เข้าสู่ระบบแม้ชีวิตในจวนจะเต็มไปด้วยหนามพิษและสายตาหวาดระแวง แต่ซูซินอวี่ กลับไม่ยอมให้ความหิวกลืนกินศักดิ์ศรีในชีวิตใหม่ของตน
"จะรับมือกับศัตรู ต้องมีกำลังใจก่อนสิ เริ่มจากของหวานนุ่มละมุนก็แล้วกัน" นางเริ่มต้นด้วยการเข้าครัวทำขนมจานแรก ด้วยการทำขนมถั่วแดงแป้งบาง กลิ่นหวานจางของน้ำตาลกับถั่วบดผสมแป้งข้าวเหนียวค่อย ๆ ปลุกลมหายใจแห่งความหวังขึ้นมา เช้าวันหนึ่ง เสี่ยวจูจงใจลืมนำอาหารมาให้ตามเคย ซูซินอวี่จึงขอให้เสี่ยวฝานช่วยขอยืมครัวเรือนหลัง พ่อครัวทำทีไม่สนใจ ทว่าคำพูดของเสี่ยวฝานเพียงประโยคเดียวก็เปลี่ยนทุกอย่าง "คุณหนูจะทำขนมให้ท่านลองลิ้มรส" หลังจากนั้นไม่นาน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแป้งนึ่งและน้ำตาลเคี่ยวก็ลอยอบอวลไปทั่วลานเรือน ซูซินอวี่ยืนจัดเรียงขนมถั่วแดงบนถาดไม้ไผ่ สีหน้าเปื้อนเหงื่อทว่าแฝงไว้ด้วยความพึงใจ รอยยิ้มบางบนใบหน้าทำให้นางดูอ่อนโยนขึ้นอย่างน่าประหลาด เมื่อพ่อครัวยกขนมขึ้นกัดไปหนึ่งคำ ถึงกับดวงตาเบิกโพลงราวกับถูกมนตร์สะกด "เนื้อแป้งนุ่มละลายในปาก นี่มันสูตรของวังหลวงชัด ๆ" ข่าวลือเรื่องคุณหนูใหญ่ที่หวนคืนชีพมาทำขนมกระจายไปอย่างรวดเร็วในหมู่คนรับใช้ ล่วงเลยไปถึงยามบ่าย แสงแดดแผดเผาเหล่าทหารเฝ้าจวนจนพากันบ่นกระปอดกระแปด ขณะนั้นเองซูซินอวี่เดินผ่านมาพร้อมกล่องไม้ขนาดย่อม ก่อนจะวางลงบนโต๊ะโดยไม่พูดอะไร "ขนมงาทอด เคี้ยวกรุบในปาก ดื่มกับน้ำชาแล้วจะหายเหนื่อย" นางพูดแผ่วเบาเมื่อเห็นสายตาประหลาดใจจากทุกคน "ไม่ต้องมองด้วยสายตาอย่างนั้น ข้าแค่...ทำมากไปหน่อย" ทหารหนุ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ท้ายที่สุดหนึ่งในนั้นกลั้นใจหยิบขึ้นมาชิม ก่อนทำตาโตอย่างประหลาดใจ "นี่มัน รสมือของพ่อครัวในวังหลวงชัด ๆ" เสียงฮือฮาเงียบ ๆ เริ่มดังขึ้น พวกเขาเริ่มลังเล ไม่กล้าเอ่ยวาจาลบหลู่คุณหนูใหญ่เหมือนแต่ก่อน แม้เพียงไม่กี่วันก่อนจะยังแอบพูดลับหลังกันว่านางฟื้นจากนรกเพื่อกลับมาทวงความแค้น ใต้ร่มไม้ในเรือนซักผ้า สาวใช้หลายคนพูดคุยกันเสียงเบา "ข้าเห็นคุณหนูใหญ่ยิ้มแย้ม นางไม่เคยยิ้มอย่างนี้มาก่อนเลยนะ" อีกคนจึงพูดเสริมขึ้นมา "ข้าเห็นนางช่วยปิดแผลให้เสี่ยวฝาน แถมยังล้างจานเองอีกต่างหาก" อีกคนขมวดคิ้ว กระซิบตอบเสียงขุ่น "เจ้าอย่าลืมว่านางเคยเอาน้ำร้อนลวกมือสาวใช้ด้วยนะ อาจจะแกล้งทำเป็นดีก็ได้" อีกฟากของจวน ฉินซื่อและซูซินเยว่ก็ได้ยินข่าวลือเช่นกัน ฉินซื่อหรี่ตาลงขณะถือกระดาษที่เขียนด้วยลายมืออ่อนหวานของซูซินอวี่กับชื่อเมนูขนม ขนมดอกเหมยน้ำผึ้ง เขียนไว้ด้วยหมึกสีเข้ม ซึ่งเสี่ยวจูเป็นคนรายงานและได้รับคำสั่งให้ถือกระดาษม้วนนั้นมาให้นาง "นางคิดจะใช้ของหวานเปลี่ยนโลกเช่นนั้นหรือ หึ น่าสมเพชนัก" คืนนั้นภายในเรือนหลัง ซูซินอวี่นั่งจิบชา จดสูตรขนมดัดแปลงจากความทรงจำในโลกเดิม เสียงพู่กันขูดบนกระดาษดังสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันนางก็พึมพำกับตนเอง "หากยังไม่เชื่อว่าข้าเปลี่ยนไปก็จงได้เห็นด้วยปากและใจของพวกเจ้าเถอะ" ภายในเรือนหลัก หลังอาหารมื้อกลางวันในวันต่อมา เมื่อข่าวว่าคุณหนูใหญ่แจกขนมให้ทหารแพร่สะพัด ฉินซื่อก็เรียกซูซินอวี่มาพบโดยไม่มีผู้ใดขัดข้องได้ ซูซินอวี่นั่งตัวแข็งอยู่ข้าง ๆ ซูซินเยว่ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสนิท ฉินซื่อยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ใบหน้าสง่างามสมกับสตรีสูงศักดิ์ แต่แววตานั้นคมยิ่งกว่ามีดกรีดลึกถึงใจคน "ข้าได้ยินว่าเจ้าทำขนมแจกเหล่าทหาร เดินไปทั่วจวนเยี่ยงแม่ค้าเร่ มิใช่กิริยาของกุลสตรีที่พึงสำรวม" ซูซินอวี่แค่นยิ้มจาง ดวงตาก้มต่ำครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ "ขนมไม่ได้เดินไปทั่วจวนเองหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นเพราะกลิ่นของมันต่างหากที่ทำให้ผู้คนอยากลิ้มลอง" ฉินซื่อเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ยังไม่ทันเอ่ยตอบ ซูซินอวี่ก็กล่าวต่อ น้ำเสียงไม่แข็งกร้าว แต่มั่นคง เยือกเย็น ราวกับพูดถึงสัจธรรมอย่างหนึ่ง "ข้าพอจะรู้ว่าผู้คนในจวนนี้อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่าข้าเปลี่ยนไปได้อย่างไร ข้าเองก็แปลกใจที่ไม่มีใครเคยตั้งคำถามเลยว่า ใครกันแน่ที่บีบให้ข้าต้องเป็นเช่นเมื่อก่อน" ความเงียบคล้ายหยุดชะงัก ฉินซื่อวางถ้วยชาลงหนักขึ้นเล็กน้อย เสียงกระทบแผ่วแต่ดังก้องในความเงียบ "สตรีที่ดี พึงสงบปาก สำรวมกิริยา ไม่อวดฝีมือเกินงาม เจ้าคือบุตรีเอกของท่านแม่ทัพ อย่าทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะด้วยเรื่องต่ำต้อย" ซูซินอวี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาสบตาฉินซื่อโดยตรง แววตามั่นคงเยือกเย็น แฝงรอยกร้าวที่ซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มนุ่มนวล "หากการทำขนมเพื่อสร้างไมตรีเรียกว่าน่าขัน แล้วการเพิกเฉยเมื่อสตรีถูกเหยียบย่ำเล่า ควรเรียกว่าอะไรหรือเจ้าคะ" นางเงียบไปชั่วอึดใจแล้วเอ่ยต่อ "หากการเป็นตัวของตัวเองคือความผิด ข้าก็ขอยอมผิดเช่นนั้นทุกวัน" คำตอบนั้นทำให้ฉินซื่อนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตานิ่งขรึมขึ้นราวกับกำลังชั่งน้ำหนัก ซูซินอวี่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น ก่อนลุกขึ้นยืน โค้งให้อย่างนุ่มนวลไร้ความแข็งกระด้างดั่งเมื่อก่อน "วันนี้ข้าไม่ได้มาขอขมา เพียงอยากเรียนรู้รสของชาจากเรือนท่านเท่านั้น" จากนั้นนางก็หมุนตัวกลับ เดินจากไปเงียบ ๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นชาและขนมพร้อมกับความเงียบที่กัดกินรอยยิ้มของฉินซื่อจนมุมปากกระตุกอย่างไม่อาจห้ามได้ ยามสายวันถัดมา ซูซินเยว่นั่งเรียบร้อยอยู่ใต้ศาลา ตรงข้ามมีซูซินอวี่และคนรับใช้สองคน ดวงหน้าผู้เป็นน้องสาวแย้มยิ้มละมุน ขณะจัดวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะอย่างเบามือ เสียงของนางอ่อนหวานจนคนฟังแทบเคลิบเคลิ้ม "พี่หญิง ข้ารู้ว่าท่านชอบขนม ข้าเลยลองฝึกทำดูบ้าง หวังว่าจะพอกินได้นะเจ้าคะ" ซูซินอวี่หันมามอง ก่อนสบตากับแววตาไร้เดียงสาคู่นั้น รอยยิ้มของซูซินเยว่ไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย นางเปิดกล่องไม้ เผยให้เห็นขนมกุหลาบน้ำผึ้งสีสันงดงาม ราวกับดอกไม้ที่เก็บมาใส่ไว้ในจานอย่างเรียบร้อย ซูซินอวี่มองดูอย่างสงบ ไม่แตะต้องในทันที ก่อนเอ่ยช้า ๆ "เจ้าทำเองหรือ" "เจ้าค่ะ ข้าฝึกกับพ่อครัวในครัวหลังเรือน ท่านแม่บอกว่าสตรีที่ดีควรเรียนรู้ทุกสิ่ง เพื่อดูแลบ้านช่องในวันข้างหน้า" ซูซินอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ นางหยิบขนมขึ้นมาหนึ่งชิ้น สัมผัสได้ถึงกลิ่นกุหลาบผสมกลิ่นน้ำผึ้งจาง ๆ แม้กลิ่นจะหวานอ่อน แต่ซ่อนกลิ่นแปลกปลอมบางอย่างที่แทบไม่รู้สึก "เรื่องนี้ เจ้าวางแผนเองหรือได้รับคำสั่งจากผู้ใด" นางเอ่ยเบา ๆ ขณะวางขนมลงโดยไม่ยอมกิน ซูซินเยว่ชะงักเพียงชั่วพริบตา ก่อนหัวเราะออกมา "พี่หญิงพูดเช่นนี้ ข้าเสียใจนะเจ้าคะ ข้าทำด้วยใจจริง อยากให้ท่านเห็นว่าข้ายังเป็นน้องสาวท่าน แม้ว่าท่านจะเปลี่ยนไป" ซูซินอวี่พยักหน้าเบา ๆ ราวกับจะปล่อยผ่าน แต่ก่อนที่นางจะลุกจากโต๊ะ กลับเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ "ขอบใจที่อุตส่าห์ตั้งใจทำ แต่คราวหน้า หากจะใส่กลิ่นกุหลาบป่าลงในขนม อย่าลืมต้มเคี่ยวเพื่อลดฤทธิ์ข้างเคียงก่อน มิฉะนั้น อาจทำให้ผู้ที่กินเข้าไปรู้สึกมึนหัวหรือกระหายน้ำผิดปกติได้" ดวงตาของซูซินเยว่เบิกวูบ แต่เพียงชั่วพริบตา นางก็ยิ้มใหม่อีกครั้ง "ท่านพี่ช่างรอบรู้จริง ๆ ข้าจะจำเอาไว้ ขอบคุณเจ้าค่ะ" ซูซินอวี่ยิ้มตอบ แต่เป็นยิ้มที่ทำให้ลมรอบศาลาเย็นวาบลงไปในทันที "เจ้าเพิ่งเริ่มต้น ส่วนข้าเคยเดินผ่านเรื่องพวกนี้มามากนัก เจ้าเก็บมือไว้ก่อนเถอะ ยังไม่ถึงคราวของเจ้า" ซูซินเยว่นั่งตัวแข็ง ขณะที่ซูซินอวี่ลุกขึ้นหมุนตัวจากไป กลิ่นหอมของขนมจากเรือนรองยังติดปลายแขนเสื้อของนางไว้จาง ๆ เมื่อเงาของซูซินอวี่ลับตา ซูซินเยว่จึงยกมือกำแน่นบนตัก ดวงตาใสนั้นเปลี่ยนเป็นความมืดวาบหนึ่ง ก่อนเรียบกลับดังเดิม หลายวันต่อมา กลุ่มทหารหนุ่มในเครื่องแบบกำลังฝึกซ้อมดาบอย่างแข็งขัน แต่สายตาของบางคนกลับเผลอมองไปยังร่างบอบบางในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนที่เดินผ่านไปเงียบ ๆ ซูซินอวี่เดินถือถาดยาขนาดเล็กมายังศาลาเล็กริมลาน ด้านหลังมีสาวใช้หนึ่งคนตามติดเงียบ ๆ สีหน้านางดูสงบนิ่งราวกับสายน้ำ ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมา เสียงกระซิบกระซาบบางอย่างเริ่มดังแว่วจากเหล่าคนใช้ที่แสร้งกวาดลานอยู่แถวนั้น "ได้ยินหรือไม่ว่าคุณหนูใหญ่แวะเวียนมาที่ลานฝึกบ่อย ๆ บางวันก็แสร้งเอาน้ำชามาให้ บางวันก็อ้างว่านำยาให้ทหาร สตรีที่ดีงามที่ใดจะทำเยี่ยงนี้" "ข้าก็สงสัยอยู่ เมื่อก่อนนางชอบโอ้อวด หยิ่งยโส ไม่เคยเหลียวแลคนผู้น้อยเยี่ยงยามนี้ นางคงเปลี่ยนแผนใหม่ สร้างภาพเรียบร้อยแต่ลับหลังล่อลวงเหล่าทหารมาเป็นพวกกระมัง" เสียงเหล่านี้กระจายออกจากปากคนใช้ที่ดูธรรมดา แต่เบื้องหลังล้วนเป็นคนของซูซินเยว่ทั้งสิ้น แม้ทหารหลายคนได้ยินก็เพียงทำหูทวนลม ทว่าเมื่อพูดซ้ำ ๆ หลายครั้งเข้า ผู้คนบางส่วนก็เริ่มตั้งคำถามขึ้นจริง ๆ ซูซินอวี่วางถาดยาลงบนโต๊ะอย่างเบามือ ใบหน้าไม่ได้แสดงความรำคาญใด ๆ แม้จะเห็นเหล่าคนรับใช้แอบชะโงกหน้าดูจากมุมกำแพงด้านหลัง นางเอ่ยเสียงเบากับคนข้าง ๆ "เสี่ยวชุย เขายังมีไข้หรือไม่" สาวใช้ที่อยู่กับซูซินอวี่รีบตอบ "ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ยาขมที่คุณหนูปรุงเองครั้งนี้ได้ผลดีนัก" ซูซินอวี่พยักหน้า แล้วนั่งลงข้างเตียง ช่วยจัดผ้าห่มของทหารหนุ่มที่ยังไม่ได้สติ ดวงตาของนางอ่อนโยน ราวกับหญิงสาวที่ดูแลน้องชายตนเอง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้น "คุณหนูใหญ่ขอรับ" ทหารกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งกลับจากการฝึกก้มศีรษะทำความเคารพอย่างเป็นธรรมชาติ สีหน้าแสดงความรู้สึกผิดเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ซูซินอวี่หันไปเล็กน้อยพร้อมส่งยิ้มบาง "ข้าเพียงมาดูแลผู้บาดเจ็บ ไม่ต้องมากพิธี" นายทหารผู้หนึ่งลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงจริงจัง "พวกเราทราบดีว่ามีข่าวลือบางอย่างหากทำให้คุณหนูลำบากใจ พวกข้าขออภัย แต่พวกเรารู้ว่า ท่านมีความหวังดีต่อเหล่าทหารจริง ๆ" สายตาของซูซินอวี่สั่นไหวเพียงเล็กน้อย ก่อนนางตอบขึ้นเสียงเบาอย่างสงบ "ข่าวลือก็เหมือนควันไฟ หากจิตใจมั่น คง ก็ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง" ขณะนั้นในเรือนรองของฉินซื่อ บุตรีอย่างซูซินเยว่นั่งอยู่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือ มือเรียววาดลายอักษรลงบนกระดาษอย่างใจเย็น ชั่วครู่ สาวใช้คนสนิทรีบเดินเข้ามารายงาน "ข่าวแพร่ไปทั่วเรือนแล้วเจ้าค่ะ คนในจวนเริ่มสงสัยตัวคุณหนูใหญ่มากขึ้น แต่..." ซูซินเยว่หยุดมือก่อนถามเสียงเรียบ "แต่ อะไร" "ทหารกลับไม่หลงเชื่อเจ้าค่ะ พวกเขายังนอบน้อมกับนางมากกว่าเดิมเสียอีก บางคนพูดว่า คุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน" ซูซินเยว่ที่กำลังจิบชาระหว่างฟังสาวใช้รายงาน มือของนางกำถ้วยน้ำชาจนแน่น ดวงตาไหววูบคราหนึ่ง "เปลี่ยนไปหรือ หึ นั่นยิ่งทำให้นางอันตรายยิ่งกว่าเดิม ข้าต้องเร่งเปลี่ยนความสงสารให้กลายเป็นข้อครหาเสียก่อนที่ทุกคนจะลืมว่าแท้จริงนางคือคนเย่อหยิ่งอวดดี"ซูซินอวี่น้ำตาเอ่อคลอเพราะหัวใจเรียกร้องถึงเขาอย่างแรงกล้า'หากท่านยังรออยู่ขอให้ปิ่นนี้สั่นอีกครั้งเถิด'ทันใดนั้น ปลายปิ่นในมวยผมของเธอเริ่มสั่นสะเทือน หัวใจของเธอกระตุกวูบโลกโบราณ ณ ตำแหน่งเดิมที่นางเคยล้มลงเซี่ยอวี้หลันนั่งนิ่ง ดวงตาหลับพริ้ม แต่ภายในใจเริ่มอ่อนล้า เขารู้สึกถึงเสียงรอบข้างที่เปลี่ยนไปทันใดนั้นแสงเรืองรองปรากฏตรงพื้นผิวกำแพงอีกครั้งผู้คนในโลกโบราณที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใกบ้กำแพงหันมองอย่างตกตะลึง ขณะที่ในโลกปัจจุบัน คนในร้านของเก่าเริ่มร้องเสียงหลง เมื่อแสงเรืองรองสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงผนังร้าน"นั่นมันอะไรกัน"แสงสว่างเจิดจ้าเปิดออกเป็นประตูวงแหวนแห่งมิติ ตรงใจกลางของมันปรากฏภาพของอีกโลกชัดเจนซูซินอวี่ในชุดทำงานเรียบง่าย ยืนนิ่ง น้ำตารินในดวงตา จ้องมองข้ามมิติไปยังเซี่ยอวี้หลันที่กำลังฝืนตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ในดวงตาของเขามีเพียงเงาสะท้อนของนาง ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม ความโหยหา และความรักสุดใจ"เจ้าจะกลับมาใช่หรือไม่"เสียงของเขาสั่นพร่าเธอพยักหน้าช้า ๆ ริมฝีปากขยับอย่างไร้เสียงว่า"ข้าคิดถึงท่าน"จิตวิญญาณของทั้งสองเชื่อมถึงกันอย่างแน่นแฟ้นและในวินาทีนั้นเอง เ
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะแสงไฟสีขาวเหนือศีรษะกระพริบเล็กน้อยกลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศซูซินอวี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆเปลือกตาหนักราวกับแบกรับคืนและวันจำนวนมาก"คุณเฟิ่ง ได้ยินหมอไหมคะ"เสียงพยาบาลถามเอ่ยเบา ๆ เธอกะพริบตาถี่ ๆ หันมองรอบห้อง"นี่คือ…""โรงพยาบาลค่ะ"หมอคนหนึ่งกล่าวอย่างใจเย็น"คุณหมดสติไปหนึ่งเดือนเต็ม หลังประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต"หลังจากพักฟื้น เธอกลับไปยังอพาร์ตเมนต์เดิมห้องยังเหมือนเดิม แต่เหมือนไม่ใช่ของเธอ ของบางอย่างหายไป เอกสารราชการบางอย่างระบุว่า"ไม่พบข้อมูลผู้หญิงชื่อเฟิ่งเสี่ยวอิงในทะเบียนราษฎร์"เธอไปยังที่ทำงานเดิม ยื่นบัตรประจำตัวเข้างานเหมือนทุกครั้ง""ขอโทษค่ะเราไม่มีพนักงานชื่อนี้และข้อมูลในระบบก็ไม่ปรากฏ"เธอถามเพื่อนร่วมงานเก่า แต่ทุกคนล้วนมองเธอราวกับคนแปลกหน้า"ขอโทษนะ เราไม่รู้จักคุณค่ะ"ซูซินอวี่กลับมาเป็นเฟิ่งเสี่ยวอิง เธอเดินอยู่กลางเมืองท่ามกลางเสียงรถยนต์ ผู้คนเดินขวักไขว่ แต่เธอกลับเหมือนไม่มีตัวตนในโลกนี้กลับมาได้แต่เหมือนไม่เคยมีชีวิตอยู่เธอไม่รู้ว่าโลกปัจจุบัน ประตูมิติอยู่ที่ใด ไม่มีโอกาสได้เห็นตอนที่มาถึงที่นี่
หลายวันหลังจากงานเลี้ยงเปิดจวนซูซินอวี่ได้รับคนรับใช้จากจวนแม่ทัพซูมาอยู่ด้วยหลายคนจากการจัดการของฉินซื่อ นางลงมือทำสวนกับคนสวนเพิ่ม ปลูกดอกไม้นานาชนิดและปลูกสมุนไพรบางชนิดเอาไว้ใช้ยามขาดแคลนจวนตระกูลเซี่ยกว้างใหญ่ ด้านหลังจวนแทบไม่มีผู้ใดเดินมาถึง นางจึงเริ่มออกสำรวจไปรอบจวนพร้อมกับคนรับใช้สามสี่คน แล้วให้พวกเขาช่วยกันถางป่าที่ยังรกจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย"เสร็จแล้วขอรับฮูหยิน"เสียงคนสวนรายงานขณะที่นางยืนทอดมองไปยังกำแพงสูงเบื้องหน้ากำลังครุ่นคิดว่าบริเวณนี้จะจัดการอย่างไรให้ไม่ดูวังเวงและน่ากลัวเกินไป"พวกเจ้ากลับไปได้ ข้าจะดูตรงนี้อีกหน่อย"สาวรับใช้มองไปโดยรอบอย่างไม่ไว้ใจ นางไม่ยอมไปและเตือนซูซินอวี่"ฮูหยินไปกันเถิดเจ้าค่ะ ตรงนี้ไม่น่าอยู่หรอกเจ้าค่ะ"ซูซินอวี่พูดยิ้มแย้ม"ไม่มีอะไรน่ากลัวไม่ต้องห่วง เขตของตระกูลเซี่ยปลอดภัยทุกที่ไม่มีป่ารกแล้วด้วย""แต่..."นางจึงตัดบทสาวรับใช้"เจ้ากลับไปก่อนเถอะอีกไม่นานข้าจะตามไป"นางลังเลแต่ก็ไม่กล้าขัดจึงยอมทำตามคำสั่งโดยดีซูซินอวี่มองไปรอบ ๆ ชั่วครู่เห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกตินางจึงเตรียมตัวกลับ"ต้องไปร่างแผนก่อนแล้วค่อยกลับมาดูใหม่"ท
หลังพิธีแต่งงานผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่วัน เช้าวันหนึ่ง เซี่ยอวี้หลันพานางเดินทางโดยรถม้าธรรมดาที่ไร้เครื่องประดับ ผ่านแนวป่ารกร้างเลียบเมืองหลวงออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ"ที่นั่นคือ..."ซูซินอวี่ถามขึ้นเมื่อมองเห็นกำแพงสูงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยรอยตะไคร่และเถาวัลย์เลื้อยพัน ประตูไม้หนาที่ยังคงตั้งตระหง่านแม้จะถูกปิดตายมานานหลายสิบปี มีตราประทับราชสำนักซีดจางจากกาลเวลา ใบไม้แห้งลู่ลมอยู่บนหลังคาและกระเบื้องที่พังไปบางส่วนเซี่ยอวี้หลันยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่พูดสิ่งใด จนกระทั่งเขายื่นมือไปดึงผ้าคลุมหน้ากุญแจที่ขึ้นสนิมออก แล้วใช้กุญแจเก่าแก่ไขออกด้วยมือของตนเสียง กรึก ดังแผ่วเบากลอนประตูที่ถูกลงกลอนมานานเปิดออกช้า ๆบานประตูใหญ่เปิดออกเผยให้เห็นจวนตระกูลเซี่ยในสภาพที่ถูกลืมพื้นหินกรวดเต็มไปด้วยเศษใบไม้ศาลาริมสระบัวที่เคยงดงามกลับทรุดโทรม หลังคาหลุดลุ่ย ไม้ไผ่ที่เคยปลูกเรียงราย บัดนี้แห้งกรัง แตกหักล้มระเนระนาด"ข้าเคยมองที่นี่จากความฝัน มันเงียบแต่งดงาม"เซี่ยอวี้หลันพูดขึ้นพลางมองไปโดยรอบเขาพานางเดินผ่านโถงใหญ่ที่เคยมีม่านแพรสีฟ้าโบกไหว ผ่านเรือนเล็กเรือนน้อยที่เคยเป็นเรือนรับรองแขก
ใต้แสงตะเกียงและผ้าแพรแดงยามจื่อ (เวลาเที่ยงคืน) ผ่านไปเพียงไม่นานภายในเรือนหอ กลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ลอยอ่อน ๆ จากมุมห้อง ม่านผ้าแพรสีแดงปักลายหงส์และมังกรสะบัดเบา ๆ ตามแรงลมอุ่นตะเกียงน้ำมันคู่รักลายหงส์มังกรยังส่องแสงนิ่ง ดั่งเป็นพยานแห่งคืนแรกซูซินอวี่นั่งอยู่ที่ริมเตียงชุดเจ้าสาวชั้นนอกถูกถอดออกเหลือเพียงเสื้อคลุมบางสีแดงอ่อนลายเงาดอกเหมย เรือนผมรวบขึ้นหลวม ๆ เผยต้นคอขาวเนียน ใบหน้ายังแดงระเรื่อจากเหล้าดองรักที่ดื่มร่วมกันเมื่อตอนหัวค่ำเสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในห้อง ไม่นานร่างสูงในชุดคลุมยาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านางเซี่ยอวี้หลันหยุดยืนหน้าซูซินอวี่ สบตานางอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คุกเข่าลงตรงหน้าแล้ววางมือลงบนตักนางอย่างแผ่วเบา"ข้าจะไม่เร่งเร้าเจ้าแม้จะเป็นวันแต่งงาน หากเจ้าไม่พร้อม เพียงบอกข้า"ซูซินอวี่เงยหน้าขึ้น สบดวงตาคมเข้มที่สะท้อนภาพตนเองอย่างอ่อนโยนนางเอ่ยเสียงเบา"ข้าไม่ได้กลัวเพียงแต่หัวใจข้ายังไม่หยุดเต้นแรง แต่ข้าไม่คิดจะหนีข้าอยากอยู่กับท่าน"ดวงตาเซี่ยอวี้หลันอ่อนแสงลงทันใด"เช่นนั้นข้าขอสัมผัสเจ้าด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช่ด้วยสิทธิของสามีแต่ด้วย
หลังงานเลี้ยงผ่านพ้นไปสิบวัน ซูซินอวี่กำลังตากดอกไม้แห้งสำหรับทำขนมและยา กลิ่นหอมของดอกไม้อบอวลไปทั่ว นางอยู่เพียงลำพังในลานเงียบสงบ ร่างบางนั่งตัวตรงอย่างตั้งใจ มือเรียวจัดเรียงกลีบดอกไม้แต่สายตากลับเหม่อลอย"ทำไมท่านต้องพูดต่อหน้าผู้คนขนาดนั้นด้วยเล่า ท่านจริงใจกับข้าจริงหรือแค่ล้อเล่นกันแน่"นางบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่มุมปากกลับมีรอยยิ้มบางซ่อนอยู่ รอยยิ้มที่แม้แต่ตนเองก็ไม่ทันรู้ตัว"เขาเปลี่ยนไปหรือข้าเองที่เปลี่ยน"ซูซินอวี่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเกลี่ยกลีบดอกไม้ไปมาเบา ๆ นางเริ่มรู้สึกว่าหัวใจของตนไม่ได้นิ่งเฉยเช่นกันช่วงเวลานี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองของเซี่ยอวี้หลันในหลายเรื่องราว เขาตั้งใจทำงานสร้างผลงาน ชื่อเสียงและทรัพย์สินขึ้นมา และไม่ละเลยที่จะมาเยี่ยมเยียนซูซินอวี่เป็นครั้งคราวแม่ทัพซูและฉินซื่อยืนอยู่หน้าเรือนกลาง ทั้งคู่ต่างมองดูหนุ่มสาวพูดคุยกันเงียบ ๆ ในวันหนึ่ง"เจ้าคิดว่าต้องรอไปอีกเป็นปีหรือไม่"แม่ทัพเอ่ยถามนาง ฉินซื่อทอดสายตามองทั้งคู่แล้วเผยรอยยิ้มออกมา"ไม่ต้องแล้วกระมังเจ้าคะ หากยืดเยื้อไปกว่านี้จะนานเกินไป เราทุกคนรู้จักเซี่ยอวี้หลันดี เขาพิสูจน์ตัวเองมา
ซูซินอวี่เฝ้าสังเกตอยู่หลายวันกลับไม่มีข่าวคราวใดของนางในวันก่อนเล็ดลอดออกไป สถานการณ์ยังปกติดี นั่นหมายความว่าเซี่ยอวี้หลันไม่ได้กลั่นแกล้งนางและเขาก็ออกไปทำงานกับแม่ทัพซูแล้วกลับมาฝึกทหารตามปกติดังเดิมหนึ่งเดือนผ่านไปจวนแม่ทัพซูไม่มีเหตุการณ์ใดร้ายแรงเกิดขึ้นซูซินอวี่จึงวางใจได้ เขาเพียงทดสอบแต่
บ่ายวันถัดมา ที่ร้านขนมตระกูลหลี่ร้านขนมที่ตั้งอยู่ริมทางในย่านตะวันออกอันเงียบสงบไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่สะอาดสะอ้าน กลิ่นขนมอบใหม่ลอยคลุ้งออกมาจากห้องด้านในชวนให้คนผ่านทางหยุดยืนราวกับต้องมนตร์สะกดซูซินอวี่ในชุดผ้าฝ้ายธรรมดายืนถือห่อผ้าขนาดเล็กอยู่หน้าร้าน นางลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล
หลังจากเหตุการณ์ที่งูเลื้อยเข้ามาในลานซักผ้าซูซินอวี่สั่งให้คนรับใช้ผู้ชายเข้าไปตรวจสอบรอบ ๆ เพื่อความปลอดภัยและสั่งให้คนเก็บกวาดทำความสะอาดลานทั้งหมดให้ดูโล่งสบายตานางไม่ได้สืบหาตัวคนปริศนาที่ช่วยไล่งูไป หากเป็นเมื่อก่อนเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นนางคงสั่งลงโทษคนดูแลลานซักผ้าและสั่งทหารออกตามล่าตัวคนที
รุ่งเช้าหรูอวี้เซียนลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ขณะที่สาวใช้คนสนิทกำลังเตรียมน้ำชาตามปกติ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นนางหันไปมองด้วยแววตาสงสัย"ใครมาแต่เช้า"สาวใช้เปิดประตูออก ก่อนจะหันมากระซิบ"คุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ นางไม่ได้เข้ามา แค่นำของมาให้แล้วก็จากไป"หรูอวี้เซียนขมวดคิ้วทันที เดินไปยังปร







