให้กระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วโยนมันให้กับสองผัวเมียรีบคว้าเอาไว้ กลัวว่ามันจะปลิวหายอย่างไรอย่างนั้น
ความโลภของสองผัวมีไม่มีวันสิ้นสุด หากแต่อีกไม่กี่เดือนเงินที่ธันวาให้ไปจะหมดลง และวันนั้นจะเป็นวันที่สองคนนี้จะได้ชดใช้บาปกรรมที่ตัวเองก่อ
“คุณพูดอะไรกับเขาเหรอคะ ทำไมเขาถึงยอมกลับง่ายๆ” แอรินเอ่ยถามอย่างสงสัย ระหว่างรอลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นบน
“คุณไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าพ่อของคุณจะไม่มายุ่งกับคุณอีกแค่นั้นก็พอ” ธันวากล่าวเสียงเรียบ ซึ่งนั่นทำให้แอรินยิ่งอยากรู้
เงินจำนวนห้าแสนมากพอที่จะเอาไปตั้งหลักชีวิตได้อย่างสบาย แต่ไม่ใช่กับพ่อของเธอ เธอรู้ว่าอีกไม่นานเงินนั้นก็จะหมดไป แล้วเขาจะกลับมาขออีก ไม่จบไม่สิ้น
ติ้ง
เสียงลิฟต์เปิด สองชายหญิงเดินไปยังห้องสวีท ซึ่งใช้เป็นห้องหอในคืนนี้ ลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้เธอต้องอยู่กับเขาเพียงสองต่อสอง
ภาพคืนนั้นแว๊บเข้ามาในหัว คืนที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด
พอคิดดังนั้น ใบหน้าหวานกลับแดงซ่านขึ้นมาทันที
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าแดงๆ” ธันวาถาม แอรินรีบส่ายหน้าปฏิเสธ กลัวว่าจะถูกจับได้ว่ากำลังคิดเรื่องลามกอยู่
ถึงจะผ่านมาเนิ่นนาน แต่เธอก็จำสัมผัสที่เร่าร้อนของชายหนุ่มได้ ทั้งดวงตา ริมฝีปาก รอยสักที่ต้นคอ ท่วงท่าที่พาเธอล่องลอยพบความสุข
คิดอะไรอยู่เนี่ย? รู้ตัวอีกทีก็สะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป จนทำให้ร่างสูงต้องหยุดเดิน
“เธอไม่เป็นไรแน่นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ รีบไปเถอะ ผู้ใหญ่น่าจะรอเรานานแล้ว” แอรินเอ่ย รีบเดินนำหน้าชายหนุ่มไปก่อน
ในห้องสวีทสุดหรู รองรับเฉพาะแขกวีไอพี คู่บ่าวสองกำลังฟังคำอวยพรจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่ง คนหนึ่งคือลดา ส่วนอีกคนธนินทร์ โดยมีต้าวหนูพีพีนั่งตาแป๋วด้วยอีกคน
“วันนี้แม่จะพาน้องพีไปนอนด้วยนะคะ” ลดากล่าว หันไปมองเจ้าก้อนกลมกำลังหัวเราะชอบใจ ที่คุณปู่พาเขาเดินเล่นรอบห้อง
“จะดีเหรอคะแม่ หนูกลัวว่าน้องพีจะงอแงตอนดึกนี่สิ” เธอพยายามหาข้ออ้างเพื่อไม่ได้อยู่กับธันวาแบบสองต่อสอง
“ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เป็นวันสำคัญของหนู แม่ก็อยากให้เราอยู่กัน” ลดาตอบ พร้อมกับหันสบตากับธนินทร์เพื่อส่งซิก ดูเหมือนว่าทั้งสองคนกำลังวางแผนเรื่องนี้มาไว้แล้ว
“แต่”
“ไม่มีแต่ค่ะลูกสาว เอาเป็นว่าตามนี้นะคะ งั้นเดี๋ยวแม่พาน้องพีไปนอนก่อนดีกว่า นี่ก็ดึกมากแล้ว” ลดาพูดตัดบท ก่อนจะเดินไปอุ้มต้าวก้อนกลมเดินไปที่ประตู
“ให้ผมช่วยไหมคุณดา” ธนินทร์ถาม มองดูร่างบางแล้วรู้สึกอึ้งไม่ใช่น้อยที่แขนเล็กๆ ของเธออุ้มเด็กน้อยเกือบสิบกิโล
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ลดาส่งยิ้มหวาน กล่าวขอบคุณคนแก่กว่า ก่อนจะพากันเดินออกไปจากห้อง
เมื่อเสียงประตูปิดลง แอรินก็ถึงกับเป่าปากอย่างโล่งอก หญิงสาวในชุดเจ้าสาวยกมือขึ้นนวดตรงบริเวณต้นคออย่างเหนื่อยล้า หันไปสังเกตว่าร่างสูงใหญ่กำลังปลดกระดุมที่คอออก จนเผยแผงอกขาวอยู่ไกลๆ
“คุณจะทำอะไรน่ะ” เธอเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย พร้อมกับหันขวับไปอีกทาง
“ก็ปลดกระดุมไง เธอไม่อึดอัดเหรอ” ธันวาถามกลับพร้อมกับปลดกระดุมที่แขนเสื้อ
“ห้องน้ำก็มี ทำไมคุณไม่ไปทำอะไรให้มันเรียบร้อย” เธอพูด
“เธออาย?” ร่างสูงถามกลับ
“ถึงคุณกับฉันจะเป็นสามีภรรยา เรื่องพื้นที่ส่วนตัวก็ควรมี เพราะฉะนั้นอย่ามาแก้ผ้าตรงนี้” แอรินหยิบยกข้ออ้างที่ฟังดูไม่ขึ้นมาพูด แต่กลับถูกร่างหนาเดินเข้าประชิดกายไม่ทันตั้งตัว
“เธอก็เคยเห็นของฉันไม่ใช่แล้วหรือไง จะอายทำไมแอริน” มือหนาจับที่แก้มนิ่ม พร้อมกับเกลี่ยนิ้วไปมา สัมผัสความอุ่นที่ปลายนิ้วเหมือนมนต์สะกดตรึงเธออยู่กับที่ แอรินแทบจะหยุดหายใจเมื่ออีกฝ่ายแกล้งเบียดตัวเข้ามา
“...”
เผลอเม้มปากเป็นเส้นตรง เมื่อเขาจงใจกระซิบที่ข้างหู
“ฉันบอกเธอแล้วไง ถึงเราไม่ได้รักกัน แต่เราสามารถเอากันได้ตลอดนะแอริน”
เสียงกระซิบราวกับกัดฟัน คำพูดของเขา เป็นเหมือนแรงกระชากที่ทำให้แอรินได้สติขึ้นมา
“ไม่มีทาง” แอรินพูดกดเสียงต่ำ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกห่างจากสถานการณ์อันตรายต่อหัวใจ
“ฉันเตือนเธอข้อหนึ่ง”
“...”
“เราสองคนเอากันได้ตลอดตามที่เธอต้องการ เราสองคนเป็นพ่อแม่ของพีพีได้จนกว่าเราจะแก่เฒ่าไปด้วยกัน ฉันจะปกป้องเธอเหมือนคำสัญญาที่ให้ไว้ในวันแต่งงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันจะไม่โกหกเธอนั่นก็คือ”
“...”
“ฉันจะไม่มีวันรักเธอแอริน”
เช้าวันถัดมา ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นเห็นเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองคนที่กำลังฟุบหลับอยู่ข้างๆ เตียงนี่เขายังไม่ตายเหรอ?เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแรก อยู่ๆ ภาพความฝันทำให้เขานึกย้อนกลับไป เขาจำได้ว่าเดินอยู่ในความมืด ปลายทางสีขาวทำให้เขาเดินตรงไป แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งกลับรั้งเขาไว้ผู้หญิงที่มีใบหน้าอ่อนโยนคล้ายภรรยา แต่ดูมีอายุกว่า เธอแนะนำตัวว่าเป็นแม่ของหญิงสาว ฝากฝั่งให้ช่วยดูแลลูกน้อยของเธอ และบอกให้เขาเดินไปอีกทาง ซึ่งปลายทางนั้นมีแอรินกับลูกๆ รออยู่“คุณธัน คุณตื่นแล้ว” เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย หญิงสาวก็เด้งตัวตื่นขึ้นมาทันที“ทำไมเราไม่ไปนอนที่โซฟาดีๆ ล่ะคะ” เขาถาม กลัวว่าภรรยาจะปวดหลัง แต่ทว่าแอรินกลับส่ายหน้า“แอร์รอให้คุณตื่น” เธอตอบ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยน้ำตา“เลิกร้องไห้ได้แล้ว พี่ไม่ชอบที่เราร้องไห้เลยรู้ไหม” เขาเอ่ยพลางเกลี่ยน้ำสีใสออกจากหางตาของเธอ“อืม...แต่คุณธัน”“เรียกพี่สิคะ เรียกคุณมันห่างเหินไปไหม” เขาพูดขัด พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง จนแอรินต้องรีบเข้าไปช่วยประคองอีกแรง“แผลพี่มันจะปริเอาได้นะ ค่อยๆ ลุกสิคะ” หญิงสาวพูดดุ แต่ธันวากล
“โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยว่าไหม? ถ้าไม่ใช่มึง คุณธันคงไม่เป็นแบบนี้” และแล้วใบตองก็พูดความรู้สึกออกมาตั้งแต่เด็กหัวใจของเธอมีเพียงธันวาเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ชายหนุ่มกลับไม่เหลียวแลเธอ แม้กระทั่งสถานะคู่นอนเหมือนกับปลายฟ้า ธันวายังให้เธอไม่ได้หัวใจที่แสนด้านชาของเขาเปลี่ยนไป ก็ตั้งแต่มีสองแม่ลูกนั้นเข้ามาในบ้าน ใบตองรับรู้ได้ถึงความรัก ความเอาใจใส่ที่ชายหนุ่มทำให้แอริน จนความอิจฉาพวยพุ่ง และคิดทำลายแม้กระทั่งตัวธันวาเองในเมื่อเธอไม่ได้ ก็ไม่ควรมีใครได้เขาไปเช่นกัน“พี่ชอบคุณธันเหรอคะ” แอรินถามเสียงเบา ดูไม่ออกจริงๆ ว่าใบตองรู้สึกอย่างไร“กูรักเขา มึงเข้าใจไหมว่ากูรักเขา” ใบตองตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ ก่อนที่หญิงสาวจะควักของสีเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงมีดปลายแหลมถูกจ่ออยู่ที่คอของแอริน ความคมของเหล็กสีเงิน หากใช้แรงกดเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งเธอให้ไปอยู่อีกภพหนึ่งได้เลย“หยุด!! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ”เสียงเปิดประตูเหล็กพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนาย กรูเข้ามาพร้อมกับชี้ปลายกระบอกปืนไปทางใบตอง“วางมีดเถอะตอง” เจ้าของร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาตามหลัง พร้อมกับโน้มน้าวให้สาวใช้ของเขาวางอาวุ
แสงไฟสาดเข้ามาทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองเพราะดวงตายังปรับโฟกัสได้ไม่ทัน ภาพแรกเธอมองเห็นหญิงสาวแสนคุ้นหน้ายืนอยู่ตรงหน้า กับชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เธอจำไม่เคยลืมว่าคืออดีตแฟนเพื่อนรักอย่างภวินทร์ในโกดังร้างซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองชลบุรี แทบจะไม่มีรถสัญจร ในนั้นมีหญิงสาวถูกจับตัวมาขังไว้ ลำตัวถูกเชือกมัดไว้กับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แอรินจำได้ว่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอไฟดับก็มีชายฉกรรจ์เข้ามาจากทางหลังบ้าน จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแต่ว่าตอนนี้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอไม่คาดคิดกลับมาอยู่ที่นี่ได้ หนำซ้ำรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าและเนื้อตัวเด่นชัด“พี่ตองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” แอรินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะคิดว่าใบตองนั้นคงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่ทว่าหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ราวกับคนไม่รู้จักกัน“เลิกตอแหล แล้วเอาหน้าจริงมาคุยกันดีกว่า” ใบตองเอ่ย“พี่ตองพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ” แอรินสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถึงขั้นร่วมมือกับไอ้โรคจิตอย่างภวินท์“นี่เหรอแผนการของเธอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ“ค่
เช้าวันถัดมา แอรินตื่นตั้งแต่ตีห้าลุกขึ้นมาทำกับข้าว จัดของแบ่งใส่ถุงเอาไว้เตรียมไปทำบุญที่วัด เนื่องด้วยเป็นวัดพระใหญ่ ชาวบ้านจึงแห่กันไปฟังเทศน์กันเพื่อเป็นสิริมงคล และเธอเองก็ตั้งใจจะทำบุญอยู่แล้วเช่นกันขณะที่กำลังเตรียมของอยู่นั้น ร่างสูงของธันวาก็เข้ามาร่วมช่วยสองสาว แม้จะไม่เคยหยิบจับตะหลิว หรือแม้กระทั่งปอกหัวหอมก็ยังทำไม่เป็น แต่แม่บ้านสาวอย่างเพียรก็ใจเย็นช่วยสอน ด้วยความเห็นใจชายหนุ่มอยู่“คุณอยู่ที่นี่แหละ” เห็นใบหน้าของเขาดูอิดโรย แอรินจึงพูดบอก หลังจากนำอาหารใส่ท้ายรถเก๋งคันเล็กเป็นที่เรียบร้อย“ให้พี่ไปทำบุญด้วยสิ”“แต่...”“ขัดคนทำบุญมันบาปนะคะหนูแอร์” ธันวาพูดสวน เพราะรู้อยู่แล้วว่าภรรยาจะปฏิเสธ ทว่าข้ออ้างของเขากลับทำให้แอรินไม่สามารถขัดได้ทั้งคู่ตอนนี้อยู่ในรถ ธันวาอาสาขับรถ ส่วนสองสาวพากันนั่งอยู่เบาะท้าย ส่วนเจ้าหนูพีพีนั่งคาร์ซีทข้างคนขับก็หัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก เพราะรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว“ไอ้รถคันนี้มันเล็กเกินไปไหมเนี่ย” ธันวาพูดบ่น หลังจากที่เข้ามานั่งในรถคันเล็ก เขารู้สึกอึดอัด ด้วยความที่ช่วงขายาว กับเบาะที่ปรับไปด้านหลังไม่ได้มาก“ให้ฉันขับไหมคะ” แอรินเสนอ
“คุณทำจะทำอะไรน่ะ”คนตัวเล็กรีบลุกจากที่นอนในทันที ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ ความสว่างทำให้เห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอเกือบสองอาทิตย์ พลันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย จากใบหน้าที่เคยหล่อเหลา บัดนี้แก้มของเขาตอบอย่างเห็นได้ชัด ส่วนขอบตาดำเพราะอดหลับอดนอนมาหลายคืนติดช่างไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย..“พี่แค่อยากกอดเมียให้หายคิดถึง” เขาตอบน้ำเสียงเบา ไม่อยากรบกวนการนอนของเจ้าพีพี ที่กำลังหลับสบายอยู่ที่เปลไฟฟ้าตัวโปรด“เราสองคนหย่ากันแล้วค่ะ ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันแล้ว” เธอย้ำสถานะต่อชายหนุ่ม“ได้ไง พี่ยังไม่เซ็น จะถือว่าสมบูรณ์ได้ยังไง” เขาตอบ“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ช่วยเซ็นให้มันจบๆ สักทีเถอะ ปล่อยเราสองคนแม่ลูกไปซะ” แอรินขอร้อง เธอเบื่อที่จะหนีเต็มทน ลำพังเธออยากจะกลับไปดูร้านทำเล็บที่กรุงเทพจะแย่อยู่แล้ว“พี่ไม่หย่า เรากลับบ้านกันเถอะนะแอร์” ชายหนุ่มพูดขอร้อง พยายามจะขยับเข้ามาใกล้ แต่แอรินกลับก้าวถอยหลังหนี“แอร์ไม่กลับ คุณกลับไปเถอะ เราไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ด้วยกันแล้วค่ะ” เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมทว่าขณะที่กำลังพูดคุย สายตาของร่างสูงดันเหลือบไปเห็นแผงยาเป็นจำนวนมาก ที่ว
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชนบท ห่างไกลจากผู้คนก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร เพียงแต่ตอนนี้หญิงสาวกลับคิดถึงร้านทำเล็บเล็กๆ ของเธอเป็นอย่างมาก โชคดีที่ระหว่างนี้แอรินขอให้แม่บุญธรรมของเธอเข้ามาดูแลกิจการชั่วคราว ทำให้หายห่วงไปเปลาะหนึ่งส่วนอาการแพ้ท้องตอนนี้ทุเลาลงไปมาก อาจเพราะเด็กในท้องคงชอบที่จะอยู่กับอากาศบริสุทธิ์มากกว่าในเมือง ทำให้ช่วงนี้แอรินเริ่มทานอาหารได้เยอะ จนท้องยื่นออกมาเห็นเด่นชัด“มีอะไรให้เพียรช่วยอีกไหมคะ” แม่บ้านสาวเข้ามาเอ่ยถาม หลังจากที่ช่วยทำงานบ้านจนเสร็จหมดแล้ว“งั้นเพียรช่วยไปเก็บดอกมะลิได้ไหมจ๊ะ แอร์จะเอามาร้อยพวงมาลัยไปไหว้พระวันพรุ่งนี้” แอรินอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา สบโอกาสที่ดอกมะลิกับกุหลาบในสวนบานสะพรั่ง เธอจึงอยากเอามาร้อยไปถวายพระ“ได้ค่ะ เดี๋ยวเพียรไปช่วยเก็บให้นะคะ” พูดจบแม่บ้านสาวก้มหน้าเดินออกไป ส่วนแอรินก็เดินไปตัดดอกกุหลาบสีแดงสดที่อยู่ในกระถางหน้าบ้านหวลนึกถึงความหลังตอนที่เธอยังเด็ก ตอนนั้นเธอมาอยู่กับแม่บุญธรรมไม่นานนัก ลดาสอนเธอร้อยพวงมาลัยขาย ได้ค่าขนมไปกินที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำเพราะความจนมันทำให้แอรินแข็งแกร่ง ไม่ว่าเจอปัญหาในรูปแบบไหนเธอก็ไม่หวั่น เพร







