Masukเฟิ่งเสี่ยวอิงอดีตพนักงานร้านขนมที่ตอนนี้ติดอยู่ในร่างซูซินอวี่ นางร้ายในนิยายย้อนยุค ลืมตาขึ้นพร้อมความเหนื่อยล้าเต็มสองบ่า
'นี่มันโลกบ้าอะไรกันเนี่ย คู่หมั้นไม่รัก นางเอกก็เกลียด พ่อก็เหมือนคนแปลกหน้า ดีหน่อยที่นางเอกแต่งงานไปใช้ชีวิตของนางตั้งแต่ต้นเรื่องและกล่าวถึงชีวิตของนางไปแล้ว' 'เนื้อเรื่องที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกก็คือคนที่เหลือเหล่านี้สินะ' นางถอนหายใจ เดินไปที่โต๊ะไม้เรียบง่าย ทันทีที่หยิบถ้วยน้ำชาในห้องขึ้นมา กลิ่นแปลกจาง ๆ ลอยแตะจมูก นางชะงักมือทันที 'กลิ่นนี้ เหมือนยานอนหลับที่ข้าเคยผสมให้ลูกค้าคนพิเศษตอนไปทำงานในร้านเหล้าเลยนี่นา' นางขมวดคิ้ว กวาดตามองรอบห้องอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น เสียงประตูเลื่อนเบา ๆ ก็ดังขึ้น พร้อมร่างบางของสาวใช้หน้าตาน่ารัก เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน "คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าน้อยชื่อเสี่ยวจู เป็นบ่าวรับใช้จากเรือนของคุณหนูรองส่งให้มาดูแลเจ้าค่ะ" นางยกยิ้มหวานพลางจัดผ้านวมให้ คำว่า คุณหนูรองสะดุดหูซูซินอวี่ทันที คุณหนูรอง หรือ ซูซินเยว่ คือน้องสาวต่างมารดาของซูซินอวี่ สตรีผู้สูงส่ง เรียบร้อย สุภาพนอบน้อมในสายตาคนทั่วไป แต่ในนิยายกลับมีเบื้องหลังร้ายลึก เป็นสตรีที่ซ่อนเข็มพิษไว้ใต้รอยยิ้มเสมอ "เสี่ยวจูใช่หรือไม่" ซูซินอวี่ยิ้มบาง "เจ้าบอกข้าอีกทีว่าใครส่งเจ้ามา" "คุณหนูรองเจ้าค่ะ" เสียงใสตอบเร็วเกินไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าหลบตา ซูซินอวี่มองอีกฝ่ายราวกำลังสังเกตลูกค้าโกหกในร้าน แค่กิริยาบิดเบือนแววตาไม่มั่นคงก็จับพิรุธได้ทันที แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงฝีเท้าเร็ว ๆ และเสียงแหลมสูงก็ดังขึ้นหน้าห้อง "พี่หญิง ได้ข่าวว่าท่านตายไปแล้วแท้ ๆ ยังมีหน้าอยู่ให้คนทั้งจวนหัวเราะอีกหรือ" ประตูเปิดผาง สตรีในชุดสีชมพูอ่อนแต่งกายประณีตเดินเข้ามา แววตาเหยียดหยามอย่างเปิดเผย ซูซินเยว่ น้องสาวต่างมารดา ผู้ที่ในนิยายเป็นนางรองแต่จิตใจร้ายลึกพอ ๆ กับนางร้าย "เจ้าเข้ามาในห้องข้า จะไม่ขออนุญาตหน่อยหรือ" ซูซินอวี่หรี่ตา ยิ้มเย็นขณะนั่งจิบชาเบา ๆ ซูซินเยว่เลิกคิ้ว นางคงไม่ชินกับการที่พี่สาวที่เคยปากร้ายและอารมณ์ร้อน พูดกลับอย่างใจเย็นเช่นนี้ "ข้าก็แค่มาเยี่ยมคนป่วย พี่หญิงอย่าเครียดนักเลย" นางตอบยกยิ้มแผ่ว แต่มือที่จับพัดนั้นบิดแน่น ซูซินอวี่ไม่ตอบ ยกชาในมือขึ้นจิบอีกคำแล้วพูดเสียงเรียบ "ชานี่มีกลิ่นแปลก ๆ เจ้าเคยชิมหรือไม่" ซูซินเยว่ชะงักวูบ "ชะ...ชิม" "บางที อาจมีคนอยากให้ข้าหลับไปอีกครั้งก็ได้นะ" เสียงนางเบาหวิว แต่เต็มไปด้วยความนัย บรรยากาศตึงเครียดจนเสี่ยวจูรีบก้มหน้าลงแทบจะกราบพื้น ขณะที่น้องสาวกำลังจะพูดอะไรอีก เสียงทุ้มเย็นของบุรุษวัยกลางคนก็ดังขึ้นนอกประตู "อวี่เอ๋อร์ บ่าวพูดไปทั่วจวนว่าเจ้ายังไม่ตายงั้นหรือ" นางหันไปตามเสียง เห็นบุรุษคนหนึ่งยืนอยู่ในชุดขุนนาง รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเรียบเฉย ซูชิ่งอัน แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นและเป็นบิดาโดยสายเลือดของนางในร่างนี้ แต่สิ่งที่ทำให้นางจุกอกยิ่งกว่า คือแววตาเขา เย็นชาไร้ความดีใจเหมือนการที่ลูกสาวรอดตายคือเรื่องน่ารำคาญ "นับว่าเจ้ายังดวงแข็งที่มีชีวิตอยู่รอดมาได้" เขากล่าวเสียงต่ำ ก่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะก้าวเข้ามาในห้อง ซูซินอวี่กำถ้วยชาในมือแน่น โลกบ้าอะไรเนี่ย พ่อก็เหมือนก้อนหินแข็ง ๆ น้องสาวก็เหมือนงูพิษ สาวใช้ก็ไม่รู้เชื่อใจได้หรือไม่ แต่นางไม่ได้หวั่นไหวเหมือนซูซินอวี่คนเก่าที่เคยมีปมในใจอีกแล้ว นางหลับตา สูดลมหายใจเข้า แล้วลืมตาขึ้นอย่างแน่วแน่ 'ในเมื่อฟ้าส่งข้ามาในร่างนี้ ศัตรูเต็มจวนก็ช่างเถอะ ขนมไข่ยังทำให้คนติดใจได้ นับประสาอะไรกับนางร้ายที่มาจากโลกอนาคตอย่างข้า' หลังจากที่ได้เผชิญกับความเย็นชาของผู้เป็นบิดา และการจู่โจมทางวาจาจากน้องสาวอย่างซูซินเยว่ บรรยากาศในจวนตระกูลซูก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าไม่ต้อนรับการฟื้นคืนชีพของนางเลยแม้แต่น้อย ยิ่งนางฟื้นจากความตายด้วยสายตาและท่าทางที่เปลี่ยนไป นางกลายเป็นสตรีที่มีท่าทางสบายไม่แยแสต่อคำพูดและการกระทำของผู้ใด ผู้คนในจวนยิ่งรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่เลอะเลือนไปแล้ว คนแรกคือ ซูซินเยว่ นางเป็นบุตรสาวของอนุภรรยาที่ฉลาดล้ำลึก มารดาของนางคือ ฉินซื่อ ซึ่งถึงจะเป็นอนุ แต่กลับได้รับความรักจากท่านแม่ทัพซูมากกว่าใคร ซูซินเยว่ภายนอกดูอ่อนโยน เรียบร้อย พูดเพราะยิ่งกว่าสตรีในวังหลวง แต่ภายในนั้นเปี่ยมไปด้วยไฟริษยา นางเกลียดซูซินอวี่เงียบ ๆ มาตลอด เพราะนางเกิดจากภรรยาเอก ได้ตำแหน่งสูงกว่า ได้ร่วมงานสำคัญกับชนชั้นสูงอยู่ไม่ขาดในฐานะคุณหนูใหญ่ บุตรีเอกของท่านแม่ทัพซูชิ่งอันผู้มีพระคุณต่อแคว้น ได้ใกล้ชิดราชวงศ์ มีสหายที่ล้วนแล้วแต่เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ และที่สำคัญได้หมั้นหมายกับหลี่อ๋อง บุรุษสูงศักดิ์ผู้หล่อเหลาและองอาจ ทั้งที่นางสร้างแต่ปัญหา ทำเรื่องร้ายกาจอย่างโง่งมจนทำให้ชื่อเสียงของจวนมัวหมอง ถึงกระนั้นชาติกำเนิดของนางก็ยังส่งเสริมบารมีมากพอให้นางเหนือกว่าใครต่อใครในเมืองหลวงแห่งนี้ ในใจซูซินเยว่คิดว่าพี่สาวผู้นี้สมควรถูกลบออกจากตระกูลด้วยซ้ำ คนต่อมาคือเสี่ยวจู สาวใช้หน้าใสจอมสอดแนม เสี่ยวจูถูกส่งมาโดยคำสั่งของซูซินเยว่โดยตรง มีหน้าที่คอยจับตาทุกพฤติกรรมของซูซินอวี่ และรายงานความเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือเสี่ยวจูไม่ใช่แค่สายสืบ แต่เด็กสาวผู้นี้เคยเป็นคนรับใช้ในหอของฉินซื่อมาก่อน และถูกฝึกมาให้ทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ลอบวางยาหรือแม้แต่การปลอมลายมือ ใบหน้าบริสุทธิ์นั้น เป็นเพียงหน้ากากที่ซ่อนไว้ใต้คำสั่ง แม้แต่ตอนที่ซูซินอวี่บอกเป็นนัยว่าชามีพิษ เสี่ยวจูก็ยังตีหน้าซื่อได้สนิท คนที่สาม ซูชิ่งอัน บิดาผู้เย็นชา แม้จะเป็นบิดาแท้ ๆ แต่เขากลับปฏิบัติต่อซูซินอวี่เหมือนสิ่งของไร้ค่า ความจริงแล้ว เขาไม่เคยมองนางเป็นบุตรสาวอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ภรรยาเอกคือแม่ของซูซินอวี่ล้มป่วยและเสียชีวิตลง ซูชิ่งอันเริ่มหลงใหลในความเฉียบแหลมของฉินซื่อ และหันเหความโปรดปรานไปทางลูกสาวอีกคนอย่างไม่แยแสบุตรีเอกนับตั้งแต่นั้น สำหรับเขา ซูซินอวี่คือรอยด่างในเส้นทางอำนาจ และการที่นางยังไม่ตายอาจหมายถึงปัญหาที่จะทำให้ตำแหน่งของเขาสั่นคลอน นางไม่เคยทำตัวดี ๆ ให้เหมาะสมกับจวนแม่ทัพเลย ชอบก่อเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่เคยเว้น จึงเป็นเหตุให้เขาเพิกเฉยต่อบุตรสาวคนนี้มานาน ฉินซื่อ อนุภรรยาผู้อ่อนแอแต่คุมจวนอยู่หมัด นางแทบไม่เคยออกจากเรือนหลัง แต่ทุกการเคลื่อนไหวในจวนล้วนผ่านหูผ่านตานางหมด แม้ไม่มีตำแหน่งภรรยาเอก แต่นางมีทุกอย่างในกำมือ ทั้งหัวใจของสามี อำนาจในจวน และบ่าวไพร่ภายใต้การปกครอง ตอนที่ซูซินอวี่ฟื้นขึ้นมา ฉินซื่อไม่ได้มาเยี่ยม แต่มีของขวัญเล็ก ๆ ส่งมาให้เป็นเครื่องรางรูปดอกเหมย ภายนอกเหมือนเป็นมงคล แต่ใครจะรู้ว่ามันมีความหมายลึกซึ้งในตระกูลหมายความว่า สตรีผู้นี้ควรอยู่เงียบ ๆ ตลอดไป บ่าวรับใช้ในจวนแม่ทัพต่างแบ่งพรรคแบ่งพวก บางคนภักดีต่อฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับ บางคนภักดีต่อฉินซื่อ บางคนก็กลัวแค่ชื่อของแม่ทัพซู ซูซินอวี่เริ่มสังเกตได้จากการเดินในลานเรือน ว่าบางคนแอบมองนางจากมุมกำแพง บางคนกระซิบกระซาบเมื่อเห็นนางเดินผ่าน และบางคนทำท่าจะเตะก้อนหินให้นางสะดุดล้ม แววตาของบ่าวรับใช้หลายคนมีความอัดอั้น คล้ายอยากทำร้ายนางเป็นการเอาคืน โลกนี้จึงไม่มีคำว่าปลอดภัยแม้แต่น้อย 'ร่างเก่านี้มีศัตรูรอบด้าน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนางถึงตายไปง่าย ๆ แค่ถ้วยชาก็อาจฆ่าได้แล้ว แต่นับจากนี้ข้าจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงจวนนี้เอง' เมื่อมีศัตรูนางก็ยังมีพันธมิตรถึงแม้จะไม่ค่อยแน่ใจว่าจริงหรือไม่ก็ตาม แม่นางหลิน เป็นสาวใช้เก่าแก่ของฮูหยินใหญ่ แม่นางหลินเคยรับใช้แม่ของซูซินอวี่มาก่อน นางเป็นหญิงสูงวัยที่ถูกลดชั้นให้ไปดูแลเรือนเก็บของภายหลังการตายของมารดาคุณหนูใหญ่ นางมีใบหน้าซูบซีด ดวงตาเหมือนผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย แต่ยังคงสบตาซูซินอวี่อย่างมั่นคงในวันหนึ่ง "ฮูหยินเคยบอกว่าถ้าคุณหนูมีเรื่องอันใดให้ข้ามอบกล่องนี้ให้" และนั่นคือกล่องไม้เล็ก ๆ ที่บรรจุผ้าปักลวดลายดอกไม้สวยงามสำหรับเป็นที่ระลึก แม่นางหลินดูเหมือนเป็นมิตร แต่ยังไม่แน่ใจว่าภักดีต่อนาง หรือภักดีต่อใครอื่นกันแน่ เสี่ยวฝาน เด็กรับใช้ที่ถูกทอดทิ้ง เสี่ยวฝานเป็นเด็กชายวัยสิบสองปีที่มักถูกไล่ให้ทำงานหนัก พูดติดอ่างเล็กน้อย และมักโดนเสี่ยวจูแกล้งอยู่สม่ำเสมอ แต่วันหนึ่ง ซูซินอวี่กลับพบว่าเด็กคนนี้แอบซ่อนสมุนไพรบางชนิดที่แก้พิษได้ในกระสอบฟาง เมื่อนางถาม เด็กชายหน้าแดงและพูดตะกุกตะกักว่า "ข้า...ข้าเห็น...คุณหนูเคยโดนวางยา...แต่ไม่มีใครช่วย ข้าเลย...แอบหามาเผื่อ...ไว้…" เด็กน้อยคนนี้อาจไม่ฉลาดเฉลียว แต่ความจริงใจและความกลัวในแววตาของเขาทำให้นางเริ่มวางใจ ในบางครั้งความภักดีของคนตัวเล็ก ๆ ก็มีค่ามากกว่าคำพูดหวานหูของพวกขุนนางในท้องพระโรง พ่อบ้านเกา ผู้ดูแลจวนที่เหมือนหุ่นไม้ ชายชราผู้นี้ทำงานในจวนมาเกือบสามสิบปี ปากหนัก พูดน้อย และไม่เคยแสดงอารมณ์ เขาไม่เอ่ยอ้างฝ่ายใด ไม่อ่อนข้อให้ฉินซื่อ และไม่อ่อนโยนกับคุณหนูคนใดในจวน แต่วันหนึ่ง เขาเดินผ่านเรือนของซูซินอวี่แล้วหยุดพูดเพียงหนึ่งประโยคสั้น ๆ "ระวังพัดไม้ไผ่ที่ห้อยบนประตูตะวันตก มันไม่ใช่แค่ของประดับแต่อาจมีบางอย่างซ่อนอยู่" จากนั้นก็เดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คำพูดนั้นทำให้นางเริ่มคิด ว่าผู้เฒ่าคนนี้รู้เห็นอะไรมากกว่าที่แสดงออกหรือไม่ และคนสุดท้ายที่นางจะลืมไม่ได้ คือบุตรสาวบุญธรรมของแม่ทัพซู เป็นเด็กกำพร้าและเป็นหลานสาวแท้ ๆ ของท่านแม่ทัพ นางคือหรูอวี้เซียน นางเป็นสตรีที่ชอบความสงบ อยู่แต่ในเรือนหลัง ในอดีตนางถูกซูซินอวี่กลั่นแกล้งและเหยียดหยาม นางเคยแสดงความไม่พอใจแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ วันที่ซูซินอวี่ป่วย นางก็ไม่เคยก้าวย่างเข้ามาในเรือน ไม่เคยโต้ตอบกลับแม้แต่ครั้งเดียว จนดูไม่ออกว่าหรูอวี้เซียนเป็นมิตรหรือว่าศัตรูซูซินอวี่น้ำตาเอ่อคลอเพราะหัวใจเรียกร้องถึงเขาอย่างแรงกล้า'หากท่านยังรออยู่ขอให้ปิ่นนี้สั่นอีกครั้งเถิด'ทันใดนั้น ปลายปิ่นในมวยผมของเธอเริ่มสั่นสะเทือน หัวใจของเธอกระตุกวูบโลกโบราณ ณ ตำแหน่งเดิมที่นางเคยล้มลงเซี่ยอวี้หลันนั่งนิ่ง ดวงตาหลับพริ้ม แต่ภายในใจเริ่มอ่อนล้า เขารู้สึกถึงเสียงรอบข้างที่เปลี่ยนไปทันใดนั้นแสงเรืองรองปรากฏตรงพื้นผิวกำแพงอีกครั้งผู้คนในโลกโบราณที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใกบ้กำแพงหันมองอย่างตกตะลึง ขณะที่ในโลกปัจจุบัน คนในร้านของเก่าเริ่มร้องเสียงหลง เมื่อแสงเรืองรองสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงผนังร้าน"นั่นมันอะไรกัน"แสงสว่างเจิดจ้าเปิดออกเป็นประตูวงแหวนแห่งมิติ ตรงใจกลางของมันปรากฏภาพของอีกโลกชัดเจนซูซินอวี่ในชุดทำงานเรียบง่าย ยืนนิ่ง น้ำตารินในดวงตา จ้องมองข้ามมิติไปยังเซี่ยอวี้หลันที่กำลังฝืนตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ในดวงตาของเขามีเพียงเงาสะท้อนของนาง ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม ความโหยหา และความรักสุดใจ"เจ้าจะกลับมาใช่หรือไม่"เสียงของเขาสั่นพร่าเธอพยักหน้าช้า ๆ ริมฝีปากขยับอย่างไร้เสียงว่า"ข้าคิดถึงท่าน"จิตวิญญาณของทั้งสองเชื่อมถึงกันอย่างแน่นแฟ้นและในวินาทีนั้นเอง เ
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะแสงไฟสีขาวเหนือศีรษะกระพริบเล็กน้อยกลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศซูซินอวี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆเปลือกตาหนักราวกับแบกรับคืนและวันจำนวนมาก"คุณเฟิ่ง ได้ยินหมอไหมคะ"เสียงพยาบาลถามเอ่ยเบา ๆ เธอกะพริบตาถี่ ๆ หันมองรอบห้อง"นี่คือ…""โรงพยาบาลค่ะ"หมอคนหนึ่งกล่าวอย่างใจเย็น"คุณหมดสติไปหนึ่งเดือนเต็ม หลังประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต"หลังจากพักฟื้น เธอกลับไปยังอพาร์ตเมนต์เดิมห้องยังเหมือนเดิม แต่เหมือนไม่ใช่ของเธอ ของบางอย่างหายไป เอกสารราชการบางอย่างระบุว่า"ไม่พบข้อมูลผู้หญิงชื่อเฟิ่งเสี่ยวอิงในทะเบียนราษฎร์"เธอไปยังที่ทำงานเดิม ยื่นบัตรประจำตัวเข้างานเหมือนทุกครั้ง""ขอโทษค่ะเราไม่มีพนักงานชื่อนี้และข้อมูลในระบบก็ไม่ปรากฏ"เธอถามเพื่อนร่วมงานเก่า แต่ทุกคนล้วนมองเธอราวกับคนแปลกหน้า"ขอโทษนะ เราไม่รู้จักคุณค่ะ"ซูซินอวี่กลับมาเป็นเฟิ่งเสี่ยวอิง เธอเดินอยู่กลางเมืองท่ามกลางเสียงรถยนต์ ผู้คนเดินขวักไขว่ แต่เธอกลับเหมือนไม่มีตัวตนในโลกนี้กลับมาได้แต่เหมือนไม่เคยมีชีวิตอยู่เธอไม่รู้ว่าโลกปัจจุบัน ประตูมิติอยู่ที่ใด ไม่มีโอกาสได้เห็นตอนที่มาถึงที่นี่
หลายวันหลังจากงานเลี้ยงเปิดจวนซูซินอวี่ได้รับคนรับใช้จากจวนแม่ทัพซูมาอยู่ด้วยหลายคนจากการจัดการของฉินซื่อ นางลงมือทำสวนกับคนสวนเพิ่ม ปลูกดอกไม้นานาชนิดและปลูกสมุนไพรบางชนิดเอาไว้ใช้ยามขาดแคลนจวนตระกูลเซี่ยกว้างใหญ่ ด้านหลังจวนแทบไม่มีผู้ใดเดินมาถึง นางจึงเริ่มออกสำรวจไปรอบจวนพร้อมกับคนรับใช้สามสี่คน แล้วให้พวกเขาช่วยกันถางป่าที่ยังรกจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย"เสร็จแล้วขอรับฮูหยิน"เสียงคนสวนรายงานขณะที่นางยืนทอดมองไปยังกำแพงสูงเบื้องหน้ากำลังครุ่นคิดว่าบริเวณนี้จะจัดการอย่างไรให้ไม่ดูวังเวงและน่ากลัวเกินไป"พวกเจ้ากลับไปได้ ข้าจะดูตรงนี้อีกหน่อย"สาวรับใช้มองไปโดยรอบอย่างไม่ไว้ใจ นางไม่ยอมไปและเตือนซูซินอวี่"ฮูหยินไปกันเถิดเจ้าค่ะ ตรงนี้ไม่น่าอยู่หรอกเจ้าค่ะ"ซูซินอวี่พูดยิ้มแย้ม"ไม่มีอะไรน่ากลัวไม่ต้องห่วง เขตของตระกูลเซี่ยปลอดภัยทุกที่ไม่มีป่ารกแล้วด้วย""แต่..."นางจึงตัดบทสาวรับใช้"เจ้ากลับไปก่อนเถอะอีกไม่นานข้าจะตามไป"นางลังเลแต่ก็ไม่กล้าขัดจึงยอมทำตามคำสั่งโดยดีซูซินอวี่มองไปรอบ ๆ ชั่วครู่เห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกตินางจึงเตรียมตัวกลับ"ต้องไปร่างแผนก่อนแล้วค่อยกลับมาดูใหม่"ท
หลังพิธีแต่งงานผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่วัน เช้าวันหนึ่ง เซี่ยอวี้หลันพานางเดินทางโดยรถม้าธรรมดาที่ไร้เครื่องประดับ ผ่านแนวป่ารกร้างเลียบเมืองหลวงออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ"ที่นั่นคือ..."ซูซินอวี่ถามขึ้นเมื่อมองเห็นกำแพงสูงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยรอยตะไคร่และเถาวัลย์เลื้อยพัน ประตูไม้หนาที่ยังคงตั้งตระหง่านแม้จะถูกปิดตายมานานหลายสิบปี มีตราประทับราชสำนักซีดจางจากกาลเวลา ใบไม้แห้งลู่ลมอยู่บนหลังคาและกระเบื้องที่พังไปบางส่วนเซี่ยอวี้หลันยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่พูดสิ่งใด จนกระทั่งเขายื่นมือไปดึงผ้าคลุมหน้ากุญแจที่ขึ้นสนิมออก แล้วใช้กุญแจเก่าแก่ไขออกด้วยมือของตนเสียง กรึก ดังแผ่วเบากลอนประตูที่ถูกลงกลอนมานานเปิดออกช้า ๆบานประตูใหญ่เปิดออกเผยให้เห็นจวนตระกูลเซี่ยในสภาพที่ถูกลืมพื้นหินกรวดเต็มไปด้วยเศษใบไม้ศาลาริมสระบัวที่เคยงดงามกลับทรุดโทรม หลังคาหลุดลุ่ย ไม้ไผ่ที่เคยปลูกเรียงราย บัดนี้แห้งกรัง แตกหักล้มระเนระนาด"ข้าเคยมองที่นี่จากความฝัน มันเงียบแต่งดงาม"เซี่ยอวี้หลันพูดขึ้นพลางมองไปโดยรอบเขาพานางเดินผ่านโถงใหญ่ที่เคยมีม่านแพรสีฟ้าโบกไหว ผ่านเรือนเล็กเรือนน้อยที่เคยเป็นเรือนรับรองแขก
ใต้แสงตะเกียงและผ้าแพรแดงยามจื่อ (เวลาเที่ยงคืน) ผ่านไปเพียงไม่นานภายในเรือนหอ กลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ลอยอ่อน ๆ จากมุมห้อง ม่านผ้าแพรสีแดงปักลายหงส์และมังกรสะบัดเบา ๆ ตามแรงลมอุ่นตะเกียงน้ำมันคู่รักลายหงส์มังกรยังส่องแสงนิ่ง ดั่งเป็นพยานแห่งคืนแรกซูซินอวี่นั่งอยู่ที่ริมเตียงชุดเจ้าสาวชั้นนอกถูกถอดออกเหลือเพียงเสื้อคลุมบางสีแดงอ่อนลายเงาดอกเหมย เรือนผมรวบขึ้นหลวม ๆ เผยต้นคอขาวเนียน ใบหน้ายังแดงระเรื่อจากเหล้าดองรักที่ดื่มร่วมกันเมื่อตอนหัวค่ำเสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในห้อง ไม่นานร่างสูงในชุดคลุมยาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านางเซี่ยอวี้หลันหยุดยืนหน้าซูซินอวี่ สบตานางอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คุกเข่าลงตรงหน้าแล้ววางมือลงบนตักนางอย่างแผ่วเบา"ข้าจะไม่เร่งเร้าเจ้าแม้จะเป็นวันแต่งงาน หากเจ้าไม่พร้อม เพียงบอกข้า"ซูซินอวี่เงยหน้าขึ้น สบดวงตาคมเข้มที่สะท้อนภาพตนเองอย่างอ่อนโยนนางเอ่ยเสียงเบา"ข้าไม่ได้กลัวเพียงแต่หัวใจข้ายังไม่หยุดเต้นแรง แต่ข้าไม่คิดจะหนีข้าอยากอยู่กับท่าน"ดวงตาเซี่ยอวี้หลันอ่อนแสงลงทันใด"เช่นนั้นข้าขอสัมผัสเจ้าด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช่ด้วยสิทธิของสามีแต่ด้วย
หลังงานเลี้ยงผ่านพ้นไปสิบวัน ซูซินอวี่กำลังตากดอกไม้แห้งสำหรับทำขนมและยา กลิ่นหอมของดอกไม้อบอวลไปทั่ว นางอยู่เพียงลำพังในลานเงียบสงบ ร่างบางนั่งตัวตรงอย่างตั้งใจ มือเรียวจัดเรียงกลีบดอกไม้แต่สายตากลับเหม่อลอย"ทำไมท่านต้องพูดต่อหน้าผู้คนขนาดนั้นด้วยเล่า ท่านจริงใจกับข้าจริงหรือแค่ล้อเล่นกันแน่"นางบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่มุมปากกลับมีรอยยิ้มบางซ่อนอยู่ รอยยิ้มที่แม้แต่ตนเองก็ไม่ทันรู้ตัว"เขาเปลี่ยนไปหรือข้าเองที่เปลี่ยน"ซูซินอวี่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเกลี่ยกลีบดอกไม้ไปมาเบา ๆ นางเริ่มรู้สึกว่าหัวใจของตนไม่ได้นิ่งเฉยเช่นกันช่วงเวลานี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองของเซี่ยอวี้หลันในหลายเรื่องราว เขาตั้งใจทำงานสร้างผลงาน ชื่อเสียงและทรัพย์สินขึ้นมา และไม่ละเลยที่จะมาเยี่ยมเยียนซูซินอวี่เป็นครั้งคราวแม่ทัพซูและฉินซื่อยืนอยู่หน้าเรือนกลาง ทั้งคู่ต่างมองดูหนุ่มสาวพูดคุยกันเงียบ ๆ ในวันหนึ่ง"เจ้าคิดว่าต้องรอไปอีกเป็นปีหรือไม่"แม่ทัพเอ่ยถามนาง ฉินซื่อทอดสายตามองทั้งคู่แล้วเผยรอยยิ้มออกมา"ไม่ต้องแล้วกระมังเจ้าคะ หากยืดเยื้อไปกว่านี้จะนานเกินไป เราทุกคนรู้จักเซี่ยอวี้หลันดี เขาพิสูจน์ตัวเองมา
ซูซินอวี่เฝ้าสังเกตอยู่หลายวันกลับไม่มีข่าวคราวใดของนางในวันก่อนเล็ดลอดออกไป สถานการณ์ยังปกติดี นั่นหมายความว่าเซี่ยอวี้หลันไม่ได้กลั่นแกล้งนางและเขาก็ออกไปทำงานกับแม่ทัพซูแล้วกลับมาฝึกทหารตามปกติดังเดิมหนึ่งเดือนผ่านไปจวนแม่ทัพซูไม่มีเหตุการณ์ใดร้ายแรงเกิดขึ้นซูซินอวี่จึงวางใจได้ เขาเพียงทดสอบแต่
บ่ายวันถัดมา ที่ร้านขนมตระกูลหลี่ร้านขนมที่ตั้งอยู่ริมทางในย่านตะวันออกอันเงียบสงบไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่สะอาดสะอ้าน กลิ่นขนมอบใหม่ลอยคลุ้งออกมาจากห้องด้านในชวนให้คนผ่านทางหยุดยืนราวกับต้องมนตร์สะกดซูซินอวี่ในชุดผ้าฝ้ายธรรมดายืนถือห่อผ้าขนาดเล็กอยู่หน้าร้าน นางลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล
หลังจากเหตุการณ์ที่งูเลื้อยเข้ามาในลานซักผ้าซูซินอวี่สั่งให้คนรับใช้ผู้ชายเข้าไปตรวจสอบรอบ ๆ เพื่อความปลอดภัยและสั่งให้คนเก็บกวาดทำความสะอาดลานทั้งหมดให้ดูโล่งสบายตานางไม่ได้สืบหาตัวคนปริศนาที่ช่วยไล่งูไป หากเป็นเมื่อก่อนเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นนางคงสั่งลงโทษคนดูแลลานซักผ้าและสั่งทหารออกตามล่าตัวคนที
รุ่งเช้าหรูอวี้เซียนลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ขณะที่สาวใช้คนสนิทกำลังเตรียมน้ำชาตามปกติ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นนางหันไปมองด้วยแววตาสงสัย"ใครมาแต่เช้า"สาวใช้เปิดประตูออก ก่อนจะหันมากระซิบ"คุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ นางไม่ได้เข้ามา แค่นำของมาให้แล้วก็จากไป"หรูอวี้เซียนขมวดคิ้วทันที เดินไปยังปร







