LOGINในขณะที่ชื่อของ StrideX Group กำลังถูกสาดด้วยข่าวฉาวรายวัน จู่ ๆ สื่อออนไลน์ ก็ถูกเขย่าด้วยบทความที่ไม่มีใครตั้งตัว
ชื่อบทความนั้นคือ
“StrideX: ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังแบรนด์พันล้าน”ชื่อที่ฟังดูเหมือนจะเป็นแค่การวิจารณ์เชิงธุรกิจ
แต่เนื้อหาภายในกลับพุ่งเป้าไปที่อารัญโดยตรง ทั้งตัวเขา และรองเท้าที่กำลังเป็นกระแสของบริษัทในตอนนี้Quantum Prime
ประโยคเปิดที่ทำให้ทั้งวงการสะดุ้ง มีเพียงบรรทัดเดียว:
“ข่าวลือที่ว่าโครงการ Quantum Prime เป็นการต่อยอดจากโครงการที่ปิดตัวลงไปเมื่อ 20 ปี… และมีการฝังข้อมูลเอไอไว้ในรองเท้า”คำพูดสั้น ๆ เหมือนใบมีด พุ่งตรงไปที่ อารัญ ประธานบริษัทและหัวเรือใหญ่ของสินค้าระดับโลก Quantum Prime
เกมที่เริ่มขึ้นเมื่อสองปีก่อนอเล็กซี่ไม่ได้สนใจอารัญเพราะความหลงใหลอย่างที่ใครเข้าใจกัน เธอเป็นนักข่าวที่เฉียบคม มีชื่อเสียงด้านการล้วงความลับเชิงองค์กร และเขา คือเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงที่สุดในชีวิตเธอตอนที่เธอเริ่มเข้าใกล้อารัญ ทุกอย่างถูกวางแผนอย่างเยียบยล ตั้งแต่การสร้าง ความบังเอิญ ในงานสัมมนาธุรกิจ ไปจนถึงการแสดงภาพว่าเธอเป็นคนที่ สนใจในตัวเขา มากกว่างาน แต่ปัญหาคือ อารัญไม่ใช่คนที่ตกหลุมพรางง่าย
เขารับรู้ตั้งแต่แรกว่าเธอกำลัง เข้าหา ด้วยแรงจูงใจบางอย่าง
แต่แทนที่จะผลักไส เขากลับปล่อยให้เธอคิดว่าเขาไม่รู้เพราะบางครั้ง... การมองเห็นไพ่ของอีกฝ่าย โดยที่อีกฝ่ายคิดว่าเรามองไม่เห็น เป็นประโยชน์มากกว่า
อเล็กซี่เชื่อว่าเธอกำลังค่อย ๆ ได้ความลับบางอย่างจากเขา
ในขณะที่อารัญ กลับใช้เธอเป็นเหมือน เครื่องมือ ดูทิศทางของคนที่กำลังจับตาเขาอยู่เช่นกันสุดท้าย เมื่ออเล็กซี่รู้ตัวว่าเธอ ไม่ได้เข้าใกล้เขา แต่กำลังถูกเขาอ่านเกมอยู่ตลอด ความหลงใหลแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นเงียบ
และความแค้น… กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอเขียนบทความเปิดโปงทุกอย่างแต่ตอนนี้ ข่าววงในกลับแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว
ว่าอเล็กซี่ ไม่ได้วนเวียนอยู่ใกล้อารัญเหมือนในอดีตอีกต่อไปเธอกำลังมีความสัมพันธ์กับ คริส ฟอร์ด
เป็นหนึ่งในผู้บริหารของ StrideX Group
พี่ชายต่างมารดา ของ อารัญประธาน บริษัทนั่นทำให้ข่าวลือนี้… ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป
แต่มันกำลังกลายเป็น เกมแห่งผลประโยชน์ อำนาจ การหักหลังในเงามืดของบอร์ดบริหาร หรืออาจจะเป็นการแย่งชิงมรดกครั้งใหญ่ของตระกูลฟอร์ด
เพราะถ้าอเล็กซี่กำลัง คบหากับคริส จริง
นั่นหมายความว่า ข้อมูลภายในบริษัทอาจไม่ได้รั่วออกไปจากศัตรูภายนอก… แต่จากคนในและบทความเปิดโปงที่เธอปล่อยออกมา
อาจไม่ใช่แค่การทำข่าว แต่เป็น หมาก ที่วางร่วมกัน “แม่งเอ้ย… ว่าแล้วเชียว กลิ่นมันตุ ๆ”แนนซี่สบถเสียงต่ำทันทีที่อ่านจบบทความลับเกี่ยวกับอเล็กซี่ผู้หญิงคนเดิมที่เคยปล่อยข่าวทำร้ายชื่อเสียง ลิลินบทความนี้ถูกส่งมาให้เธอจากแหล่งข่าวไร้ชื่อ เหมือนใครสักคนอยากให้เธอ เห็นบางอย่าง ที่ปกติจะไม่มีวันรู้ได้เองทั้งที่ความจริงแล้ว เธอไม่ใช่นักสืบ ไม่ได้ทำคดีอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่ทุกอย่างมันเริ่มจากเพื่อนของเธอ… ที่ถูกใส่ความโดยสื่อใหญ่และอุบัติเหตุโดยไม่คาดฝัน
และตอนที่เธอแค่ ตั้งใจจะช่วย เรื่องมันกลับพาเธอเข้ามาลึกกว่าที่คิดไว้มาก เธอพยายามเชื่อมโยงข้อมูลทุกชิ้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลิลิน แต่ยิ่งค้น… ยิ่งรู้สึกว่าความจริงมันไม่ได้อยู่ตรงหน้าที่เห็น มีบางอย่างถูกปิดบังไว้ บางอย่างที่ ไม่ถูกต้อง ตั้งแต่ต้นเรื่องและตอนนี้ เส้นทางทั้งหมดที่เธอพยายามสืบสาว
กลับชี้ไปที่ชื่อเดิมซ้ำ ๆ“อเล็กซี่”
แนนซี่จ้องหน้าจออยู่เงียบ ๆ
พลางพึมพำกับตัวเองราวกับต้องการถอนความคิดออกมาดัง ๆ“หรือว่า… อารัญไม่ใช่คนที่ทุกคนเข้าใจกันเลย?”
“ผู้ชายที่ดูหล่อเนี้ยบ มีภาพลักษณ์มืออาชีพ สุภาพ ฉลาด... บางทีเขาอาจไม่ได้เป็น ‘คนดี’ อย่างที่เขายายามสร้างภาพก็ได้” “ไม่ๆ แนนซี่ เธอบ้าไปแล้ว อารัญเป็นคดี ”ฉันพึมพำกับตัวเองหัวใจเธอเต้นแรงขึ้น ไม่ใช่ เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังก้าวเข้าใกล้ ขอบเหวของอะไรสักอย่าง บางอย่างที่ใหญ่เกินคนธรรมดาจะเข้าไปยุ่งแล้วเดินออกมาได้ง่าย ๆ แต่ยิ่งคิด เธอยิ่งมั่นใจว่าเส้นทางของคำตอบอยู่ไม่ไกลถ้าจะรู้ว่าบทความที่หลุดออกมา มีของจริงแค่ไหน
ก็ต้องเริ่มจากคนที่เขียนมันขึ้นมาอเล็กซี่ ตัวแปรเดียวที่ยังไม่มีใครแตะต้องตรง ๆ
และตอนนี้… ถึงเวลาที่เธอต้องเป็นคนเริ่มก่อนแล้ว
ไม่รอช้า แนนซี่ลุกพรวด คว้ากระเป๋าสะพาย
ถึงเธอจะไม่ใช่นักสืบ แต่คนธรรมดาก็ สะกดรอย ได้เหมือนกัน ถ้ามีแรงจูงใจมากพอ“เอาล่ะ… ได้เวลาไปดูยัยอเล็กซี่ตัวเป็น ๆ กันหน่อย”
แล้วประตูห้องก็ถูกปิดลง ทิ้งความเงียบไว้เบื้องหลัง
พร้อมกับเกมใหม่… ที่เธอไม่รู้เลยว่ากำลังเสี่ยงเข้าไปในอะไรหน้าสำนักงาน Bangkok Insight แนนซี่ไม่ได้ยืนดักหรือเดินวนไปมาแบบในหนังสายลับ เธอเลือกนั่งที่ร้านกาแฟตรงข้ามอาคาร แก้วลาเต้ตรงหน้าเย็นจนเกือบละลาย แต่เธอแทบไม่ได้ดื่มแม้แต่ครึ่ง
แว่นกันแดดสีดำยังคงสวมอยู่ แม้จะนั่งในร้านที่ไม่ได้มีแดดส่อง
เพราะหน้าต่างกระจกบานใหญ่ทำให้เธอยังมองเห็นประตูบริษัทได้เต็มตา และในตอนนี้… เธอเฝ้าจับตาอเล็กซี่ อยู่เงียบ ๆเธอยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาเป็นรอบที่สิบกว่า บ่ายคล้อยกลายเป็นเย็น แสงอาทิตย์เริ่มเอียง เปลี่ยนสีเมืองเป็นโทนทองหม่น
อีกนิดเดียวเธอก็จะถอดใจแล้ว เพราะอเล็กซี่ยังไม่ออกมา
เพื่อนที่ช่วยก็ยังไม่ตอบข้อความ และกาแฟก็เริ่มขมขึ้นเรื่อย ๆ ตามอารมณ์ที่เริ่มไม่ดีของเธอแต่แล้ว เหมือนฟ้าจะยังไม่ปล่อยให้วันนี้เสียเปล่า
เธอเห็นอเล็กซี่ก้าวออกมาจากหน้าสำนักงาน ในช่วงนาทีก่อนที่ร้านจะเปิดไฟตอนพลบค่ำ และทันทีที่หญิงสาวคนนั้นเดินออกมา
รถหรูสีดำสนิทก็เคลื่อนมาจอดพอดี ไม่มีสัญลักษณ์บริษัท ไม่มีสติกเกอร์สื่อ เหมือนรถเงาที่ไร้ตัวตนอเล็กซี่ไม่ลังเลแม้ครึ่งวินาที เปิดประตู ก้าวขึ้นไปอย่างเคยชินแนนซี่วางแก้วกาแฟลงทันที หัวใจเต้นแรงกว่าเดิม เพราะเธอรู้ว่า ตอนนี้เรื่องมันไม่ใช่แค่ข่าว หรือบทความแฉอีกต่อไปแล้ว
ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
สายฝนกระหน่ำจนทุกอย่างรอบตัวพร่ามัว อารัญผลักประตูรถหรูสีดำออกโดยไม่รีรอ ก่อนกระโจนฝ่าสายฝนที่สาดซัดไม่ลืมหูลืมตา สูทสีเข้มบนร่างกำยำเปียกชุ่มแนบไปกับแผ่นอกกว้าง เม็ดฝนเกาะพราวบนเส้นผมและกรอบหน้าคมเข้ม ขณะที่เขาทรุดตัวลงข้างฉัน
หลังจากที่ Quantum Prime ประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่วัน ข่าวร้ายก็เหมือนสายฟ้าผ่าลงกลางสำนักงานใหญ่กลางพายุกระหน่ำ .. ในเช้าวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย ณ สำนักงานใหญ่ของ StrideX สายฝนเทกระหน่ำลงมาไม่หยุด เสียงหยดน้ำแข่งกับเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหน้าตึกกระจกสูงเสียดฟ้า เหล่าชายในสูทหรูใบหน้าเคร่งขรึม
หลังจากส่งแม่ได้พบกับความสงบชั่วนิจนิรันดร์แล้ว ความเงียบในบ้านยังคงอยู่ชั่วคราว แต่รอยยิ้มอ่อนโยนของแม่ยังอบอุ่นเป็นแสงสว่างให้ฉันในทุกๆวันยิ่งใกล้วันเปิดตัวแคมเปญใหญ่ของ ‘Quantum Prime’ชีวิตก็ยิ่งหมุนเร็วราวเครื่องจักรที่ไม่เคยพัก ทุกบทความ ทุกภาพ ต้องเป๊ะ ต้องดึงดูด ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ฉันอยู
ถึงแม้คำขู่ของอเล็กซี่จะทำให้ฉันชะงักไปชั่วครู่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใจฉันหวั่นไหวแม้แต่น้อยฉันมองว่ามันก็แค่เสียงหมาเห่าหอน จึงเพียงเบี่ยงตัวหลบ แล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจถุงข้าวต้มปลาในมือส่งกลิ่นหอมอบอวล ของโปรดขอ







