หน้าหลัก / เมือง / เลนส์รักในเงาไฟนีออน / บทที่14.สายตาที่พูดแทนใจ

แชร์

บทที่14.สายตาที่พูดแทนใจ

ผู้เขียน: Luna of The Sea
last update วันที่เผยแพร่: 2025-11-24 18:59:15

แสงแฟลชจากกล้องวูบวาบถี่ยิบ ราวกับเสียงกระสุนปืนที่สาดใส่ ไม่หยุด นักข่าวนับสิบยืนเบียดเสียดกันหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ รอเพียงจังหวะที่เขาจะก้าวออกมา

ทันทีที่ประธานหนุ่มในสูทสีเข้มปรากฏตัว ก้าวเดินอย่างมั่นคงพร้อมการ์ดขนาบข้าง สายตาทุกคู่ก็หันมาที่เขาทันที เสียงคำถามดังระงม แข่งกับเสียงชัตเตอร์ที่ไม่เคยหยุดพัก

“มีคนในหักหลังคุณจริงหรือไม่ครับ?”

“ศัตรูที่ว่าหมายถึงคู่แข่งทางธุรกิจใช่ไหม?”

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแก้แค้นส่วนตัว หรือการลอบสังหารบิดาของคุณเมื่อปีที่แล้วหรือเปล่าครับ?”

คำถามของนักข่าวยิ่งทวีความรุนแรง ราวกับต้องการคำตอบบางอย่างจากปากของCEOหนุ่ม แต่เขายังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ก้าวฉับ ๆ แหวกฝูงนักข่าวที่เบียดขวางทาง ด้วยสีหน้าเรียบเย็น

จนกระทั่งเขาเกือบจะก้าวขึ้นรถ เสียงของนักข่าวหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นเหนือเสียงทั้งหมด  ชัดถ้อย ดุดัน และ ท้าทาย

“ช่างภาพคนสนิทของคุณเป็นคนล้วงความลับของโครงการ Quantum X เธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย…ใช่ไหม?”

เสียงนั้นดังชัดเหนือความวุ่นวาย มาจาก อเล็กซี่  นักข่าวสาวชื่อดังในชุดสูทสีเทาเข้ม เธอยืนถือไมโครโฟนด้วยท่วงท่ามั่นใจ ดวงตาเป็นประกายวาววับราวนักล่าที่ได้กลิ่นเหยื่อ เธอจ้องตรงมาที่เขาแน่วนิ่ง ไม่หลบสายตาแม้แต่นิด

อารัญ ชะงักเท้า  แค่ชั่วพริบตาเดียว แต่เพียงพอให้กล้องทุกตัวพร้อมใจกันลั่นชัตเตอร์ระรัว เสียงแฟลชวาบซ้ำราวฟ้าผ่า เขาหันมองเธอ  ดวงตาคมเข้มฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน ริมฝีปากขบแน่น ก่อนจะปล่อยลมหายใจหนัก ๆ ออกมาโดยไม่เอ่ยคำใด

อเล็กซี่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากคลี่ยิ้มจาง ๆ อย่างคนที่รู้ดีว่าตัวเองเพิ่งแตะต้อง “จุดต้องห้าม”

อารัญสะบัดหน้า หันกลับแล้วก้าวยาวขึ้นรถลีมูซีนสีดำเงาที่จอดรออยู่ ประตูปิดลงอย่างเงียบงัน รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าอาคาร ทิ้งไว้เพียงแสงแฟลชที่ยังไล่ตามไม่หยุด ราวกับพยายามจะจับภาพ ความลับ ที่ไม่มีใครกล้าเปิดเผย

***

บนเพนต์เฮาส์ใจกลางกรุงเทพฯ

ฉันลากปลายนิ้วไล้ไปตามขอบโต๊ะและชั้นวางอย่างเผลอใจ สัมผัสเย็นเรียบของหินอ่อนตัดกับอากาศอุ่นในห้องกว้างที่หรูหรา

ฉันเดินทอดน่องช้า ๆ สายตามองไปรอบ ๆ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเรียบหรู เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นสะท้อนรสนิยมและอำนาจของเจ้าของ

แต่ในความสมบูรณ์แบบนั้น กลับมีบางอย่างที่ขาดหายไป

เสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้มีเพียงไม่กี่ชุด

รูปถ่ายบนผนังก็มีเพียงไม่กี่ใบ และในทุกภาพ เขาดูราวกับโดดเดี่ยวอยู่เสมอ แม้จะถูกโอบล้อมด้วยความสำเร็จก็ตามที แววตาในภาพนั้นกลับเย็นชาและว่างเปล่า ราวกับซ่อนปมบางอย่างไว้ในใจ

ฉันยืนมองภาพนั้นอยู่นาน ความเงียบค่อย ๆ ซึมลึกจนหลงเหลือเพียงคำถามเต็มหัว

ที่นี่… กว้างขวางและโอ่อ่า ทว่าให้ความรู้สึกราวกับเป็นแค่ที่พักชั่วคราว ไม่ใช่บ้านของใครจริง ๆ ความสงัดแผ่คลุมทั่วห้อง ผสานกับกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขากลิ่นที่ทั้งเย็นชาและน่าค้นหาในคราวเดียวกัน

ติ้ง… ต่อง…

พลันเสียงลิฟต์ดังแผ่วแทรก ทำให้ฉันสะดุ้งและหันตามไปทันที

ประตูลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก…

ชายหนุ่มร่างสูงในสูทสีเข้ม อารัญ เจ้าของเพนต์เฮาส์ ยืนเด่นอยู่ตรงนั้น แสงไฟเหนือศีรษะสะท้อนบนกล่องของขวัญสีเงินขนาดใหญ่ในมือ  ดวงตาคมลึกจ้องมาที่ฉันไม่วางราวเหมือนตรึงให้ฉันอยู่กับที่

แล้วเสียงทุ้มต่ำเพียงประโยคเดียวก็ทำให้หัวใจฉันสะท้าน

“สำหรับคุณ”

“สำหรับฉัน…เหรอ?” ฉันถามเสียงแผ่ว ทั้งที่รู้สึกได้ชัดว่าลมหายใจของตัวเองเริ่มสั่น

“ใช่ครับ… ลองแกะดูสิ”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงประกายบางอย่างที่ทำให้โลกทั้งใบต้องหยุดฟัง

เขาวางกล่องลงตรงหน้า ฉันนั่งลงบนโซฟา ปลายนิ้วลากผ่านกระดาษห่อเนียนวาวที่สะท้อนแสงอุ่นจากโคมไฟ ริบบิ้นสีเงินค่อย ๆ คลายออก เสียงกระดาษขยับเบา ๆ ดังชัด

ภายในกล่องคือกล้อง Canon รุ่นล่าสุด พร้อมเลนส์ครบชุด ทุกชิ้นจัดวางอย่างประณีตเกินกว่าจะเป็นของขวัญธรรมดา กล่องดีไซน์หรูบุด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์เนื้อนุ่ม รายละเอียดทุกส่วนบอกชัดถึงราคาและการคัดสรรมาอย่างดี

ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกสับสนผสมหวั่นไหวค้างอยู่ในอก

แล้วเอ่ยเสียงแผ่วราวกระซิบ

“กล้องเหรอ…”

อารัญเพียงยกมุมปากเล็ก ๆ ดวงตาคมยังคงนิ่งเหมือนเคย ฉันมองของตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ เบือนสายตาไปยังผนังกระจกขนาดใหญ่ มองแสงไฟระยิบระยับของค่ำคืน

“ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก…”

เสียงของฉันแผ่วแต่หนักแน่น ราวกำแพงบางอย่างที่ฉันสร้างขึ้นไม่ใช่เพื่อต่อต้านเขา แต่เพื่อปกป้องตัวเองและความทรงจำที่สำคัญเกินกว่าจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งใด

ฉันลุกขึ้น เดินเข้าไปใกล้กระจก มองออกไปจนสุดสายตา

ทว่าความคิดกลับวนไปยังอดีตที่ไม่มีวันกลับมา

ของขวัญชิ้นนี้ มันมีมูลค่ามากแค่ไหน

ก็ไม่อาจทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปแล้วได้

พ่อ… คือแรงผลักดันที่ทำให้ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้

แม่… คือแสงสว่างที่คอยพยุงหัวใจฉันในวันที่มืดที่สุด.

ฉันคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน

กล้องตัวนั้นหายไปพร้อมสายน้ำในลำคลองคืนก่อน

และคอนโดหลังเล็ก ๆ ที่ฉันเคยอยู่ มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ สิ่งเดียวที่ยังยืนยันได้ว่า ความรักครั้งนั้นมีอยู่จริง

ไม่ใช่แค่ภาพในความทรงจำ แต่คือร่องรอยสุดท้ายของครอบครัวที่พร้อมหน้าและความสุข ของตรงหน้าอาจสวยงาม มีค่า และถูกเลือกอย่างตั้งใจ  แต่ไม่มีสิ่งไหน… สามารถมาแทนสิ่งที่หัวใจฉันเคยสูญเสียได้เลย

เขาเดินเข้ามาใกล้ ยืนเคียงข้างฉันเงียบ ๆ ชั่วอึดใจ แล้วเอ่ยเสียงนุ่มและมั่นคง

“ผมรู้ดี… ว่าสิ่งที่คุณเสียไป ไม่มีอะไรทดแทนได้”

เขาหยุดชั่วขณะ แล้วหันหน้ามองมาที่ฉัน

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทดแทนสิ่งนั้น แต่ผมอยากมอบสิ่งนี้ให้ ด้วยความจริงใจ”

ดวงตาคมลึกของเขาเหมือนกำลังอ่านทุกความรู้สึกที่ฉันซ่อนไว้

“ผมมองเห็นตัวตนของคุณ ผ่านเรื่องราวที่คุณถ่ายทอดในภาพถ่าย… ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเป็นคนเลือกมันเอง”

เสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนราวกับทุกคำพูดถูกชั่งน้ำหนักมาอย่างละเอียด และฉันรู้ทันทีว่า ของขวัญตรงหน้านี้ไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจ และความใส่ใจที่เขาเก็บไว้โดยไม่พูดออกมา

เขาย้ำอีกครั้งด้วยความเชื่อมั่น

“รับมันไว้เถอะครับ”

และนั่นทำให้ฉันรู้ว่า… คงไม่อาจปฏิเสธได้

 “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น… ผมอยู่ตรงนี้ ขอให้ไว้ใจผม”

ประโยคนั้นเหมือนทำให้จังหวะลมหายใจฉันหยุดชงัก สายตาเราประสานกัน นิ่ง ลึก และจริงจังเกินกว่าจะเป็นเพียงคำปลอบใจธรรมดา  ความเงียบระหว่างเรากลายเป็นเสียงดังที่สุดในห้อง

แต่แล้ว เสียงรองเท้าหนังหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำลายบรรยากาศทั้งหมดราวกับกระจกแตก

“ท่านประธานครับ”

เลขาชายก้าวเข้ามา ใบหน้าสงบนิ่ง แต่ท่าทางรีบร้อนชัดเจน

เขายื่นโทรศัพท์ให้ด้วยสองมืออย่างเคารพ

“สายด่วนครับ”

อารัญรับโทรศัพท์พลางพยักหน้ารับ สายตาที่เคยจดจ่ออยู่กับฉันค่อย ๆ หลุดออกไป รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากเลือนหายราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

เขาแนบโทรศัพท์กับหู นิ่งฟัง ไม่พูด

แต่ร่องคิ้วที่ขมวดเข้าหากันกลับบอกทุกอย่างแทน จากนั้น…คำพูดเดียวก็หลุดออกมา ช้า ต่ำ และหนักจนราวกับอากาศทั้งห้องเปลี่ยนสี

“ไม่… มันเป็นไปไม่ได้”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่34.ในเฟรมเดียวกัน

    ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที33.คำตอบของหัวใจ

    เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่32 จุดอ่อนของอารัญ

    หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่31.เพียงลำพังกับหัวใจ

    เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่30.ระยะห่าง

    หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่29.ปิดเกม

    บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่24.คำประกาศกลางแสงจ้า

    เช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่23.ตื่นจากฝันร้าย

    “ผมตามคุณลิลินไปครับ… แล้วเจอเธอนอนหมดสติอยู่ที่คอนโดของพ่อเธอ ‘โฮชิคาวะ’ ครับ ”วรากรรายงานอารัญด้วยเสียงเรียบ แต่สัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่22 ความจริงหลังภาพ

    นิ้วเรียวดันบานประตูให้เปิดออกภายในห้องเงียบสงบ ทุกอย่างยังคงวางอยู่อย่างเรียบง่ายในตำแหน่งเดิม ทว่ากลับให้ความรู้สึกว่างเปล่า ราวกับเวลาได้ถูกตรึงไว้ตั้งแต่วันที่ใครบางคนจากไป

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่21.จุดเริ่มต้นที่ต้องเผชิญ

    เวลาผ่านไปรวดเร็วราวกับมีใครกดปุ่มกรอชีวิตให้ฉันข้ามช่องว่างนั้นมาทันทีที่ประตูรถเปิดออก เบื้องหน้าคือเพนต์เฮาส์หรูหรากลางใจเมือง งดงามราวกับฉากหนึ่งในชีวิตของใครบางคน…แต่อาจไม่ใช่ของฉัน“ถึงแล้วครับ” อารัญผายมือพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกฉันยืนนิ่ง เท้าเหมือนถูกตรึงกับพื้น มือกำชายเสื้อแน่น เมื

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status