ログインเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามก้อง กรีดผ่านอากาศราวกับตอกย้ำคำขู่ไม่ให้ฉันเฉียดเข้าใกล้ สายตาล็อกเป้ามาที่ฉันราวดั่งเหยื่อที่ไม่มีทางหลบหนี ก่อนที่รถจะพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นควันดำลอยคลุ้งอยู่กลางอากาศ
ฉันยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามบังคับหัวใจให้สงบลงเมื่อแน่ใจแล้วว่าพวกมันคงไม่ตามมา ฉันจึงรีบสาวเท้าเข้าคอนโดทันที
มือสั่นเทา ควานหากุญแจในกระเป๋า เสียงกุญแจกระทบกันเบา ๆ ขณะที่ฉันพยายามหาดอกที่ถูกต้อง แต่แล้วความสงสัยก็แล่นวาบขึ้นมา… เพราะเพียงแค่บิดกุญแจครั้งเดียว ประตูกลับเปิดออกอย่างง่ายดายสัญญาณเตือนในหัวว่า มีบางอย่างผิดปกติ มือฉันสั่นเล็กน้อยขณะจับลูกบิด แล้วค่อย ๆ ผลักประตูเข้าไปภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ขาแทบหมดแรง
ห้องทั้งห้องถูกรื้อกระจุย ราวกับมีใครค้นหาบางอย่างอย่างบ้าคลั่งฉันยกเท้าก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง ดวงตากวาดมองรอบห้องด้วยความงุนงงและไม่เชื่อสายตาหัวใจเต้นแรงในอก ขณะที่ฉันก้าวลึกเข้าไปยังห้องส่วนตัว
คำถามเดียววนเวียนอยู่ในหัว… เกิดอะไรขึ้นกันแน่จนเมื่อเดินไปถึงด้านในสุด ‘ห้องล้างฟิล์ม’
ห้องขนาดเล็กสว่างด้วยแสงไฟสีแดงสลัว กระจายตัวทั่วทุกมุม ผนังบุด้วยวัสดุกันแสงสีดำด้าน ปิดกั้นไม่ให้แสงภายนอกเล็ดลอดเข้ามาฉันยืนนิ่ง มองไปรอบห้อง พยายามทำใจรับภาพตรงหน้า
บนโต๊ะเรียงรายด้วยอุปกรณ์ล้างฟิล์ม ถังน้ำยา และขวดสารเคมีที่ตั้งกระจัดอยู่ทั่ว
ถาดล้างฟิล์มบางใบยังมีน้ำขุ่นปนเศษฟิล์มลอยอยู่ ม้วนฟิล์มบางส่วนถูกแขวนบนเชือกเพื่อให้แห้ง ขณะที่บางม้วนขาดกลางทาง ห้อยต่องแต่งเหมือนซากสิ่งของที่ถูกทิ้งไว้ค้างคาฉันก้าวต่อไปอีกไม่กี่ก้าว แล้วภาพหนึ่งก็ทำให้ลมหายใจสะดุด
ภาพแม่… ในเช้าที่สดใส นั่งตรงมุมเดิม
ภาพที่ฉันเคยเก็บไว้อย่างทะนุถนอม ตอนนี้วางอยู่บนพื้น ราวกับสิ่งไร้ความหมาย“ไม่…” เสียงที่หลุดออกมาแผ่วเบาแทบไม่พ้นลมหายใจ
ความชาแล่นผ่านปลายนิ้ว ฉันถอยหลังแล้วทรุดลงข้างโต๊ะโดยไม่รู้ตัว
ฉันกำมือแน่น พยายามรวบรวมสติ สูดลมหายใจเข้าลึกแต่หางตาก็เหลือบไปเห็น… โน้ตบุ๊กที่ยังเปิดค้างอยู่
มือเริ่มสั่น ใจเต้นแรงทุกครั้งที่ยกเมาส์ ค่อย ๆ เลื่อนไปทีละนิด เสียงคลิกดังแผ่ว… ในความเงียบที่กดทับห้องทั้งห้องโฟลเดอร์ภาพงานทั้งหมดดูเหมือนยังอยู่ครบ…
แต่บางอย่างในใจกลับบอกว่า ไม่ใช่ฉันเลื่อนเมาส์ตรวจทีละไฟล์ เสียงคลิกดังก้องในความเงียบราวกับหัวใจตัวเอง
แล้วจู่ ๆ ช่องว่างเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นในรายชื่อไฟล์ หัวใจฉันเย็นวาบ ร่างแข็งค้างตรงนั้นบางไฟล์… หายไป
หนึ่งในนั้นคือไฟล์ชื่อ “Gala_VIP_25” ฉันมองชื่อนั้นนิ่ง ๆ ความคิดสับสนตีวนในหัว ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะฉันรู้ดีว่า ใครก็ตามที่ลบมันไป… เขา ต้องการบางอย่างแน่ ๆจู่ ๆ เสียงริงโทนเพลงสากลดังขึ้น แทรกความเงียบในห้อง
ฉันหันไปมองกระเป๋าที่วางอยู่ตรงมุม มือสั่นกับหัวใจที่เริ่มเต้นแรง เสียงริงโทนนี้… ตั้งไว้สำหรับแนนซี่ เธอไม่เคยโทรหาฉัน หากไม่รีบด่วนจริง ๆ“ฮัลโหล แนนซี่”
“ลิลิน แก! ด่วนมาก!” เสียงแนนซี่กระแทกหูฉัน “ภาพแกกับประธานคนสนิท… จาก Bangkok Insight พาดใหญ่โต แกลองเปิดดูสิ!”ฉันสตั้นไปสองสามวิ ราวกับกำลังปรับอารมณ์สองเหตุการณ์ที่ชุลหุกในเวลาไล่เลี่ย
“…โอเค แนนซี่”“เกิดอะไรขึ้น ลิลิน ทำไมข่าวพาดแบบนั้น ใครเล่นงานแกอยู่”
เสียงแนนซี่ยังดังก้องในลำโพงมือถือ ขณะที่ฉันพยายามทำใจให้สงบ มืออีกข้างเลื่อนเมาส์ คลิกเข้าไปที่ช่องค้นหา และพิมพ์… Stride X ติ้งช็อก! ช่างภาพคนสนิทประธานอารัญถูกสงสัยปล่อยข้อมูลลับบริษัท รวมถึงภาพงานอีเวนต์ส่วนตัวสู่สาธารณะ
ความมั่นคงของบริษัทลดลงทันที ความตึงเครียดกับพันธมิตรพุ่งสูง นักวิเคราะห์เตือนว่า หากข้อสงสัยเป็นจริง นี่อาจเป็นการหักหลังบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และภาพของฉันท่ามกลางสื่อในงานเปิดตัว Quantum Prime ปรากฏอยู่ใต้พาดหัวข่าวนั้นหัวใจฉันร่วงวูบ แสงขาวเย็นจากคอมพิวเตอร์ทาบลงบนผิวที่ชาไปทั้งร่าง
มือแข็งค้างเหนือเมาส์ สติหมุนวนกับคำถามนับไม่ถ้วนใครกันแน่… ที่กำลังเล่นเกมนี้อยู่?
“ลิลิน แกยังอยู่ไหม.” เสียงปลายสายของแนนซี่ดึงสติฉันกลับมา
“เดี๋ยวไว้เจอกัน ฉันมีอะไรต้องจัดการยิดหน่อย บาย”ทันใดนั้น… ปัง!
เสียงประตูหน้าห้องดังก้อง ฉันหันขวับไปทันทีชายสองคนในฮู้ดดำ คนเดียวกับที่ขี่มอไซค์เมื่อครู่ พุ่งเข้ามาในห้อง
พวกมันเดินตรงมาหาฉันด้วยท่าทีแข็งกร้าว ไม่เป็นมิตรแม้แต่น้อย“พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร!” ฉันพยายามกลั้นเสียงไม่ให้สั่น
คนหนึ่งถมึงทึงสวนกลับทันที
“ไฟล์ภาพนั้นอยู่ไหน เอาคืนมา!”“มันหายไปแล้ว! ฉันไม่รู้!” ฉันตะโกนตอบ ทั้งที่ในอกบีบรัดเหมือนถูกกำปั้นบีบแน่น
หนึ่งในร่างใหญ่ยื่นมือหมายคว้าตัวฉัน
สัญชาตญาณสั่งให้ขยับ ฉันคว้าขวดน้ำยาที่อยู่ใกล้มือที่สุด ปาใส่มันอย่างไม่ยั้งคิด ข้าวของรอบตัวถูกฉันคว้าโยนใส่โดยไม่เลือก“แก! ทำลายกล้องตัวโปรดฉัน!”
ฉันถอยหลังคว้าไม้เบสบอลของพ่อ ยกขึ้นทั้งเป็นกำบังและอาวุธในมือที่สั่นเทา
จังหวะหนึ่ง แรงถีบจากด้านข้างส่งฉันล้มกระแทกพื้น โต๊ะล้มครืน กระเด็นกลิ้ง ฟิล์มกระจายเต็มพื้นราวสายฝนสีเงิน“หยุด!” เสียงตะโกนขาดกลางความโกลาหล
แสงจากหน้าประตูสว่างจ้า… หนุ่มหล่อในสูทเข้ม อารัญ ก้าวเข้ามาท่าทีมั่นคง
มือข้างหนึ่งชักปืนขึ้นลำ เล็งตรงไปยังพวกฮู้ดทั้งสอง พวกมันชะงัก มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนถอยร่น วิ่งหนีออกประตู เสียงประตูปิด ปัง! ดังสะท้อนก้องทั่วห้อง“ผมตามหาคุณ… ลิลิน”
อารัญย่อตัวลงตรงหน้า มือหนาแตะแขนฉันเบา ๆฉันนั่งช็อกอยู่กับพื้น หัวใจยังเต้นแรง มือสั่นกับเศษฟิล์มกระจัดกระจาย
ความตื่นตระหนกเริ่มลดลง แต่ความงุนงงและคำถามในใจยังคงชัดเจน“คุณต้องอยู่ที่เพนต์เฮ้าส์ไปก่อนนะ อย่าเพิ่งกลับมาที่นี่อีกเลย”
ฉันพยักหน้ารับ ข่มความกลัวไว้ในอก แต่สายตาและหัวใจยังคงเต็มไปด้วยคำถามที่ไร้คำตอบโทรศัพท์บนพื้นสั่นขึ้นฉับ
ร่างฉันหยุดชะงักเมื่ออ่านข้อความสั้น ๆ ปรากฏบนหน้าจอ:“อัปโหลดเสร็จแล้ว”ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
“ลิลิน…”เสียงเรียกอ่อนโยนดังก้องในห้องว่างเปล่า..ฉันยืนอยู่ลำพัง เลื่อนสายตารอบห้อง ทุกสิ่งดูคุ้นเคยแต่พร่าเลือนราวกับความทรงจำที่ยังโหลดไม่เสร็จมุมหนึ่ง แสงส้มจากโคมไฟทาบลงบนใบหน้าอ่อนโยนของหญิงชรา เธอมองฉันด้วยดวงตาเปี่ยมด้วยความรัก อบอุ่นจนหัวใจฉันสั่นไหวจากนั้น ชายอีกคนก้าวออกมาจากมุมด้านใน
“ดูมีพิรุธ… ต้องตามไปดูให้รู้เรื่องสักหน่อย กำลังเล่นอะไรกันอยู่ ยัยอเล็กซี่” แนนซี่พึมพำกับตัวเอง พอคิดได้ก็รีบยื่นมือออกไปโบกแท็กซี่
ในขณะที่ชื่อของ StrideX Group กำลังถูกสาดด้วยข่าวฉาวรายวัน จู่ ๆ สื่อออนไลน์ ก็ถูกเขย่าด้วยบทความที่ไม่มีใครตั้งตัวชื่อบทความนั้นคือ
ภาพในหัววนซ้ำราวกับกดปุ่มรีเพลย์ การไล่ล่า การสูญเสีย และเสียงเตือนของแม่ที่ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้งอย่าเอาตัวเองไปยุ่งกับคนพวกนั้นแม่หมายถึงใครกันแน่?






