เข้าสู่ระบบบ้านเจนธรรมดีถูกสร้างใหม่จนเรียบร้อย ครอบครัวของเสน่ห์จันทร์ทั้งแปดคนและนิสา กลับไปยังบ้านหลังเดิมอีกครั้ง และอย่างที่ปภพสัญญาทุกคนจะได้ห้องส่วนตัว...
ต้องเรียกว่าตึกมากกว่าบ้าน เพราะมีความสูงถึงห้าชั้นและมีชั้นดาดฟ้า ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เด็กๆ ดีใจมากๆ กับบ้านหลังใหม่ นิสาเองตอนนี้มาอยู่กับเพื่อนเกือบจะถาวรแล้วเพราะไม่ได้กลับบ้านของตัวเองเลย ก็มีห้องของตัวเองด้วยที่บ้านหลังนี้
ห้องของเสน่ห์จันทร์ มีข้าวของของปภพไปอยู่ในนั้นด้วย อย่างเป็นเจ้าของห้องอีกคน เหมือนกับที่คอนโดของเขา และ...ห้องของเขาที่บ้านด้วย
เขาพาเสน่ห์จันทร์ไปนอนค้างที่บ้านมารดาทุกศุกร์-เสาร์ก่อน รอให้น้องเรียนมหาวิทยาลัยค่อยขยับเป็นมานอนทุกวันให้กลับบ้านเสาร์-อาทิตย์ และมารดาให้พื้นที่ว่างที่ตอนนี้ใช้เป็นพื้นที่สวน ให้เขาปลูกบ้านเพื่อจะเป็นเรือนหอในอนาคต คุณ ปณิตาตอนแรกก็วางท่ากับว่าที่สะใภ้สาวน้อย หลังๆ มาท่านก็แพ้กับความน่ารักของเสน่ห์จันทร์ แพ้เสน่ห์ปลายจวักของเธอด้วย ถ้าวันไหนอยู่นอนค้างที่บ้านวัชระโชติ วันนั้นเธอก็จะรับหน้าที่แม่ครัวทำอาหารขึ้นโต๊ะเอง ปพลเองก็ชอบฝีมือของเสน่ห์จันทร์มากเช่นกัน และนึกเอ็นดูพี่สะใภ้ตัวเล็กมาก
ที่บ้านเจนธรรมดี มีนิสาช่วยดูแลเด็กๆ และช่วยดูแลที่ คาเฟ่ขนม เสน่ห์จันทร์เข้าไปทำงานที่ตลาดและร้านขนมของเธอทุกวัน บางวันเข้าไปที่ร้านของลภัส ประชุมงานกันบ้าง ตอนนี้โรงงานขนมเปี๊ยะเป็นไปด้วยดี เสน่ห์จันทร์รับผลประโยชน์ในฐานะหุ้นส่วน ดาวล้อมเดือนและทองนพคุณ กำลังถูกฝึกหัดเป็นเชฟ จากลภัสที่มองเห็นทางต่อยอดกับเด็กสองคนนี้ว่าจะไปได้ไกลในสายนี้
น้องๆ คนอื่นทำงานที่ร้านคาเฟ่ขนม ทำในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนและวันเสาร์-อาทิตย์ นิสาเป็นผู้จัดการร้าน คอยช่วยเพื่อนดูแลงาน นิสามีความสุขมากที่ได้ทำงานกับเพื่อนรักของเธอ และได้ทำอาชีพที่สุจริต ไม่ใช่งานที่ต้องทำกลางคืน เฮียกลับมาขอคืนดีกับเธอและขออยากเลี้ยงอีก แต่นิสาเซย์โน บอกว่าถ้าเฮียรักหนูก็ต้องเลิกกับเมียๆ และมามีหนูคนเดียวพร้อมจดทะเบียน ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมา ตอนนี้เธอทำงานมีเงินเองแล้วไม่ต้องอาศัยเงินของเฮีย งานที่เคยทำให้เฮียคืองานที่ใช้ร่างกายแลก เธอจะไม่ทำอีกแล้ว ถ้าจะคบกันก็ต้องหัวใจเท่านั้น
วันนี้ที่โต๊ะรับประทานอาหารค่ำ บ้านวัชระโชติ พร้อมหน้าพร้อมตาไปด้วยคุณปณิตา และลูกชายทั้งสอง และว่าที่ลูกสะใภ้อย่างเสน่ห์จันทร์ ที่เป็นคนทำอาหารขึ้นโต๊ะ เย็นนี้มีแกงรัญจวน ไข่เจียวกุ้งสับ และซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งพริกไทยดำ ถูกใจคุณปณิตามาก โดยเฉพาะเมนูแกงรัญจวน
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้า เพื่อนฉันจะจัดงานบวชลูกชาย แม่จ้อยทำแกงนี่สักหม้อหนึ่งได้ไหม?”
“ได้ค่ะคุณท่าน”
“ขนมของหวานในพิธีด้วยนะ แล้วก็ขนมเอาไปร่วมบุญ ช่วยคิดหน่อยว่าจะเอาอะไรดี งบเดี๋ยวมาเบิกฉัน”
“ค่ะ”
ปภพมองสาวน้อยข้างๆ ที่หยิบเอาโทรศัพท์มาโน้ตสิ่งที่มารดาสั่ง ท่านมองไปยังเธอพร้อมกับเอ่ยถามบุตรชาย
“ตาปริ้นซ์พาน้องไปสมัครเรียนมาเหรอ?”
“ครับแม่...”
“พี่ปริ้นซ์จะรอน้องจ้อยเรียนจบปริญญาตรีก่อนค่อยแต่งงานน่ะครับแม่”
ปพลเอ่ยขึ้น ตั้งแต่วันที่มีเรื่องของทยิดาเป็นต้นมา เขาก็ยังดูไม่ค่อยสดใส และกลับมานอนที่บ้านทุกวัน อยู่ในสายตาของคุณปณิตาตลอด เหมือนจะชดเชยกับความผิดที่เคยทำ
มันก็เหมือนจะดีนะ แต่บางทีท่านก็อยากให้ลูกไปเที่ยว ไปค้างที่อื่นเหมือนเดิมบ้าง ดูแล้วปพลนิ่งจนเกินไป จนท่านชักจะเป็นห่วง อาจจะยังอาลัยอาวรณ์กับเด็กเลขานั่นกระมัง นั่นก็หายไปเลยไม่เคยได้ข่าว จะว่าดีมันก็ดีแหละ แต่...ท่านยังแอบคิดว่าเรื่องลูกที่ทำแท้งไปนั้น ตกลงว่าเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันนะ
“จะรอไหวไหมนะ”
ปภพบ่นเบาๆ เขาโอบไปที่พนักเก้าอี้ของเสน่ห์จันทร์ แล้วเอ่ยเสียงขรึมๆ
“จ้อยคนดี พี่ส่งเรียนอย่าเหลวไหลกับหนุ่มๆ นะครับ ห้ามทิ้งไอ้แก่คนนี้นะ”
“พี่ปริ้นซ์”
เธออมยิ้มกับคำว่าไอ้แก่ของปภพ เอาที่ไหนมาแก่...เขายังหล่อเหลา เป็นคนหล่อตัวหอมของเธอเสมอนั่นแหละ
“เจอหนุ่มๆ ที่ดีกว่าเจ้าปริ้นซ์ ก็ลองพิจารณาดูก็ได้นะ แม่จ้อย”
คุณปณิตาช่วยกระเซ้าอีกคน หนนี้ลูกชายหน้างอ ขณะที่ท่านกับปพลแอบขยิบตาให้กันพลางอมยิ้ม
“หนูไม่ทิ้งพี่ปริ้นซ์หรอกค่ะ แหม...พี่ปริ้นซ์ดีที่สุดแล้วในชีวิตหนู”
ให้ยาหอมคุณแฟนไป ต่อหน้าคุณแม่และพี่ปาย เล่นเอาปภพยิ้มกว้าง แล้วดึงเอาเธอไปหอมฟอดใหญ่ จนเธอหน้าแดง ขณะที่คุณปณิตาและปพลมองไปทางอื่น คู่นี้...ติดการสัมผัส ปภพป้วนเปี้ยนกับเสน่ห์จันทร์ตลอดเวลา หอมบ้าง กอดบ้าง บางทีก็ถึงจูบ เล่นเอาคนทั้งบ้านเหม็นความรักของคนทั้งสอง ปภพอาหารหนัก คือคลั่งรักเลยล่ะ กับเสน่ห์จันทร์
คืนนั้นเสน่ห์จันทร์ค้างที่บ้านวัชระโชติ เธอไปคุยกับคุณปณิตาเรื่องอาหารที่ท่านขอในงานบวชลูกชายเพื่อน บอกงบประมาณ และบอกว่าจะต้องทำอาหารอะไร ขนมอะไรบ้าง คุณปณิตาโทรบอกกับเพื่อนสนิทของท่าน เลยต่อที่คุยกันยาวๆ นอกจากแกงรัญจวนหม้อหนึ่งที่จะยกไปร่วมบุญ ก็งอกรายการอาหารมาเพิ่มอีกหลายรายการ
“เรานี่เก่งนะแม่จ้อย เรื่องอาหารเรื่องขนมนมเนยนี่ จริงสิ...คนครัวของฉันจะลาออก จะกลับบ้าน มาอยู่ทำแทนได้ไหมละ? เดี๋ยวจะให้เป็นเงินเดือน”
“ไม่ต้องให้เงินเดือนหนูหรอกค่ะ แล้ว...ถ้าคุณท่านจะให้ทำอาหารขึ้นโต๊ะให้จริงๆ เอ่อ หนูทำที่บ้านแล้วให้น้องชายมาส่งดีกว่าค่ะ เพราะยังไงหนูต้องไปนอนที่บ้านวันธรรมดา”
“ก็นอนที่นี่สิ ทำกับข้าวให้ฉันตอนเช้า ไปทำงานของหล่อน แล้วก็กลับมาตอนเย็นมาทำมื้อเย็น ไปกลับเอาเวลาทำงาน หรือห่วงน้องๆ ห่วงเจ้าตัวเล็กก็พามาเล่น มาค้างด้วยได้”
ท่านหมายถึงเจ้าจิ๋ว น้องตัวเล็กสุดของเสน่ห์จันทร์
“เอ๋”
ทำตาโตมองท่าน แบบนี้ก็แปลว่าท่านชวนเธอมาอยู่ด้วยนั่นแหละ คุณปณิตาเอื้อมมือมาลูบศีรษะเธอ ท่าทางนั้นอ่อนโยนจนเธอน้ำตาคลอด้วยความปลื้ม
“มาอยู่ด้วยกัน ติดขัดอะไรไหม? ถ้าห่วงน้องพาน้องมาอยู่ด้วยกันก็ได้ เดี๋ยวฉันจะให้เราจดทะเบียนสมรสกับตาปริ้นซ์ให้เรียบร้อยก่อน งานแต่งน่ะ ค่อยจัดตอนเรียนจบก็ได้ เรามีญาติผู้ใหญ่ที่ไหนไหม? แม่เราล่ะ พอจะติดต่อได้ไหม ฉันจะได้สู่ขอเราให้เรียบร้อย”
“หนูไม่มีญาติที่ไหนค่ะ ส่วนแม่...หนูก็ไม่ได้...เอ่อ...ท่านจะหาว่าหนูเป็นเด็กไม่ดีก็ได้นะคะ หนูเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองมานานแล้วค่ะ แม่ไม่ได้มีส่วนอะไรกับชีวิตของหนูเลย”
“โถ...ฉันไม่ว่าเราหรอก แม่จ้อย บางคนเป็นแม่ก็แค่ให้กำเนิด เอาแบบนี้ฉันก็ถือว่าเราเป็นลูกฉันอีกคนก็แล้วกัน ต่อไปนี้ไม่ต้องเรียกคุณท่านเรียกฉันว่าแม่นะ แม่จ้อย”
“คะ คุณท่าน”
น้ำตาเธอหยด มองคุณปณิตาด้วยสายตาซาบซึ้ง ท่านยอมรับเธอเป็นลูกสาวอีกคน เป็นสะใภ้ในที่สุด
“แน่ะ เรียกว่าแม่สิ”
ท่านทำตาดุใส่ เสน่ห์จันทร์ทรุดลงนั่งกับพื้นแล้วก้มกราบท่านอย่างอ่อนหวาน
“คุณแม่”
“เรื่องตบแต่งน่ะ ฉันจะจัดการให้ สินสอดทองหมั้น เราก็เก็บเอาไว้ นั่นเป็นส่วนของเราที่ฉันกับ ตาปริ้นซ์จะให้ รอเรียนจบปริญญาตรีแล้วก็หาฤกษ์แต่งงาน”
“ขอบคุณมากนะคะคุณแม่”
เธอยิ้มทั้งน้ำตา คุณปณิตาประคองร่างเล็กให้มานั่งด้วยกัน มองสะใภ้ของเธออย่างเอ็นดู
“ต่อไปนี้ก็ฝากดูแลลูกชายคนโตของฉันด้วยล่ะ ถ้าตา ปริ้นซ์ทำไม่น่ารักอะไร ก็จัดการได้เลย มาฟ้องฉันก็ได้ ถ้าลูกชายฉันทำตัวร้ายกาจ ฉันจะได้จัดการให้”
“ขอบคุณที่ไว้ใจและกรุณาหนูค่ะ”
เธอไหว้ท่านอีกครั้ง กำลังจะคุยกันต่อแต่ปภพกับปพลก็เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นเสียก่อน
“แม่ครับทำอะไรเด็กของผมหรือเปล่า?”
ถามเมื่อเห็นว่าเสน่ห์จันทร์ตาแดงๆ เหมือนคนร้องไห้ เลยมองมารดา เขายังระแวงว่าท่านอาจจะไม่ชอบน้องและไม่เปิดใจ กลัวว่าท่านจะว่าอะไรให้เสน่ห์จันทร์เสียใจ
“แหม...”
“คุณแม่ให้หนูเรียกว่าแม่ คุณแม่ฝากพี่ปริ้นซ์กับหนูให้ดูแล หนูเลยตื้นตันร้องไห้น่ะค่ะ คุณแม่ไม่ได้ทำอะไรเลย”
“หืม? จริงหรือครับแม่”
เขามองหน้าท่านอย่างยินดี คุณปณิตาพยักหน้ารับก่อนจะยิ้มกว้าง
“จริงสิยะ แม่ก็ไม่ได้จะต่อต้านอะไร แม่จ้อยน่ารักจะแย่ ทำกับข้าวก็อร่อย ทำไมแม่จะไม่รับเป็นลูกสะใภ้ เขาน่ะยอมอยู่ดูแลแกที่แก่กว่าเขาตั้งสิบกว่าปี แม่ต้องขอบคุณเขาด้วยที่ว่ายอมดูแลลูกชายแก่ๆ ของแม่”
“แม่ครับ”
ทำเสียงอ่อย แม่ว่าบ่อยๆ เขาก็ชักจะหลอนๆ เรื่องแก่กว่าน้องมากนี่ แล้วถ้าน้องไปเรียน...ไปพบเจอคนวัยใกล้กัน ที่ดีกว่าเขา น้องจะหวั่นไหวไหมนะ
“หึๆ พี่ปริ้นซ์น่าสงสาร”
น้องชายตัวแสบหัวเราะเบาๆ เขาทำท่ายกมะเหงกให้ ทำปากขมุบขมิบเจริญพร
“แม่ชวนเขาอยู่กับเรา ทำครัวให้เรากิน แกจะว่ายังไงล่ะ เช้าก็ให้รถไปส่งน้องไปทำงาน เย็นก็รับกลับมาดีไหม?”
“จ้อยว่าไงคะ?”
ทำตาวาวหันไปถามเธอทันที เสน่ห์จันทร์เม้มปากน้อยๆ ห่วงน้องก็ห่วง ครอบครัวเธอไม่ค่อยห่างกัน แต่เขาก็สำคัญพอๆ กัน เธอต้องเลือกทางใดทางหนึ่งหรือนี่
“ถ้าคิดถึงน้องก็ให้รับมานอนด้วยกันที่นี่บ้าง หรือจะกลับไปนอนที่บ้านบ้างก็ได้ แต่เมนหลักก็อยู่กับตาปริ้นซ์ กับแม่” คุณปณิตาเอ่ยบอกทางออก
“ได้ค่ะ”
ปภพร้องไชโย แล้วดึงเธอมาหอมรัวๆ ต่อหน้าน้องชายและมารดา
คืนนั้นหลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนแล้ว ปภพก็อ้อนให้เธอนวดให้ สาวน้อยย่นจมูกน้อยๆ แล้วลงมือนวดตามบ่าไหล่ให้เขา คลายความปวดเมื่อยจากการทำงาน
“แก่แล้วสิคะ ถึงได้เมื่อย”
“แก่...ว่าพี่แก่หรือคะ พี่อายุ 33 เองนะ”
“จะ 34 แล้วค่ะ”
เธออมยิ้ม เธอรู้ว่าเขาเกิดวันไหน เพราะถามปพลและคุยกับพี่ปายว่าจะจัดงานวันเกิดให้เขาเป็นเซอร์ไพรส์
“เฮ้อ ไม่อยาก 34”
เขาทำเสียงงอแง แล้วหันมาดึงเธอไปกอด สาวน้อยยอมอยู่ในอ้อมแขนของเขาแต่โดยดี
“ทำไมมาเกิดช้าจัง”
ปภพก้มลงจุ๊บหน้าผากของน้องเบาๆ สาวน้อยหลับตาพริ้มแล้วยิ้มหวาน
“พี่ปริ้นซ์ต่างหากหนีมาเกิดก่อนตั้งนาน”
“พี่ชักจะไม่อยากให้ไปเรียนแล้วพี่หึง กลัวหนุ่มมาจีบเรา”
“แน้...พี่ปริ้นซ์เองไม่ใช่เหรอ ที่บอกให้หนูเรียนให้จบปริญญา แล้วมางอแงอะไรอะคะ”
“ก็พี่หวงของพี่นี่นา”
เขาเริ่มไล้จมูกปากไปตามวงหน้าหวานของคนในอ้อมแขน ตอนแรกแตะไล้แผ่ว สักพักก็เริ่มจริงจังขึ้น และมากขึ้น
ร่างงามสะท้อนสะเทิ้นเมื่อเขาเริ่มพาเธอบรรเลงเพลงรักอันหวานฉ่ำด้วยกัน จูบแล้วจูบเล่าเคล้ามาตามผิวนุ่ม สร้างความสุขให้เธอได้ทุกหน คนแก่กว่าไม่เคยทำให้เธอผิดหวังกับเรื่องนี้ เขาสอนให้เธอได้พบความสุขสม ความสวยงามของเซ็กซ์
เขาทำให้เธอเสพติดเขา ชอบกลิ่นเขา ชอบทุกอย่างที่เป็นเขา
เธอนอนซุกอกเขาเมื่อเกมสวาทผ่านพ้นไป กลิ่นของเขาห้อมล้อมเธอ มันหอมชื่นใจและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มันเป็นกลิ่นน้ำหอมที่เขาใช้ประจำปนกับกลิ่นกายของเขา สร้างกลิ่นพิเศษขึ้นมา เธอสูดกลิ่นเขาอย่างชื่นแล้วบ่นงึมงำ
“หอมจัง...”
“หึๆ หนูก็หอม”
เขาหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ เวลามานอนกับเขาทีไร เขาจะชอบให้เธอนอนตัวเปล่าไม่ต้องสวมอะไร มีเพียงเนื้อแท้ของกันและกันใต้ผ้านวม
“คุยอะไรกับคุณแม่อีกไหม นอกจากเรื่องที่ท่านจะให้จ้อยมานอนที่บ้านนี้”
“คุณแม่คุยเรื่องแต่งงานของเราค่ะ”
เธอเงยหน้าขึ้นมามองเขาตาแป๋ว
“พี่ปริ้นซ์...จะแต่งงานกับหนูไหม? ถ้าหนูเรียนจบ”
“จ้อยอยากแต่งไหมล่ะคะ?”
เขาย้อนถาม แล้วรีบพูดอย่างกลัวเธอจะเข้าใจผิด
“พี่อยากแต่งงานกับจ้อยวันนี้พรุ่งนี้เลยไม่ต้องรอเรียนจบ”
“อยากสิคะ หนูอยากจะประกาศอย่างเป็นทางการว่า พี่ปริ้นซ์เป็นของหนู”
“เอ...”
มองจ้องตาคนตัวเล็ก นานครั้งน้องจะพูดแบบนี้ แบบที่เขาชอบและอยากให้พูด คือแสดงความเป็นเจ้าของเขา น้องเป็นคนปากแข็ง ไม่ค่อยบอกรักเขา มีแต่เขาที่บอกบ่อยๆ บอกย้ำๆ เพื่อให้น้องมั่นใจและเชื่อใจ
“หวงพี่เหรอคะ?”
“หวงสิคะ สามีไม่หวงได้ยังไง พี่ปริ้นซ์ล่ะคะ หวงหนูไหม รักหนูไหม?”
“รักสิครับ รักที่สุดเลย พี่ดีใจมากนะที่จ้อยยอมให้พี่เป็นของหนู”
“ขอบคุณมากนะคะ ที่มาเป็นของหนู มาทำให้หนูรัก”
เขาตอบรับคำพูดของเสน่ห์จันทร์เป็นจุมพิตแสนอ่อนโยน
เรื่องราวของเขาและเธอต่างมาบรรจบ พบกันที่ความรักในที่สุด
เสน่ห์จันทร์เรียนไม่จบจนได้เพราะเธอท้องตอนเรียนปี 2 เลยต้องดร็อปเรียนไว้ก่อ สามีของเธอบางทีก็ขี้หึงเกินไป ไม่ชอบหนุ่มๆ ที่มาวนเวียนใกล้จ้อยของเขา ไม่ต้องเรียนจบก็ได้เพราะประสบการณ์ชีวิตน้องเยอะแล้ว เขานี่แหละจะเป็นครูในชีวิตจริงให้เธอคุณปณิตาไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะอยากให้สะใภ้เรียนต่อยอด ปภพบอกว่างั้นเขาจะเรียนด้วยพร้อมกับเธอ เอากับพ่อสิ หวงเมียเบอร์หนึ่งเลยพ่อคนนี้ และพอเสน่ห์จันทร์คลอดงานแต่งก็ถูกจัดขึ้นตามที่ได้สัญญากับเธอไว้ ว่าจะจัดงานให้เขาก็ทำให้เธอจริงๆ ในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้ง การเปิดตัวของเจ้าสาวของปภพ ลูกสะใภ้คนแรกของคุณปณิตากับสังคม ไม่มีใครดูแคลน มีแต่คนชื่นชมเมื่อรู้ประวัติความเป็นมาของเธอและครอบครัว ส่วนมากทึ่งในความเป็นคนเก่ง มีความรับผิดชอบ และความรักในครอบครัวของเสน่ห์จันทร์เสน่ห์จันทร์ได้ลูกสาวน่ารักน่าฟัด คือ เด็กหญิงจรัสจันทร์ หรือ ณจันทร์ อีกสี่ปีต่อมาก็คลอดเด็กหญิงจรัสดารินทร์ หรือ ณดาว เธอกับปภพแยกบ้านไปอยู่อีกหลังหนึ่งอยู่ในบริเวณรั้วเดียวกับบ้านใหญ่ ส่วนปพลนั้นก็กลับไปคืนดีกับทยิดาที่มีลูกสาวคือ นะนาย ที่ซ่อนแอบไว้ ความจริงปรากฏว่าเธอไม่ได้ทำลายเ
บ้านเจนธรรมดีถูกสร้างใหม่จนเรียบร้อย ครอบครัวของเสน่ห์จันทร์ทั้งแปดคนและนิสา กลับไปยังบ้านหลังเดิมอีกครั้ง และอย่างที่ปภพสัญญาทุกคนจะได้ห้องส่วนตัว...ต้องเรียกว่าตึกมากกว่าบ้าน เพราะมีความสูงถึงห้าชั้นและมีชั้นดาดฟ้า ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เด็กๆ ดีใจมากๆ กับบ้านหลังใหม่ นิสาเองตอนนี้มาอยู่กับเพื่อนเกือบจะถาวรแล้วเพราะไม่ได้กลับบ้านของตัวเองเลย ก็มีห้องของตัวเองด้วยที่บ้านหลังนี้ห้องของเสน่ห์จันทร์ มีข้าวของของปภพไปอยู่ในนั้นด้วย อย่างเป็นเจ้าของห้องอีกคน เหมือนกับที่คอนโดของเขา และ...ห้องของเขาที่บ้านด้วยเขาพาเสน่ห์จันทร์ไปนอนค้างที่บ้านมารดาทุกศุกร์-เสาร์ก่อน รอให้น้องเรียนมหาวิทยาลัยค่อยขยับเป็นมานอนทุกวันให้กลับบ้านเสาร์-อาทิตย์ และมารดาให้พื้นที่ว่างที่ตอนนี้ใช้เป็นพื้นที่สวน ให้เขาปลูกบ้านเพื่อจะเป็นเรือนหอในอนาคต คุณ ปณิตาตอนแรกก็วางท่ากับว่าที่สะใภ้สาวน้อย หลังๆ มาท่านก็แพ้กับความน่ารักของเสน่ห์จันทร์ แพ้เสน่ห์ปลายจวักของเธอด้วย ถ้าวันไหนอยู่นอนค้างที่บ้านวัชระโชติ วันนั้นเธอก็จะรับหน้าที่แม่ครัวทำอาหารขึ้นโต๊ะเอง ปพลเองก็ชอบฝีมือของเสน่ห์จันทร์มากเช่นกัน และนึ
“ตาปริ้นซ์กับเด็กนั่น แกคบกับเขามากี่เดือนแล้ว” มารดาถามขึ้น ท่านสั่งให้เขามานั่งคุยในห้องนอน เพื่อจะได้เป็นส่วนตัว ปพลขยิบตาให้กับพี่ชายเมื่อเขาเดินตามท่านขึ้นมายังชั้นสอง พร้อมกับชูนิ้วสองนิ้วบอกใบ้ว่าสู้ตายนะครับพี่“ห้าหกเดือนแล้วครับ”“แม่คงไม่ต้องถามล่ะมั้งว่า...เรากับเขาถึงขั้นไหนกันแล้ว”ท่านทำสีหน้ารู้ทัน ขณะที่ชายหนุ่มกระแอม ท่านถอนใจเฮือกใหญ่พร้อมกับเอ่ยลอยๆ“ดีนะไม่สิบเจ็ด ถ้าสิบเจ็ดนี่แกติดคุกแน่ตาปริ้นซ์ เจอกันที่ตลาดของแม่หรือยังไงกัน”“ก็อะไรแบบนั้นครับ”เล่าไม่ได้หรอกว่าเจอน้องที่ไหน ขืนเล่าคงเรื่องใหญ่ เขานี่แหละจะโดนบ่นว่า ส่วนน้อง...ท่านคงจะมองว่าเด็กคนนี้มันแสบและเอาตัวรอดเก่งมาก ถ้าเขาไม่กลับไปซ้อนแผนก็คงจะไม่ได้น้องแน่นอนละ เขาพึ่งรู้จากนิสาว่า การที่เสน่ห์จันทร์กลับไปรับงานตกหลุมเขาได้ เพราะน้องชายประสบอุบัติเหตุเลยต้องใช้เงินด่วนเขาจะต้องขอบคุณทั้งทองเอกและทองนพคุณมากๆ ที่ทำให้เกิดเรื่อง จนเสน่ห์จันทร์ยอมรับงานอีกหน“เป็นคนที่เก่งนะ เก่งมากด้วย” ท่านพึมพำ จะว่าเกลียดก็ไม่พูดไม่ได้หรอก เพราะเด็กมันไม่น่ารังเกียจอะไร น่าทึ่งด้วยซ้ำไป ตัวแค่นั้นดูแลน้อ
คุณปณิตาเข้าสู่ความรู้สึกอยากเป็นลม เมื่อเห็นว่าบุตรชายพาใครมาที่บ้าน เขาบอกกับท่านว่าวันนี้จะมีเซอร์ไพรส์ แล้วก็เซอร์ไพรส์มากจริงๆ นอกจากจะพา คนรัก มาพบกับท่านแล้ว แม่หนูนั่นยังพาน้องมาอีกโขยงหนึ่ง! โอย...ต้องเรียกยาดมกันเลยทีเดียวปพลที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย มองพี่ชายด้วยสายตาแบบว่าทึ่งมาก คุณปณิตาตอนนี้นั่งข้างกับเขา เอาเขาเป็นกำลังใจแหละ มือของท่านเย็นเจี๊ยบเมื่อท่านจับมือกับเขาไม่ต้องถามว่าลูกเต้าเหล่าใคร แต่อยากถามว่าตาปริ้นซ์ไปเจอมาได้ยังไงก่อน...รายการสัมภาษณ์ว่าที่ลูกสะใภ้จึงเริ่มขึ้น...เด็กๆ ถูกกันให้ไปอยู่กันในห้องนั่งเล่น มีหัวหน้าแม่บ้านคอยอยู่ดูแล พวกเขานั่งคุยกันในห้องโถงพักผ่อน มีกระจกกั้นเป็นสัดส่วน คุณปณิตามักจะใช้ที่นี่เวลาจะคุยกับลูกๆ เรื่องสำคัญเรื่องงาน“อายุเท่าไหร่? เราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”โก่งอายุให้ตัวเองนิดหน่อย เธอรู้ว่าถ้าบอกอายุจริงๆ ไป ท่านคงจะยิ่งหน้าเสียกว่านี้ อ้อ...เธอไม่ได้โกหก เดือนหน้าเธอก็อายุสิบเก้าแล้วจริงๆ“ตาปริ้นซ์” ท่านหันไปทำตาดุใส่ลูกชาย ที่ยิ้มแหยเล็กน้อย พลางยักไหล่“น้องอายุพ้นวัยที่ผมจะติดคุกแล้วนะครับ”“แต่เด็กสิบเก้า...ตาปริ
ปภพโผล่ไปที่ห้องของครอบครัวเจนธรรมดีในเวลาเกือบสามทุ่มของอีกวันต่อมา เขามีตุ๊กตากระต่ายสีขาวสองตัวขนาดใหญ่ผูกโบเป็นของขวัญผูกโบให้น้องแฝด ดาวล้อมเดือนกับดาราทองดีใจมาก กับของขวัญของ พี่ปริ้นซ์ เด็กๆ ไหว้ขอบคุณเขา ดีใจกับวันเกิดครบอายุ 11 ปีมาก เพราะปีนี้ได้ทั้งจัดวันเกิด ไปเที่ยวสวนสนุก และเป็นวันที่ได้ของขวัญมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา ชีวิตของพวกเธอดีขึ้นตั้งแต่ที่มีปภพก้าวเข้ามาในบ้าน ทุกคนไม่ต้องเครียด กินอิ่มนอนหลับ มีเวลาคิดเรื่องเรียน ไม่ต้องเห็นพี่จ้อยแอบซึม ถ้าพี่จ้อยคือเสาหลัก เปรียบเป็นบ้านหลังหนึ่ง พวกเธอน้องๆ ก็ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง บางคนเป็นประตู บางคนเป็นหน้าต่าง พื้นบ้าน เสริมให้บ้านหลังนี้แข็งแรงไม่ล้มครืน วันนี้เป็นวันที่เห็นพี่น้องหัวเราะเสียงดัง มีความสุขกับเครื่องเล่น ไปกันครบหน้าทั้งแปดคน เจ้าจิ๋วที่กำลังซนเริ่มหัดเดินก็ไปกับเขาด้วย เสร็จแล้วพากันไปดูบ้านหลังเดิมแวะซื้อของฝากให้ ยายสมพร เพราะพวกเธอไม่ได้อยู่บ้านเดิมกันพักนี้ พี่จ้อยบอกว่าจะสร้างใหม่ เห็นเขากำลังก่อสร้างเริ่มขึ้นโครงร่างแล้ว ครอบครัวจับมือกันและมองบ้านที่เริ่มก่อสร้างอีกหนด้วยสายตาปลาบปลื้
“พักนี้อยู่บ้านได้แหะ”ปภพเอ่ยหยอกน้องชาย ปพลยิ้มน้อยๆ ส่งให้ ก่อนจะก้มหน้ารับประทานอาหารตรงหน้า ถ้าเขาไม่มีเรื่องในใจ คงจะสังเกตว่าพักนี้น้องชายดูซึมๆ แปลกไปไม่เหมือนเดิม อาหารเย็นวันนี้เขารับประทานมาแล้วกับวรวงศ์แวะเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศมาก่อนเข้าบ้าน“น้องอยู่บ้านได้ แต่แกออกบ้านบ่อยนะตาปริ้นซ์” มารดาเอ่ยมาเสียงนิ่ง มองจ้องลูกคนโตเขม็ง คนเล็กก็อย่าง คนโตก็อย่างไม่ได้ดั่งใจสักคน คนเล็กมีเรื่องให้นางต้องเคลียร์ไปสิบล้าน แถมนึกโมโห อีกอย่างแอบรู้สึกบาป ถ้าเกิดว่าเด็กนั่นมีหลานนางจริงๆ แล้วต้องไปทำแท้ง ต่อให้เรื่องไม่จริงก็รู้สึกไม่ดี คุณปณิตาหนีไปบวชมาเจ็ดวันถึงจิตใจสงบลง นางไม่คุยกับปพลเลย ลูกชายนั้นกลับบ้านทุกวัน พยายามคุยกับท่าน และไม่ไปค้างที่คอนโดอีก ส่วนแม่ทยิดานั่นก็ออกไปแบบทิ้งงาน ก็วุ่นวายกันอยู่บ้าง เพราะงานเอกสารต้องกลับมาต่อ มาเคลียร์กัน ต้องหาคนมาช่วย ตอนนี้ก็มีความวุ่นวายนิดหน่อยในออฟฟิศ เลขาของท่านเลยต้องไปช่วยเคลียร์งานฝั่งของปพลด้วย ให้ยืมไปใช้นั่นแหละ ตอนนี้ลูกชายยังไม่มีเลขา ให้หาคนให้อยู่แน่นอนว่าหนนี้ท่านจะคัดเลือกด้วยตัวเอง ไม่ไว้ใจปพลอีกแล้ว“ก็งานมันยุ







