Beranda / เมือง / เลนส์รักในเงาไฟนีออน / บทที่14.สายตาที่พูดแทนใจ

Share

บทที่14.สายตาที่พูดแทนใจ

Penulis: Luna of The Sea
last update Tanggal publikasi: 2025-11-24 18:59:15

แสงแฟลชจากกล้องวูบวาบถี่ยิบ ราวกับเสียงกระสุนปืนที่สาดใส่ ไม่หยุด นักข่าวนับสิบยืนเบียดเสียดกันหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ รอเพียงจังหวะที่เขาจะก้าวออกมา

ทันทีที่ประธานหนุ่มในสูทสีเข้มปรากฏตัว ก้าวเดินอย่างมั่นคงพร้อมการ์ดขนาบข้าง สายตาทุกคู่ก็หันมาที่เขาทันที เสียงคำถามดังระงม แข่งกับเสียงชัตเตอร์ที่ไม่เคยหยุดพัก

“มีคนในหักหลังคุณจริงหรือไม่ครับ?”

“ศัตรูที่ว่าหมายถึงคู่แข่งทางธุรกิจใช่ไหม?”

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแก้แค้นส่วนตัว หรือการลอบสังหารบิดาของคุณเมื่อปีที่แล้วหรือเปล่าครับ?”

คำถามของนักข่าวยิ่งทวีความรุนแรง ราวกับต้องการคำตอบบางอย่างจากปากของCEOหนุ่ม แต่เขายังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ก้าวฉับ ๆ แหวกฝูงนักข่าวที่เบียดขวางทาง ด้วยสีหน้าเรียบเย็น

จนกระทั่งเขาเกือบจะก้าวขึ้นรถ เสียงของนักข่าวหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นเหนือเสียงทั้งหมด  ชัดถ้อย ดุดัน และ ท้าทาย

“ช่างภาพคนสนิทของคุณเป็นคนล้วงความลับของโครงการ Quantum X เธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย…ใช่ไหม?”

เสียงนั้นดังชัดเหนือความวุ่นวาย มาจาก อเล็กซี่  นักข่าวสาวชื่อดังในชุดสูทสีเทาเข้ม เธอยืนถือไมโครโฟนด้วยท่วงท่ามั่นใจ ดวงตาเป็นประกายวาววับราวนักล่าที่ได้กลิ่นเหยื่อ เธอจ้องตรงมาที่เขาแน่วนิ่ง ไม่หลบสายตาแม้แต่นิด

อารัญ ชะงักเท้า  แค่ชั่วพริบตาเดียว แต่เพียงพอให้กล้องทุกตัวพร้อมใจกันลั่นชัตเตอร์ระรัว เสียงแฟลชวาบซ้ำราวฟ้าผ่า เขาหันมองเธอ  ดวงตาคมเข้มฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน ริมฝีปากขบแน่น ก่อนจะปล่อยลมหายใจหนัก ๆ ออกมาโดยไม่เอ่ยคำใด

อเล็กซี่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากคลี่ยิ้มจาง ๆ อย่างคนที่รู้ดีว่าตัวเองเพิ่งแตะต้อง “จุดต้องห้าม”

อารัญสะบัดหน้า หันกลับแล้วก้าวยาวขึ้นรถลีมูซีนสีดำเงาที่จอดรออยู่ ประตูปิดลงอย่างเงียบงัน รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าอาคาร ทิ้งไว้เพียงแสงแฟลชที่ยังไล่ตามไม่หยุด ราวกับพยายามจะจับภาพ ความลับ ที่ไม่มีใครกล้าเปิดเผย

***

บนเพนต์เฮาส์ใจกลางกรุงเทพฯ

ฉันลากปลายนิ้วไล้ไปตามขอบโต๊ะและชั้นวางอย่างเผลอใจ สัมผัสเย็นเรียบของหินอ่อนตัดกับอากาศอุ่นในห้องกว้างที่หรูหรา

ฉันเดินทอดน่องช้า ๆ สายตามองไปรอบ ๆ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเรียบหรู เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นสะท้อนรสนิยมและอำนาจของเจ้าของ

แต่ในความสมบูรณ์แบบนั้น กลับมีบางอย่างที่ขาดหายไป

เสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้มีเพียงไม่กี่ชุด

รูปถ่ายบนผนังก็มีเพียงไม่กี่ใบ และในทุกภาพ เขาดูราวกับโดดเดี่ยวอยู่เสมอ แม้จะถูกโอบล้อมด้วยความสำเร็จก็ตามที แววตาในภาพนั้นกลับเย็นชาและว่างเปล่า ราวกับซ่อนปมบางอย่างไว้ในใจ

ฉันยืนมองภาพนั้นอยู่นาน ความเงียบค่อย ๆ ซึมลึกจนหลงเหลือเพียงคำถามเต็มหัว

ที่นี่… กว้างขวางและโอ่อ่า ทว่าให้ความรู้สึกราวกับเป็นแค่ที่พักชั่วคราว ไม่ใช่บ้านของใครจริง ๆ ความสงัดแผ่คลุมทั่วห้อง ผสานกับกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขากลิ่นที่ทั้งเย็นชาและน่าค้นหาในคราวเดียวกัน

ติ้ง… ต่อง…

พลันเสียงลิฟต์ดังแผ่วแทรก ทำให้ฉันสะดุ้งและหันตามไปทันที

ประตูลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก…

ชายหนุ่มร่างสูงในสูทสีเข้ม อารัญ เจ้าของเพนต์เฮาส์ ยืนเด่นอยู่ตรงนั้น แสงไฟเหนือศีรษะสะท้อนบนกล่องของขวัญสีเงินขนาดใหญ่ในมือ  ดวงตาคมลึกจ้องมาที่ฉันไม่วางราวเหมือนตรึงให้ฉันอยู่กับที่

แล้วเสียงทุ้มต่ำเพียงประโยคเดียวก็ทำให้หัวใจฉันสะท้าน

“สำหรับคุณ”

“สำหรับฉัน…เหรอ?” ฉันถามเสียงแผ่ว ทั้งที่รู้สึกได้ชัดว่าลมหายใจของตัวเองเริ่มสั่น

“ใช่ครับ… ลองแกะดูสิ”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงประกายบางอย่างที่ทำให้โลกทั้งใบต้องหยุดฟัง

เขาวางกล่องลงตรงหน้า ฉันนั่งลงบนโซฟา ปลายนิ้วลากผ่านกระดาษห่อเนียนวาวที่สะท้อนแสงอุ่นจากโคมไฟ ริบบิ้นสีเงินค่อย ๆ คลายออก เสียงกระดาษขยับเบา ๆ ดังชัด

ภายในกล่องคือกล้อง Canon รุ่นล่าสุด พร้อมเลนส์ครบชุด ทุกชิ้นจัดวางอย่างประณีตเกินกว่าจะเป็นของขวัญธรรมดา กล่องดีไซน์หรูบุด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์เนื้อนุ่ม รายละเอียดทุกส่วนบอกชัดถึงราคาและการคัดสรรมาอย่างดี

ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกสับสนผสมหวั่นไหวค้างอยู่ในอก

แล้วเอ่ยเสียงแผ่วราวกระซิบ

“กล้องเหรอ…”

อารัญเพียงยกมุมปากเล็ก ๆ ดวงตาคมยังคงนิ่งเหมือนเคย ฉันมองของตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ เบือนสายตาไปยังผนังกระจกขนาดใหญ่ มองแสงไฟระยิบระยับของค่ำคืน

“ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก…”

เสียงของฉันแผ่วแต่หนักแน่น ราวกำแพงบางอย่างที่ฉันสร้างขึ้นไม่ใช่เพื่อต่อต้านเขา แต่เพื่อปกป้องตัวเองและความทรงจำที่สำคัญเกินกว่าจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งใด

ฉันลุกขึ้น เดินเข้าไปใกล้กระจก มองออกไปจนสุดสายตา

ทว่าความคิดกลับวนไปยังอดีตที่ไม่มีวันกลับมา

ของขวัญชิ้นนี้ มันมีมูลค่ามากแค่ไหน

ก็ไม่อาจทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปแล้วได้

พ่อ… คือแรงผลักดันที่ทำให้ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้

แม่… คือแสงสว่างที่คอยพยุงหัวใจฉันในวันที่มืดที่สุด.

ฉันคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน

กล้องตัวนั้นหายไปพร้อมสายน้ำในลำคลองคืนก่อน

และคอนโดหลังเล็ก ๆ ที่ฉันเคยอยู่ มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ สิ่งเดียวที่ยังยืนยันได้ว่า ความรักครั้งนั้นมีอยู่จริง

ไม่ใช่แค่ภาพในความทรงจำ แต่คือร่องรอยสุดท้ายของครอบครัวที่พร้อมหน้าและความสุข ของตรงหน้าอาจสวยงาม มีค่า และถูกเลือกอย่างตั้งใจ  แต่ไม่มีสิ่งไหน… สามารถมาแทนสิ่งที่หัวใจฉันเคยสูญเสียได้เลย

เขาเดินเข้ามาใกล้ ยืนเคียงข้างฉันเงียบ ๆ ชั่วอึดใจ แล้วเอ่ยเสียงนุ่มและมั่นคง

“ผมรู้ดี… ว่าสิ่งที่คุณเสียไป ไม่มีอะไรทดแทนได้”

เขาหยุดชั่วขณะ แล้วหันหน้ามองมาที่ฉัน

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทดแทนสิ่งนั้น แต่ผมอยากมอบสิ่งนี้ให้ ด้วยความจริงใจ”

ดวงตาคมลึกของเขาเหมือนกำลังอ่านทุกความรู้สึกที่ฉันซ่อนไว้

“ผมมองเห็นตัวตนของคุณ ผ่านเรื่องราวที่คุณถ่ายทอดในภาพถ่าย… ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเป็นคนเลือกมันเอง”

เสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนราวกับทุกคำพูดถูกชั่งน้ำหนักมาอย่างละเอียด และฉันรู้ทันทีว่า ของขวัญตรงหน้านี้ไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจ และความใส่ใจที่เขาเก็บไว้โดยไม่พูดออกมา

เขาย้ำอีกครั้งด้วยความเชื่อมั่น

“รับมันไว้เถอะครับ”

และนั่นทำให้ฉันรู้ว่า… คงไม่อาจปฏิเสธได้

 “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น… ผมอยู่ตรงนี้ ขอให้ไว้ใจผม”

ประโยคนั้นเหมือนทำให้จังหวะลมหายใจฉันหยุดชงัก สายตาเราประสานกัน นิ่ง ลึก และจริงจังเกินกว่าจะเป็นเพียงคำปลอบใจธรรมดา  ความเงียบระหว่างเรากลายเป็นเสียงดังที่สุดในห้อง

แต่แล้ว เสียงรองเท้าหนังหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำลายบรรยากาศทั้งหมดราวกับกระจกแตก

“ท่านประธานครับ”

เลขาชายก้าวเข้ามา ใบหน้าสงบนิ่ง แต่ท่าทางรีบร้อนชัดเจน

เขายื่นโทรศัพท์ให้ด้วยสองมืออย่างเคารพ

“สายด่วนครับ”

อารัญรับโทรศัพท์พลางพยักหน้ารับ สายตาที่เคยจดจ่ออยู่กับฉันค่อย ๆ หลุดออกไป รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากเลือนหายราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

เขาแนบโทรศัพท์กับหู นิ่งฟัง ไม่พูด

แต่ร่องคิ้วที่ขมวดเข้าหากันกลับบอกทุกอย่างแทน จากนั้น…คำพูดเดียวก็หลุดออกมา ช้า ต่ำ และหนักจนราวกับอากาศทั้งห้องเปลี่ยนสี

“ไม่… มันเป็นไปไม่ได้”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่34.ในเฟรมเดียวกัน

    ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที33.คำตอบของหัวใจ

    เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่32 จุดอ่อนของอารัญ

    หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่31.เพียงลำพังกับหัวใจ

    เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่30.ระยะห่าง

    หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่29.ปิดเกม

    บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่28.รอยร้าวระหว่างเรา

    ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่…

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่27.แผ่นฟีล์มที่หายไป

    ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่26.ราคาของอเล็กซี่

    ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่25.ซองสีน้ำตาล

    มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status