Mag-log inสายฝนกระหน่ำจนทุกอย่างรอบตัวพร่ามัว อารัญผลักประตูรถหรูสีดำออกโดยไม่รีรอ ก่อนกระโจนฝ่าสายฝนที่สาดซัดไม่ลืมหูลืมตา สูทสีเข้มบนร่างกำยำเปียกชุ่มแนบไปกับแผ่นอกกว้าง เม็ดฝนเกาะพราวบนเส้นผมและกรอบหน้าคมเข้ม ขณะที่เขาทรุดตัวลงข้างฉัน
“คุณ เป็นอะไรไหม!”
เสียงทุ้มของเขาสั่นพร่า แฝงทั้งความหวาดหวั่นและความกังวล
ฉันนั่งทรุดอยู่กับพื้น ร่างกายอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้ มือข้างหนึ่งกุมข้อเท้าที่เจ็บแปลบจนลมหายใจสะดุด เสียงครางหลุดออกมาจากลำคออย่างห้ามไม่อยู่
ด้านหลัง ชายในชุดกันฝนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเริ่มมีท่าทีลังเล เหมือนจะถอยเมื่อเห็นอารัญ ชายหนุ่มมาดเข้มที่อยู่ในสภาวะพร้อมปกป้องเต็มที่ ทว่าทันทีที่มีคนจากพวกเดียวกันก้าวเข้ามาสมทบ ท่าทีลังเลก็พลันเปลี่ยนเป็นวงล้อมที่ค่อยๆ กระชับเข้ามาอย่างน่าหวั่นใจ
อารัญลุกขึ้นยืนเต็มความสูงตรงหน้าพวกนั้น ความอ่อนโยนในดวงตาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยแววแข็งกร้าว ราวนักล่าที่พร้อมปะทะโดยไร้ความหวาดกลัว
การปะทะเกิดขึ้นแทบจะทันที อารัญชกหมัดแรกเข้าใต้คางคู่ต่อสู้ พอดีกับเสียงฟ้าผ่าที่ดังสนั่นเหนือหัว ฝนตกหนักจนพื้นสั่น แต่ฉันกลับมองเห็นแค่อารัญ ผู้ชายที่กำลังสู้สุดแรงเพื่อปกป้องฉันโดยไม่ลังเล
ไม่นานนัก ชายทั้งสองซึ่งแทบไม่มีทักษะการต่อสู้ก็ถอยหนีจนลับหายไปในม่านฝน เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ของอารัญ ท่ามกลางฝนที่ตกกระแทกพื้นไม่หยุด
เขาทรุดลงข้างฉันอย่างรวดเร็ว มือหนาอุ่นสั่นเล็กน้อยแตะแก้มฉันแผ่วเบา
“ลิลิน… คุณเป็นอะไรไหม”
เสียงทุ้มนุ่มของเขาอ่อนลงจนเกือบกลายเป็นกระซิบ
ฉันเงยหน้ามองดวงตาคู่นั้น เต็มไปด้วยความห่วงใย
มืออีกข้างก็กุมข้อเท้าตัวเองแน่นเพราะความเจ็บ พลางเอ่ยเสียงสั่น
“ข้อเท้าฉัน… พลิก”
อารัญกัดฟันแน่น ความกังวลสะท้อนบนใบหน้าคมของเขา
แต่ท่อนแขนกลับค่อยๆ ช้อนตัวฉันขึ้นอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไร… ผมจะไม่ปล่อยให้คุณเจ็บ”
คำพูดหนักแน่นของเขาดังก้อง แม้ฝนที่ตกกระหน่ำก็กลบเสียงสัญญานั้นไม่ได้
สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด ทว่าในอ้อมกอดของเขากลับอบอุ่นเสียจนฉันแทบลืมความหนาวไปหมดสิ้น ร่างสูงอุ้มฉันฝ่าสายฝนจนมาหลบอยู่ใต้ชายคาตึกร้างในตรอกแคบ ลมหายใจของเราชิดใกล้จนฉันรับรู้ได้ทั้งความอุ่นจากเขา… และความเย็นชื้นของฝนที่เกาะทั่วร่าง
นิ้วมือหนาอุ่นค่อยๆ ถอดรองเท้าฉันออก จากนั้นเลื่อนมาสัมผัสข้อเท้าที่บวมแดงอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำให้ฉันเจ็บไปมากกว่านี้ ฉันก้มหน้าหลบสายตาอ่อนโยนคู่นั้นทั้งที่หัวใจยังสั่น… ทว่าความรู้สึกกลับเต็มไปด้วยความอาลัย
กล้องของพ่อ… สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ฉันรักที่สุด ถูกน้ำเชี่ยวในคลองพัดหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เขามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ราวกับรับรู้ความเจ็บปวดทั้งหมดโดยฉันไม่ต้องเอ่ยสักคำ
“ลิลิน…”
เสียงทุ้มเรียกฉันเบาๆ
“ผมจะซื้อกล้องให้คุณใหม่เอง”
ฉันส่ายหน้า น้ำตาคลอเบ้า ทุกอย่างพร่า เสียงที่เปล่งออกมาสั่นสะเทือนจากใจ
“กล้องของพ่อฉัน… มันคือแรงบันดาลใจของฉัน”
อารัญสบตาฉันนิ่งไปชั่วครู่ เหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้น
ปัง!
เสียงปืนดังแหวกฝนขึ้นมาอย่างกะทันหัน กระสุนเฉียดผนังด้านหลังไปเพียงคืบ
พวกมันกลับมาอีกครั้ง
อารัญไม่รอช้า เขาช้อนตัวฉันขึ้นแนบอก จากนั้นวิ่งฝ่าสายฝนตามตรอกแคบ เสียงฝีเท้าที่ไล่ตามอยู่ด้านหลังดังไม่หยุดราวกับฝันร้าย สายฝนตกหนักยิ่งกว่าเดิมกลบเสียงรอบข้างจนพร่ามัว แต่ท่ามกลางความสับสนทั้งหมด ฉันกลับได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นอยู่ข้างใบหู… ชัดเจนเหลือเกิน
เราเลี้ยวเข้ามาแอบหลบหลังต้นไม้ใหญ่กลางตรอกเงียบๆ ลมหายใจของเราทั้งคู่หนักและถี่ แต่เขาก็ยังประคองฉันไว้แน่น อารัญปลดเสื้อหนาออกอย่างรวดเร็ว แล้วคลุมลงบนศีรษะฉันทันที
“อย่าขยับ” เขากระซิบเบา เสียงทุ้มแผ่วเหมือนลมหายใจอุ่นๆ สัมผัสผิว
ไม่นานพวกมันก็วิ่งผ่านไป ทิ้งไว้เพียงเสียงฝนกระทบใบไม้และลมหายใจแผ่วสั่นของเรา
อารัญทรุดตัวลงข้างฉัน แล้วเคลื่อนมือหนาขึ้นโอบร่างฉันที่สั่นทั้งเพราะความหนาวและความหวาดกลัว ในจังหวะที่เขาขยับแขน ฉันเห็นเลือดสีเข้มซึมออกจากเสื้อเชิ้ต
“คุณ… เลือดไหล” ฉันเอ่ยเสียงสั่น
เขาหันมองเพียงแวบเดียว แล้วส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“ผมไม่เป็นไร แค่เฉียดไป”
ฉันยื่นมือไปแตะแขนเขาเบาๆ ดวงตาคมที่เมื่อครู่ดุดันราวคมมีดกลับอ่อนโยนลงเมื่อสายตาเราประสานกันความอบอุ่นแล่นวาบขึ้นจนล้นอก ลมหายใจของเราวนเวียนใกล้กันเกินกว่าจะปฏิเสธแรงดึงดูดบางอย่างที่เริ่มเชื่อมเราไว้โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่ง เสียงฝนที่ซาลงจนเหลือเพียงละอองบางเบากลายเป็นฉากหลังที่แทบไม่ส่งเสียง
เขาโน้มตัวเข้ามา ริมฝีปากหนาประทับลงบนริมฝีปากฉันอย่างนุ่มนวล แล้วค่อยๆผละออกเพียงเล็กน้อยเพื่อเอ่ยถ้อยคำที่หนักแน่นจนหัวใจฉันสั่น
“ขอให้คุณไว้ใจผม”
เขามองลึกเข้ามาในดวงตาฉัน ราวกับต้องการสลักถ้อยคำนี้ลงไปในหัวใจฉันอย่างถาวร
“ผมจะปกป้องคุณเอง”
สายตาคู่นั้นมั่นคงจนฉัน… เผลอเชื่อเขาไปทั้งใจ
“ผมมีเพนท์เฮาส์อยู่แถวสุขุมวิท” เขาเอ่ยต่อ “คุณไปอยู่ที่นั่นก่อน จนกว่าจะปลอดภัยกว่า”
ฉันมองหน้าเขา ชายที่เพิ่งเสี่ยงชีวิตเพื่อฉัน คนที่ดูห่างไกลในตอนแรกจนแทบแตะไม่ถึง แต่ตอนนี้กลับอยู่ใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นเป็นจังหวะเดียวกับของฉัน
สายฝนซา เหลือเพียงละอองเบา ๆ ในความเงียบงันของตรอกแคบกลางเมืองฉันกำลังจะเอ่ยคำขอบคุณ ทว่าก่อนเสียงจะหลุดจากริมฝีปาก แสงไฟจากปลายตรอกก็วาบขึ้น ไฟหน้ารถที่แล่นเข้ามาช้า ๆฉันมองแสงไฟที่ใกล้เข้ามา หัวใจเต้นแรงไปตามจังหวะ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความกลัว…หรือเพราะมือของอารัญที่กระชับฉันแน่นขึ้นกว่าเดิม
ประตูรถเปิดออกอย่างเร่งรีบ ชายร่างสูงในชุดสูทดำวิ่งเข้ามา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านประธานครับ!” เสียงแรกดังขึ้นตะกุกตะกัก
“พวกเราขอโทษที่มาช้าครับ เจ้านาย!” อีกเสียงรีบเสริมแทบจะซ้อนคำ
อารัญขยับโอบฉันให้แนบชิดเข้ามาอีก ก่อนตอบลูกน้องด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบจนทั้งสองคนชะงัก
“ฉันไม่เป็นไร”
“รู้ไหมครับ…พวกมันเป็นใคร?”
“ขอโทษครับ เรายังยิงไม่โดนตัวครับ” ชายอีกคนรายงาน เสียงเบาราวกับถูกกดทับด้วยความหวาดหวั่น
อารัญสบตาพวกเขาเพียงครู่เดียว ดวงตาวาวลึกเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักชะตาของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“ไปตามล่าพวกมันมา ให้เร็วที่สุด”
ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
เช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด
“ผมตามคุณลิลินไปครับ… แล้วเจอเธอนอนหมดสติอยู่ที่คอนโดของพ่อเธอ ‘โฮชิคาวะ’ ครับ ”วรากรรายงานอารัญด้วยเสียงเรียบ แต่สัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก
นิ้วเรียวดันบานประตูให้เปิดออกภายในห้องเงียบสงบ ทุกอย่างยังคงวางอยู่อย่างเรียบง่ายในตำแหน่งเดิม ทว่ากลับให้ความรู้สึกว่างเปล่า ราวกับเวลาได้ถูกตรึงไว้ตั้งแต่วันที่ใครบางคนจากไป
เวลาผ่านไปรวดเร็วราวกับมีใครกดปุ่มกรอชีวิตให้ฉันข้ามช่องว่างนั้นมาทันทีที่ประตูรถเปิดออก เบื้องหน้าคือเพนต์เฮาส์หรูหรากลางใจเมือง งดงามราวกับฉากหนึ่งในชีวิตของใครบางคน…แต่อาจไม่ใช่ของฉัน“ถึงแล้วครับ” อารัญผายมือพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกฉันยืนนิ่ง เท้าเหมือนถูกตรึงกับพื้น มือกำชายเสื้อแน่น เมื







