LOGINทันทีที่เสน่ห์จันทร์กระดุกกระดิกตัว คนตัวโตก็ลืมตาตื่นทันทีอย่างคนนอนไว
ตาต่อตาสบกัน
ตากลมโตนั้นยังมีวี่แววตัดพ้อเขา งัวเงีย น่ารักเหลือล้น
อดไม่ได้ปภพก้มลงจูบน้องไปอีกหน เสน่ห์จันทร์พยายามผลักเขาอึกอัก แต่ก็ไม่วาย ห้ามเขาไม่ได้ มือไม้ของเขาซุกซนไปทั่วร่าง เมื่อคืนนี้ไฟหัวเตียงสลัวมองไม่เห็นถนัด แต่ตอนนี้ทุกอย่างกระจ่างชัดตา เขาเห็นรอยแดงๆ ที่ตัวเองทำไว้เกือบทั่วทั้งตัว ก็จูบย้ำราวกับตัวเองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคนตัวเล็กนี้
แล้วจูบนั้นก็เลยเถิด กลายเป็นจูบไล้ไปทั่วคนตัวเล็ก ว่าจะไม่ย้ำ เพราะเมื่อคืนเขาก็ทำไปหลายรอบ แต่อดไม่ไหว...เธอน่ารักเกินไป รอบเช้านี้แม้จะยังเจ็บอยู่นิดๆ แต่พอเขาจับเขาลูบ เสน่ห์จันทร์ก็เผลอตัวไปตามเขาอีกหน
เจ็บไม่จำนะยัยจ้อย
บอกตัวเอง หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น เธอนอนกับอกกว้างๆ นั่น คนหล่อตัวหอมไม่ยอมปล่อยเธอ เขาบ่นเบาๆ ว่าคันตัวไม่ได้ล้างสบู่ หึ...แล้วเขาก็อุ้มเธอไปอาบน้ำกับเขาด้วย งื้อ...ทำเหมือนกับเธอเป็นเด็กๆ รอบนี้เขาสำรวจอีกรอบ ถามว่าเธอเจ็บตรงไหนไหม เสน่ห์จันทร์ไม่พูดไม่แต่ค้อนเขา เขาถามมากเข้าก็ร้องไห้ใส่ เล่นเอาคนตัวโตโอ๋เธอ อุ้มเธอออกมาจากห้องน้ำ เช็ดตัวให้ และหาเสื้อผ้าให้เธอใส่เป็นเสื้อยืดตัวโคร่งของเขากับกางเกงเอวรูดขาสั้น ที่พอเสน่ห์จันทร์ใส่เข้าไปแล้วเหมือนถุงแป้งที่ถูกมัดก็ไม่ปาน ปภพยังคงวุ่นวายกับตัวน้อง เวียนกอดเวียนหอม ทำเหมือนไอ้หนุ่มคลั่งรัก
“หนูจะกลับแล้ว”
บ่นออดแอด มองนาฬิกา น้องๆ ไม่รู้เป็นไงบ้าง แต่คงไม่มีอะไรเพราะไม่มีใครโทรมา โทรศัพท์ที่บ้านก็มีเครื่องเดียว
“จะกลับไปไหน”
เขาถาม ตอนนี้ปภพให้เธอนั่งตัก กินอาหารที่สั่งมาด้วยกันเสน่ห์จันทร์ ไม่ยอมกินข้าวเท่าไหร่ หน้างอ คงจะโกรธ...ที่เขาเอาแต่ใจเมื่อคืน น้องยังเวอร์จิ้นจริงๆ เขาพิสูจน์แล้ว อยากจะรู้ว่าเหตุผลกลใดถึงได้ไปทำงานแบบนี้ที่ร้านเจ๊เปรี้ยว พอจะรู้แหละว่า น้องทำยังไงถึงเอาตัวรอด แต่...น้องก็เป็นสาวอาชีพนี้คนแรก ที่ทำแบบนี้
อายุน่าจะยังไม่เกินยี่สิบ เขาอยากรู้และจะต้องรู้ให้ได้
ทำไมอยากรู้นักว่าชื่อเสียงเรียงนามจริงๆ ชื่ออะไร มีความเป็นอยู่แบบไหน? มีใครคอยอยู่ที่บ้านหรือเปล่า แล้วจะต้องเอาเงินไปใช้อะไร ทั้งที่เขาก็ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว อ้อ...ยังเหลืออีกอย่าง อุ้มน้องด้วยท่า...แค่คิดก็คึกคักขึ้นมาอีกแล้ว
เหมือนน้องจะรู้เพราะนั่งทับเขาอยู่ แถมเขาก็สวมแค่กางเกงขาสั้นตัวเดียว ไม่ยอมใส่เสื้อ เพราะคิดว่าวันนี้อาจจะไม่ต้องใส่เสื้อผ้าไปอีกทั้งวัน และอาจจะต่อไปอีกหนึ่งคืน
“น้องหนูอยู่โรงพยาบาล หนูต้องกลับไปดู”
ตอบเสียงสั่น เธอถอนใจแล้วเงยมองหน้าเขา พลางพนมมือไหว้
“ปล่อยให้หนูกลับบ้านเถอะค่ะ คุณก็ได้ไปแล้ว หนูใช้ให้แล้ว เราก็หายกัน”
“ยังไม่ครบเลย”
เขาแกล้งแหย่ หนนี้เสน่ห์จันทร์ทำตาวาวใส่เขา เธอโกรธเขาจนอยากจะร้องไห้ แต่ก็บอกตัวเองว่าไม่ให้ร้อง อะไรที่เสียไปแล้วก็เสียไป เธอก็มาขายแต่แรกแต่เธอมาหลอกลวงเขาด้วย เฮ้อ...พลาดจนได้ ก็ใช้กรรมไปนะจ้อยเอ๋ย แต่ก็ดีที่เป็นการใช้กรรมที่ไม่เลวร้าย คิดแล้วก็หน้าแดงก่ำ ภาพเมื่อคืนตอนเขากอดจูบคลุกเคล้าร่างกายเธอวาบเข้ามาในห้วงความทรงจำ
“ให้หนูกลับก่อน แล้วคุณค่อย...ค่อย”
เม้มปากแน่น ทำเสียงปนดุใส่เขา
“ค่อยกลับมาเอาให้ครบ หึ...คนใจร้าย”
หลุดปากพูดนั่นแหละ คนฟังเลิกคิ้ว แล้วก้มลงหอมแก้มนวลนิ่ม พร้อมกับแหย่เสียงนุ่ม
“ใจร้าย พี่ใจร้ายตรงไหนคะ? หรือพี่ทำหนูเจ็บมากเมื่อคืน”
“ไม่ต้องพูดหรอก ช่างเหอะ...ถือว่าหายกัน หนูเอาเงินคุณมา หนูขาย หนูก็ต้องให้คุณ ใช่สิ...มะ มันต้องเป็นแบบนั้น หนูขอโทษที่หนูโกงคุณ”
ไม่ได้เรียกเขาพี่อีกแล้ว เรียกว่าคุณแทน ตาก็แดง น้ำตาใกล้จะหยดแล้วแม่คุณ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนใจร้ายจริงๆ
“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะ ไม่ร้อง เรียกพี่ว่าพี่ปริ้นซ์ไม่ต้องเรียกคุณได้ไหม? พี่รู้สึกไม่ชอบเลย”
“...”
พอเขาบอกโอ๋ ทำอ่อนโยน หนนี้เสน่ห์จันทร์ปล่อยโฮออกมาเลย มันยิ่งทำให้เขารู้สึกใจร้ายใจดำมาก ที่ทำกับเด็กแบบนั้น
ปลอบให้คลายสะอื้น เขาก็เริ่มซักถามจริงจัง
“ตกลงว่าชื่ออะไร เอาชื่อเราจริงๆ ไม่ใช่เจนนี่”
“ชื่อจ้อย”
เขาอุ้มเธอมาโอ๋ที่โซฟา เขาไม่ปล่อยเธอสักที ตัวเธอตอนนี้กลายเป็นกลิ่นเดียวกับเขาไปแล้ว
“อยู่บ้านกับใคร มีแฟนหรือยัง”
ถามไปเรื่อยๆ เอาข้อมูลให้ได้มากที่สุด ระหว่างนั้นก็จับมือน้องมาลูบเล่น เขาหยุดวุ่นวายกับคนตัวเล็กนี่ไม่ได้จริงๆ
“อยู่กับน้อง ไม่มีแฟน ถ้ามีหนูจะมาขายให้คุณ...”
“พี่ปริ้นซ์”
เสียงเข้มว่า เสน่ห์จันทร์มองเขาทำตาวาว เขาเลยขู่
“ถ้าเรียกคุณอีก พี่จะเอาอีก”
“ถ้าเรียกพี่ก็จะไม่เอาหนูใช่ไหม?”
น่ะ...มีข้อต่อรองเสียด้วยสิ ไม่เบานักหรอก ก็ถ้าไม่แสบก็คงหลอกเขาไม่ได้ ปภพยิ้มที่มุมปาก
“อืม...ไหนเล่าต่อสิ”
“หนูอยู่กับน้องๆ”
ตอบแค่นั้นแหละไม่อยากให้เขาจำได้ว่าเธอไปขายของที่ตลาด และเขามาเหมาขนมเธอบ่อยๆ
“กี่คน”
จับมือน้องขึ้นมาทำท่าจะเอามาแนบหน้าเล่น แต่ก็ต้องชะงักด้วยความตกใจเมื่อน้องตอบมาว่า
“เจ็ดคน”
“หืม?”
“ก็...เจ็ดคน น้องหนูมีเจ็ดคน”
เสน่ห์จันทร์ทำตาขวางใส่เขาในทันทีเมื่อเขามีท่าทีแบบนั้น
“ทำไม หนูมีพี่น้องเยอะมันแปลกหรือไง แล้วหนูก็ไม่ได้จะมาดึงดราม่าว่ามีภาระให้เลี้ยงดูเยอะ ถึงได้มาหลอกคุณ เอ๊ย พี่ปริ้นซ์ หนูผิดเอง ไม่ดีเอง อย่าว่าน้องหนูนะ”
“อายุเท่าไหร่? อายุจริงๆ ของเราน่ะ”
“สิบแปด”
“ไม่เรียนเหรอ พ่อแม่ล่ะ ไปไหนหมด”
“ไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟ้าแล้ว”
ตอบแบบกวนๆ แล้วพยายามดิ้นลงจากตักเขา แต่ก็อย่างว่า เขาไม่ปล่อยเธอก็ไปไม่ได้ ยิ่งดิ้นเขายิ่งกดจมูกลงมารังแกแก้มหอมๆ นั่น จนเสน่ห์จันทร์ถอนใจใส่เขา แล้วทำตาเขียวให้กับคนที่ยังกอดยังนัวเนียเธอไม่เลิกระหว่างซักประวัติ
“นี่ ปล่อยหนูได้หรือยัง หนูจะต้องกลับบ้านไปดูน้องที่โรงพยาบาล”
“น้องเป็นอะไรถึงเข้าโรงพยาบาล”
“รถชน น้องชายหนูสองคนอาการหนักเลยต้องนอนโรงพยาบาล”
“อา...ถึงได้กลับมารับงานอีกใช่ไหม?”
ถามจี้ใจ เสน่ห์จันทร์พยักหน้ารับตามตรง
“อื้อ...”
“อยู่โรงพยาบาลไหน เดี๋ยวพี่จะไปส่งให้ อ้อ...แต่งตัวแบบนี้ไปน้องๆ จะตกใจเอา ที่ทำนี่น้องๆ รู้ไหมว่าเราทำอะไร”
“ไม่รู้”
เสน่ห์จันทร์สั่นหน้า
“ไม่ต้องไปหรอก หนูไปเองได้ แต่...พี่ปริ้นซ์อย่าเอาเรื่องหนูอีกนะ เงินหนูไม่ต้องคืนพี่แล้ว เพราะพี่ก็ได้ไปแล้ว”
แก้มแดง ตาหมอง แต่ยังคงพูดต่อรองกับเขา เขาสะท้อนในอกแหละว่ารังแกเด็ก เด็กจริงๆ เด็กกว่าเขาตั้งสิบกว่าปี
วงการมีเมียเด็ก เขาเข้าไปแล้วละสินะ เข้าแล้วไม่อยากออกเลยแหะ
ลืมไปหมดแล้วว่ามารดาอยากให้เขามีเมียเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เมียเด็กแน่ๆ ละ
“พี่จะไม่เอาเรื่องถ้าเรายอมให้พี่ไปส่งที่โรงพยาบาล”
“เฮ้อ...ก็ได้ อยากไปนักก็ไป”
“รอพี่ไปหาเสื้อผ้าให้เราใส่ก่อน อยู่นี่ละ อย่าไปไหน”
เขาปล่อยเธอลงจากตัก แล้วเข้าห้องไป สักพักก็เดินออกมาในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนแบบลำลอง มีกระเป๋าคาดอกสีดำสะพายออกมาด้วย ย้ำให้เธอรอ ห้ามหนี
“หนูจะหนีไปไหนได้ล่ะ”
ทำตาโตใส่ ตาดุจังนะยัยตัวเล็ก เขาบีบแก้มเธออย่างหยอกๆ
“หนีไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าพี่ไม่อนุญาต รอไม่เกินชั่วโมงพี่จะกลับมา ในตู้เย็นมีแต่น้ำ อยากกินอะไรไหม? เดี๋ยวพี่สั่งแม่บ้านให้เอาขึ้นมาให้”
“ไม่อยากกิน”
“ยังเจ็บอยู่ไหม?”
ประโยคนี้ถามเล่นเอาเสน่ห์จันทร์หน้าแดงก่ำ พลางสั่นหน้า
“ดีไม่เจ็บก็ดีเผื่อพี่จะ...”
“เจ็บ ยังเจ็บอยู่”
รีบพูดขัดเมื่อเขาพูดแบบนั้น คนบ้านี่ กี่หนแล้วที่เขาทำ ไม่พอหรือไง ถึงจะบอกว่าไม่แต่มันก็ยังระบมอยู่นั่นแหละ ก็...มันไม่ใช่เล็กๆ มันไม่ใช่เบาๆ เธอยังตกใจตอนเห็นถนัดชัดว่า มันเข้าไปในตัวเธอได้ยังไง มันถึงเจ็บอะ...
“รอพี่ละ”
ไม่วายบอกอีกรอบ ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
เสียงปิดประตูเบาๆ ดังขึ้น เสน่ห์จันทร์อยู่คนเดียวแล้วตอนนี้ สาวน้อยล้มตัวลงนอนบนโซฟาตัวนุ่มเธอถอนใจเฮือกพลางหลับตาลง น้ำตาปริ่มนิดๆ แล้วปาดมันออก
ยายจ๋า นี่หนูทำไม่ดี โกงเขา เขาจับได้เลยโดนลงโทษแบบนี้ หนูจะไม่ทำผิดศีลอีกแล้วจ๊ะยาย
ในมโนนึกนั้นยายลำเภายิ้มให้กับหลานสาว แกชูสองนิ้วส่งให้ เป็นสัญลักษณ์ของยายหลานที่ยามส่งให้กำลังใจ
หนูจะสู้นะยายจ๋า หนูจะไม่ทำเรื่องไม่ดีอีกแล้ว
น้ำตาของเสน่ห์จันทร์ไหล เธอเช็ดมันออก ก่อนจะคล้อยหลับไปเพราะความเพลีย เธอผจญเรื่องราวหลากหลายเหลือเกินในชั่วเวลา 24 ชั่วโมงนี้
เสน่ห์จันทร์เรียนไม่จบจนได้เพราะเธอท้องตอนเรียนปี 2 เลยต้องดร็อปเรียนไว้ก่อ สามีของเธอบางทีก็ขี้หึงเกินไป ไม่ชอบหนุ่มๆ ที่มาวนเวียนใกล้จ้อยของเขา ไม่ต้องเรียนจบก็ได้เพราะประสบการณ์ชีวิตน้องเยอะแล้ว เขานี่แหละจะเป็นครูในชีวิตจริงให้เธอคุณปณิตาไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะอยากให้สะใภ้เรียนต่อยอด ปภพบอกว่างั้นเขาจะเรียนด้วยพร้อมกับเธอ เอากับพ่อสิ หวงเมียเบอร์หนึ่งเลยพ่อคนนี้ และพอเสน่ห์จันทร์คลอดงานแต่งก็ถูกจัดขึ้นตามที่ได้สัญญากับเธอไว้ ว่าจะจัดงานให้เขาก็ทำให้เธอจริงๆ ในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้ง การเปิดตัวของเจ้าสาวของปภพ ลูกสะใภ้คนแรกของคุณปณิตากับสังคม ไม่มีใครดูแคลน มีแต่คนชื่นชมเมื่อรู้ประวัติความเป็นมาของเธอและครอบครัว ส่วนมากทึ่งในความเป็นคนเก่ง มีความรับผิดชอบ และความรักในครอบครัวของเสน่ห์จันทร์เสน่ห์จันทร์ได้ลูกสาวน่ารักน่าฟัด คือ เด็กหญิงจรัสจันทร์ หรือ ณจันทร์ อีกสี่ปีต่อมาก็คลอดเด็กหญิงจรัสดารินทร์ หรือ ณดาว เธอกับปภพแยกบ้านไปอยู่อีกหลังหนึ่งอยู่ในบริเวณรั้วเดียวกับบ้านใหญ่ ส่วนปพลนั้นก็กลับไปคืนดีกับทยิดาที่มีลูกสาวคือ นะนาย ที่ซ่อนแอบไว้ ความจริงปรากฏว่าเธอไม่ได้ทำลายเ
บ้านเจนธรรมดีถูกสร้างใหม่จนเรียบร้อย ครอบครัวของเสน่ห์จันทร์ทั้งแปดคนและนิสา กลับไปยังบ้านหลังเดิมอีกครั้ง และอย่างที่ปภพสัญญาทุกคนจะได้ห้องส่วนตัว...ต้องเรียกว่าตึกมากกว่าบ้าน เพราะมีความสูงถึงห้าชั้นและมีชั้นดาดฟ้า ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เด็กๆ ดีใจมากๆ กับบ้านหลังใหม่ นิสาเองตอนนี้มาอยู่กับเพื่อนเกือบจะถาวรแล้วเพราะไม่ได้กลับบ้านของตัวเองเลย ก็มีห้องของตัวเองด้วยที่บ้านหลังนี้ห้องของเสน่ห์จันทร์ มีข้าวของของปภพไปอยู่ในนั้นด้วย อย่างเป็นเจ้าของห้องอีกคน เหมือนกับที่คอนโดของเขา และ...ห้องของเขาที่บ้านด้วยเขาพาเสน่ห์จันทร์ไปนอนค้างที่บ้านมารดาทุกศุกร์-เสาร์ก่อน รอให้น้องเรียนมหาวิทยาลัยค่อยขยับเป็นมานอนทุกวันให้กลับบ้านเสาร์-อาทิตย์ และมารดาให้พื้นที่ว่างที่ตอนนี้ใช้เป็นพื้นที่สวน ให้เขาปลูกบ้านเพื่อจะเป็นเรือนหอในอนาคต คุณ ปณิตาตอนแรกก็วางท่ากับว่าที่สะใภ้สาวน้อย หลังๆ มาท่านก็แพ้กับความน่ารักของเสน่ห์จันทร์ แพ้เสน่ห์ปลายจวักของเธอด้วย ถ้าวันไหนอยู่นอนค้างที่บ้านวัชระโชติ วันนั้นเธอก็จะรับหน้าที่แม่ครัวทำอาหารขึ้นโต๊ะเอง ปพลเองก็ชอบฝีมือของเสน่ห์จันทร์มากเช่นกัน และนึ
“ตาปริ้นซ์กับเด็กนั่น แกคบกับเขามากี่เดือนแล้ว” มารดาถามขึ้น ท่านสั่งให้เขามานั่งคุยในห้องนอน เพื่อจะได้เป็นส่วนตัว ปพลขยิบตาให้กับพี่ชายเมื่อเขาเดินตามท่านขึ้นมายังชั้นสอง พร้อมกับชูนิ้วสองนิ้วบอกใบ้ว่าสู้ตายนะครับพี่“ห้าหกเดือนแล้วครับ”“แม่คงไม่ต้องถามล่ะมั้งว่า...เรากับเขาถึงขั้นไหนกันแล้ว”ท่านทำสีหน้ารู้ทัน ขณะที่ชายหนุ่มกระแอม ท่านถอนใจเฮือกใหญ่พร้อมกับเอ่ยลอยๆ“ดีนะไม่สิบเจ็ด ถ้าสิบเจ็ดนี่แกติดคุกแน่ตาปริ้นซ์ เจอกันที่ตลาดของแม่หรือยังไงกัน”“ก็อะไรแบบนั้นครับ”เล่าไม่ได้หรอกว่าเจอน้องที่ไหน ขืนเล่าคงเรื่องใหญ่ เขานี่แหละจะโดนบ่นว่า ส่วนน้อง...ท่านคงจะมองว่าเด็กคนนี้มันแสบและเอาตัวรอดเก่งมาก ถ้าเขาไม่กลับไปซ้อนแผนก็คงจะไม่ได้น้องแน่นอนละ เขาพึ่งรู้จากนิสาว่า การที่เสน่ห์จันทร์กลับไปรับงานตกหลุมเขาได้ เพราะน้องชายประสบอุบัติเหตุเลยต้องใช้เงินด่วนเขาจะต้องขอบคุณทั้งทองเอกและทองนพคุณมากๆ ที่ทำให้เกิดเรื่อง จนเสน่ห์จันทร์ยอมรับงานอีกหน“เป็นคนที่เก่งนะ เก่งมากด้วย” ท่านพึมพำ จะว่าเกลียดก็ไม่พูดไม่ได้หรอก เพราะเด็กมันไม่น่ารังเกียจอะไร น่าทึ่งด้วยซ้ำไป ตัวแค่นั้นดูแลน้อ
คุณปณิตาเข้าสู่ความรู้สึกอยากเป็นลม เมื่อเห็นว่าบุตรชายพาใครมาที่บ้าน เขาบอกกับท่านว่าวันนี้จะมีเซอร์ไพรส์ แล้วก็เซอร์ไพรส์มากจริงๆ นอกจากจะพา คนรัก มาพบกับท่านแล้ว แม่หนูนั่นยังพาน้องมาอีกโขยงหนึ่ง! โอย...ต้องเรียกยาดมกันเลยทีเดียวปพลที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย มองพี่ชายด้วยสายตาแบบว่าทึ่งมาก คุณปณิตาตอนนี้นั่งข้างกับเขา เอาเขาเป็นกำลังใจแหละ มือของท่านเย็นเจี๊ยบเมื่อท่านจับมือกับเขาไม่ต้องถามว่าลูกเต้าเหล่าใคร แต่อยากถามว่าตาปริ้นซ์ไปเจอมาได้ยังไงก่อน...รายการสัมภาษณ์ว่าที่ลูกสะใภ้จึงเริ่มขึ้น...เด็กๆ ถูกกันให้ไปอยู่กันในห้องนั่งเล่น มีหัวหน้าแม่บ้านคอยอยู่ดูแล พวกเขานั่งคุยกันในห้องโถงพักผ่อน มีกระจกกั้นเป็นสัดส่วน คุณปณิตามักจะใช้ที่นี่เวลาจะคุยกับลูกๆ เรื่องสำคัญเรื่องงาน“อายุเท่าไหร่? เราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”โก่งอายุให้ตัวเองนิดหน่อย เธอรู้ว่าถ้าบอกอายุจริงๆ ไป ท่านคงจะยิ่งหน้าเสียกว่านี้ อ้อ...เธอไม่ได้โกหก เดือนหน้าเธอก็อายุสิบเก้าแล้วจริงๆ“ตาปริ้นซ์” ท่านหันไปทำตาดุใส่ลูกชาย ที่ยิ้มแหยเล็กน้อย พลางยักไหล่“น้องอายุพ้นวัยที่ผมจะติดคุกแล้วนะครับ”“แต่เด็กสิบเก้า...ตาปริ
ปภพโผล่ไปที่ห้องของครอบครัวเจนธรรมดีในเวลาเกือบสามทุ่มของอีกวันต่อมา เขามีตุ๊กตากระต่ายสีขาวสองตัวขนาดใหญ่ผูกโบเป็นของขวัญผูกโบให้น้องแฝด ดาวล้อมเดือนกับดาราทองดีใจมาก กับของขวัญของ พี่ปริ้นซ์ เด็กๆ ไหว้ขอบคุณเขา ดีใจกับวันเกิดครบอายุ 11 ปีมาก เพราะปีนี้ได้ทั้งจัดวันเกิด ไปเที่ยวสวนสนุก และเป็นวันที่ได้ของขวัญมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา ชีวิตของพวกเธอดีขึ้นตั้งแต่ที่มีปภพก้าวเข้ามาในบ้าน ทุกคนไม่ต้องเครียด กินอิ่มนอนหลับ มีเวลาคิดเรื่องเรียน ไม่ต้องเห็นพี่จ้อยแอบซึม ถ้าพี่จ้อยคือเสาหลัก เปรียบเป็นบ้านหลังหนึ่ง พวกเธอน้องๆ ก็ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง บางคนเป็นประตู บางคนเป็นหน้าต่าง พื้นบ้าน เสริมให้บ้านหลังนี้แข็งแรงไม่ล้มครืน วันนี้เป็นวันที่เห็นพี่น้องหัวเราะเสียงดัง มีความสุขกับเครื่องเล่น ไปกันครบหน้าทั้งแปดคน เจ้าจิ๋วที่กำลังซนเริ่มหัดเดินก็ไปกับเขาด้วย เสร็จแล้วพากันไปดูบ้านหลังเดิมแวะซื้อของฝากให้ ยายสมพร เพราะพวกเธอไม่ได้อยู่บ้านเดิมกันพักนี้ พี่จ้อยบอกว่าจะสร้างใหม่ เห็นเขากำลังก่อสร้างเริ่มขึ้นโครงร่างแล้ว ครอบครัวจับมือกันและมองบ้านที่เริ่มก่อสร้างอีกหนด้วยสายตาปลาบปลื้
“พักนี้อยู่บ้านได้แหะ”ปภพเอ่ยหยอกน้องชาย ปพลยิ้มน้อยๆ ส่งให้ ก่อนจะก้มหน้ารับประทานอาหารตรงหน้า ถ้าเขาไม่มีเรื่องในใจ คงจะสังเกตว่าพักนี้น้องชายดูซึมๆ แปลกไปไม่เหมือนเดิม อาหารเย็นวันนี้เขารับประทานมาแล้วกับวรวงศ์แวะเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศมาก่อนเข้าบ้าน“น้องอยู่บ้านได้ แต่แกออกบ้านบ่อยนะตาปริ้นซ์” มารดาเอ่ยมาเสียงนิ่ง มองจ้องลูกคนโตเขม็ง คนเล็กก็อย่าง คนโตก็อย่างไม่ได้ดั่งใจสักคน คนเล็กมีเรื่องให้นางต้องเคลียร์ไปสิบล้าน แถมนึกโมโห อีกอย่างแอบรู้สึกบาป ถ้าเกิดว่าเด็กนั่นมีหลานนางจริงๆ แล้วต้องไปทำแท้ง ต่อให้เรื่องไม่จริงก็รู้สึกไม่ดี คุณปณิตาหนีไปบวชมาเจ็ดวันถึงจิตใจสงบลง นางไม่คุยกับปพลเลย ลูกชายนั้นกลับบ้านทุกวัน พยายามคุยกับท่าน และไม่ไปค้างที่คอนโดอีก ส่วนแม่ทยิดานั่นก็ออกไปแบบทิ้งงาน ก็วุ่นวายกันอยู่บ้าง เพราะงานเอกสารต้องกลับมาต่อ มาเคลียร์กัน ต้องหาคนมาช่วย ตอนนี้ก็มีความวุ่นวายนิดหน่อยในออฟฟิศ เลขาของท่านเลยต้องไปช่วยเคลียร์งานฝั่งของปพลด้วย ให้ยืมไปใช้นั่นแหละ ตอนนี้ลูกชายยังไม่มีเลขา ให้หาคนให้อยู่แน่นอนว่าหนนี้ท่านจะคัดเลือกด้วยตัวเอง ไม่ไว้ใจปพลอีกแล้ว“ก็งานมันยุ







