เข้าสู่ระบบหนึ่งเดือนผ่านไป
… ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเอง
แต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลก
ชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คน
รองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อ Quantum Prime Flux กระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ
“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์
เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรม
อารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อีกเลย ปล่อยให้มันจมดิ่งไปพร้อมอดีต และหลุมศพของใครหลายคน
ท่ามกลางความสำเร็จที่โลกภายนอกกำลังเฉลิมฉลอง
เขากลับยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนระเบียง ชั้น64ของตึกสูงระฟ้าเหนือมหานครร่างสูงเพรียวในสูทสีเข้มยืนนิ่ง
สายตาทอดมองขอบฟ้าที่ทอดยาวสุดสายตา เหมือนมองผ่านทั้งเมืองไปไกลกว่านั้น“ท่านประธานครับ”
เสียงของวรากรดังขึ้นจากด้านหลัง
สุภาพ แต่ระมัดระวัง“เราสืบพบแล้วครับ นี่คือที่อยู่ของเธอ”
เขายื่นกระดาษใบเล็กขนาดนามบัตร
บนกระดาษมีข้อมูลสั้น ๆ และภาพถ่ายหนึ่งใบ “เราแกะรอยจากภาพและบทความที่เธอเขียน เธอเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่กลางเมืองครับ”อารัญรับมันมาอย่างนิ่งขรึม สายตาคมไล่ผ่านข้อมูลทีละบรรทัด ราวกับบันทึกทุกตัวอักษรไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่ว่าเธอจะไปอยู่ที่ไหน ผมก็จะตามหาเธอให้พบ”
วรากรชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงรายงานต่อ
“ส่วนไคล์… เหมือนจะออกจากประเทศไปแล้ว และคงจะหายไปอีกนานครับ”
อารัญเงยสายตาขึ้น
แววตานิ่งลึกนั้นสบกับวรากร โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด“จะให้ผมเตรียมรถเลยไหมครับ” วรากรถาม
อารัญหันกลับไปมองเมืองเบื้องล่างอีกครั้ง
แล้วจึงตอบ โดยไม่หันมา“ไม่ต้อง”
“ผมจะไปหาเธอเอง…”
“ลำพัง”
***
คาเฟ่เล็ก ๆ ใต้ตึกอาคารเก่าย่านกลางกรุง แถวที่ฉันอาศัย ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยว เสียงเครื่องชงกาแฟกลบเสียงรถจากถนนด้านนอกฉันยังคงนั่งอยู่มุมเดิม ก้มดูภาพในกล้อง เลือก ลบ เก็บ ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนทุกวัน
จนกระทั่งเงยหน้าขึ้นและพบว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ตรงข้ามผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยเจอในงานหนึ่ง เป็นนักศึกษาฝึกหัดที่เพิ่งเริ่มต้นในสายงานเดียวกัน เราไม่ได้สนิทกันนัก แค่เคยแลกชื่อกันไว้ และทักทายกันตามมารยาท
“ลิลิน โฮชิคาวะ”
เธอเรียกชื่อฉันเต็มยศ น้ำเสียงสดใสราวกับตื่นเต้นที่ได้เจอ ฉันเผลอชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเธอเอนตัวมาข้างหน้าและยิ้มอย่างเป็นกันเอง เกินกว่าความคุ้นเคยที่เรามี“จำฉันได้ไหม? ฉันแอนนี่ เราเคยเจอกันที่งานอีเวนต์ Stride X”
ฉันเงียบไปชั่วอึดใจ ราวกับกำลังประเมินท่าทีของเธอที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา ตามมารยาท
“จำได้ แอนนี่”
แต่คำพูดถัดมาของเธอ กลับทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที“แต่ก่อนอื่น… ยินดีด้วยนะ ที่เธอได้หมั้นกับอารัญ ฉันอ่านข่าวของเธอเมื่อเดือนก่อน เห็นว่าเขาประกาศกลางร้านอาหารหรูเลยใช่ไหม ดีใจกับเธอจริง ๆ นะ และที่สำคัญ เธอทำให้ผู้หญิงทั้งโลกอิจฉาเลยล่ะ”
ฉันยังไม่ทันตั้งหลัก
เธอก็ยิงคำถามต่อ ราวกับไม่ทันสังเกตสีหน้าของฉัน“ดีใจนะที่ได้เจอเธอที่นี่… แต่ว่า… อารัญล่ะ?”
คำพูดนั้นไม่ได้แฝงการเย้ยหยัน หรือเจตนาร้าย
มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นของคนที่ยังไม่เข้าใจ ว่าเส้นบาง ๆ ควรหยุดอยู่ตรงไหนเธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะถามต่อแทบจะในทันที
“ว่าแต่มานั่งทำอะไรตรงนี้ คนเดียวเหรอ?”
มันมากเกินไปแล้ว
ไม่ใช่เพราะคำถามรุนแรงแต่เพราะมันไม่ควรถูกถามความอึดอัดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ฉันเก็บกล้องลงในกระเป๋าอย่างเงียบ ๆ
“ขอโทษนะ ฉันขอตัวก่อน พอดีมีงานต่อ”
ฉันเดินออกจากคาเฟ่ พร้อมความหงุดหงิดที่ยังค้างอยู่ในอก
ไม่ใช่เพราะคำพูดของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการถูกรบกวนพื้นที่เล็ก ๆ พื้นที่ที่ฉันพยายามรักษาเอาไว้ เพื่อหายใจฉันก้มหน้าเดินไปตามฟุตบาท มองแสงส้มจากโคมไฟที่ค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวงบนพื้นทางเดิน
ปล่อยให้เสียงเมืองกลืนความคิดของตัวเอง ความเร่งรีบของผู้คนและรถที่เคลื่อนผ่านไม่ขาดสาย ทำให้ฉันไม่ทันสังเกตอะไรตรงหน้าจนกระทั่งร่างของฉันชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง
แรงกระแทกทำให้กระเป๋ากล้องหลุดจากมือ ฉันรีบก้มลงเก็บอย่างตกใจ พลางเอ่ยขอโทษลนลาน
“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริง ๆ”
ในจังหวะเดียวกันนั้น ร่างสูงตรงหน้าก็ย่อตัวลง มือของเขาเอื้อมมาพร้อมเก็บของตกบนพื้น ปลายนิ้วสัมผัสหลังมือฉันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฉันนิ่งค้างไป ความคุ้นเคยบางอย่างสะกิดหัวใจ
และเมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเราสบกัน โลกทั้งใบเหมือนเงียบลงไปชั่วขณะเสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำของฉัน
อารัญ
ฉันรีบลุกขึ้น ก้าวยาวออกห่างอย่างไม่รู้ตัว
“หยุดก่อน ลิลิน ฟังผมก่อน”
ฉันไม่หันกลับไป ยังคงเร่งฝีเท้าเดินต่อไปตามฟุตบาท
ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงเขาที่เรียกอยู่ด้านหลัง แต่เสียงก้าวเท้ายาว ๆ นั้นกลับตามมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ“ลิลิน”
เขาเรียกชื่อฉันอีกครั้ง น้ำเสียงต่ำ และใกล้กว่าเดิม
ฉันกัดฟันแน่น เร่งฝีเท้าโดยไม่ยอมชะลอ จนกระทั่งเขาเอื้อมมาคว้าข้อมือฉันไว้เบา ๆ ไม่แรงพอจะบังคับ แต่หนักพอจะหยุดฉันไว้ได้“ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณ”
เขาพูดช้า ๆ ราวกับเลือกทุกคำอย่างระมัดระวัง
“ผมแค่… ต้องการปกป้องคุณ”
เขาเว้นจังหวะ
ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังกว่าเดิม“ทั้งชีวิต”
ฉันไม่รู้ว่าควรเชื่อหรือไม่ แต่หัวใจของฉัน…ไม่อาจเมินเฉยต่อประโยคนั้นได้ ร่างกายชาวาบไปชั่วลมหายใจหนึ่ง
ก่อนที่ฉันจะดึงมือกลับ แล้วแตะคีย์การ์ด เปิดประตูเข้าไป
บานประตูปิดลง และจากอีกฟากหนึ่ง เสียงตะโกนของเขาก็ดังตามมา“ผมจะยืนรออยู่ตรงนี้
จนกว่าคุณจะยอมฟังผม”ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่…
ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุด







