LOGINหนึ่งเดือนผ่านไป
… ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเอง
แต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลก
ชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คน
รองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อ Quantum Prime Flux กระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ
“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์
เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรม
อารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อีกเลย ปล่อยให้มันจมดิ่งไปพร้อมอดีต และหลุมศพของใครหลายคน
ท่ามกลางความสำเร็จที่โลกภายนอกกำลังเฉลิมฉลอง
เขากลับยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนระเบียง ชั้น64ของตึกสูงระฟ้าเหนือมหานครร่างสูงเพรียวในสูทสีเข้มยืนนิ่ง
สายตาทอดมองขอบฟ้าที่ทอดยาวสุดสายตา เหมือนมองผ่านทั้งเมืองไปไกลกว่านั้น“ท่านประธานครับ”
เสียงของวรากรดังขึ้นจากด้านหลัง
สุภาพ แต่ระมัดระวัง“เราสืบพบแล้วครับ นี่คือที่อยู่ของเธอ”
เขายื่นกระดาษใบเล็กขนาดนามบัตร
บนกระดาษมีข้อมูลสั้น ๆ และภาพถ่ายหนึ่งใบ “เราแกะรอยจากภาพและบทความที่เธอเขียน เธอเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่กลางเมืองครับ”อารัญรับมันมาอย่างนิ่งขรึม สายตาคมไล่ผ่านข้อมูลทีละบรรทัด ราวกับบันทึกทุกตัวอักษรไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่ว่าเธอจะไปอยู่ที่ไหน ผมก็จะตามหาเธอให้พบ”
วรากรชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงรายงานต่อ
“ส่วนไคล์… เหมือนจะออกจากประเทศไปแล้ว และคงจะหายไปอีกนานครับ”
อารัญเงยสายตาขึ้น
แววตานิ่งลึกนั้นสบกับวรากร โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด“จะให้ผมเตรียมรถเลยไหมครับ” วรากรถาม
อารัญหันกลับไปมองเมืองเบื้องล่างอีกครั้ง
แล้วจึงตอบ โดยไม่หันมา“ไม่ต้อง”
“ผมจะไปหาเธอเอง…”
“ลำพัง”
***
คาเฟ่เล็ก ๆ ใต้ตึกอาคารเก่าย่านกลางกรุง แถวที่ฉันอาศัย ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยว เสียงเครื่องชงกาแฟกลบเสียงรถจากถนนด้านนอกฉันยังคงนั่งอยู่มุมเดิม ก้มดูภาพในกล้อง เลือก ลบ เก็บ ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนทุกวัน
จนกระทั่งเงยหน้าขึ้นและพบว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ตรงข้ามผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยเจอในงานหนึ่ง เป็นนักศึกษาฝึกหัดที่เพิ่งเริ่มต้นในสายงานเดียวกัน เราไม่ได้สนิทกันนัก แค่เคยแลกชื่อกันไว้ และทักทายกันตามมารยาท
“ลิลิน โฮชิคาวะ”
เธอเรียกชื่อฉันเต็มยศ น้ำเสียงสดใสราวกับตื่นเต้นที่ได้เจอ ฉันเผลอชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเธอเอนตัวมาข้างหน้าและยิ้มอย่างเป็นกันเอง เกินกว่าความคุ้นเคยที่เรามี“จำฉันได้ไหม? ฉันแอนนี่ เราเคยเจอกันที่งานอีเวนต์ Stride X”
ฉันเงียบไปชั่วอึดใจ ราวกับกำลังประเมินท่าทีของเธอที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา ตามมารยาท
“จำได้ แอนนี่”
แต่คำพูดถัดมาของเธอ กลับทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที“แต่ก่อนอื่น… ยินดีด้วยนะ ที่เธอได้หมั้นกับอารัญ ฉันอ่านข่าวของเธอเมื่อเดือนก่อน เห็นว่าเขาประกาศกลางร้านอาหารหรูเลยใช่ไหม ดีใจกับเธอจริง ๆ นะ และที่สำคัญ เธอทำให้ผู้หญิงทั้งโลกอิจฉาเลยล่ะ”
ฉันยังไม่ทันตั้งหลัก
เธอก็ยิงคำถามต่อ ราวกับไม่ทันสังเกตสีหน้าของฉัน“ดีใจนะที่ได้เจอเธอที่นี่… แต่ว่า… อารัญล่ะ?”
คำพูดนั้นไม่ได้แฝงการเย้ยหยัน หรือเจตนาร้าย
มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นของคนที่ยังไม่เข้าใจ ว่าเส้นบาง ๆ ควรหยุดอยู่ตรงไหนเธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะถามต่อแทบจะในทันที
“ว่าแต่มานั่งทำอะไรตรงนี้ คนเดียวเหรอ?”
มันมากเกินไปแล้ว
ไม่ใช่เพราะคำถามรุนแรงแต่เพราะมันไม่ควรถูกถามความอึดอัดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ฉันเก็บกล้องลงในกระเป๋าอย่างเงียบ ๆ
“ขอโทษนะ ฉันขอตัวก่อน พอดีมีงานต่อ”
ฉันเดินออกจากคาเฟ่ พร้อมความหงุดหงิดที่ยังค้างอยู่ในอก
ไม่ใช่เพราะคำพูดของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการถูกรบกวนพื้นที่เล็ก ๆ พื้นที่ที่ฉันพยายามรักษาเอาไว้ เพื่อหายใจฉันก้มหน้าเดินไปตามฟุตบาท มองแสงส้มจากโคมไฟที่ค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวงบนพื้นทางเดิน
ปล่อยให้เสียงเมืองกลืนความคิดของตัวเอง ความเร่งรีบของผู้คนและรถที่เคลื่อนผ่านไม่ขาดสาย ทำให้ฉันไม่ทันสังเกตอะไรตรงหน้าจนกระทั่งร่างของฉันชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง
แรงกระแทกทำให้กระเป๋ากล้องหลุดจากมือ ฉันรีบก้มลงเก็บอย่างตกใจ พลางเอ่ยขอโทษลนลาน
“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริง ๆ”
ในจังหวะเดียวกันนั้น ร่างสูงตรงหน้าก็ย่อตัวลง มือของเขาเอื้อมมาพร้อมเก็บของตกบนพื้น ปลายนิ้วสัมผัสหลังมือฉันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฉันนิ่งค้างไป ความคุ้นเคยบางอย่างสะกิดหัวใจ
และเมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเราสบกัน โลกทั้งใบเหมือนเงียบลงไปชั่วขณะเสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำของฉัน
อารัญ
ฉันรีบลุกขึ้น ก้าวยาวออกห่างอย่างไม่รู้ตัว
“หยุดก่อน ลิลิน ฟังผมก่อน”
ฉันไม่หันกลับไป ยังคงเร่งฝีเท้าเดินต่อไปตามฟุตบาท
ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงเขาที่เรียกอยู่ด้านหลัง แต่เสียงก้าวเท้ายาว ๆ นั้นกลับตามมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ“ลิลิน”
เขาเรียกชื่อฉันอีกครั้ง น้ำเสียงต่ำ และใกล้กว่าเดิม
ฉันกัดฟันแน่น เร่งฝีเท้าโดยไม่ยอมชะลอ จนกระทั่งเขาเอื้อมมาคว้าข้อมือฉันไว้เบา ๆ ไม่แรงพอจะบังคับ แต่หนักพอจะหยุดฉันไว้ได้“ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณ”
เขาพูดช้า ๆ ราวกับเลือกทุกคำอย่างระมัดระวัง
“ผมแค่… ต้องการปกป้องคุณ”
เขาเว้นจังหวะ
ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังกว่าเดิม“ทั้งชีวิต”
ฉันไม่รู้ว่าควรเชื่อหรือไม่ แต่หัวใจของฉัน…ไม่อาจเมินเฉยต่อประโยคนั้นได้ ร่างกายชาวาบไปชั่วลมหายใจหนึ่ง
ก่อนที่ฉันจะดึงมือกลับ แล้วแตะคีย์การ์ด เปิดประตูเข้าไป
บานประตูปิดลง และจากอีกฟากหนึ่ง เสียงตะโกนของเขาก็ดังตามมา“ผมจะยืนรออยู่ตรงนี้
จนกว่าคุณจะยอมฟังผม”หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่… อารัญ”เขาชะงัก ราวกับกำลังพยายามตั้งหลักกับสิ่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้าฉันจ้องเขาอย่างคาดคั้น เสียงสั่นเพราะความจริงเพิ่งเชื่อมต่อกันเป็นภาพเดียว“ทุกอย่าง… ไม่ใช่เรื่องบังเอิญคุณตามหาฉันมาตลอดใช่ไหม?”อารัญนิ่งเงียบ สายตากดต่ำ มือกำแน่นราวกับกำลังชั่งใจ ทุกวินาทีเหมือนเวลาหยุดหมุนใต้สายตาที่เคยคมนิ่งและควบคุมทุกสถานการณ์ ปรากฏรอยร้าวบางอย่าง… สิ่งที่เขา
ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้ แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง..ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉันทว่า…
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”(อีโวรา คลับ แอนด์ คาสิโน สำหรับสมาชิกเท่านั้น)คริส ฟอร์ดในสูทเข้มก้าวลงจากรถท่วงท่าเข้มนิ่งคล้ายเจ้าพ่อใต้ดิน มีลูกน้องคอยอารักขาอยู่รอบตัว ข้างกายเขา อเล็กซี่เดินเคียงคู่ในเดรสเกาะอกสั้นสีดำ เผยเรียวขาท่อนบน ดุจชุดไม้ตายที่เธอตั้งใจเตรียมมาเพื่อคืนนี้โดยเฉพาะขณะเดียวกัน นักสืบมืออาชีพของอารัญแฝงตัวติดตามอยู่ไม่ไกล ทั้งคู่สวมสูทเนี้ยบ และโชว์บัตรสมาชิกปลอมอย่างแนบเนียน ก่อนก้าวเข้าสู่ด้านใน ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นเลนส์ชาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวด้วยความแยบยลคริสและอเล็กซี่ตรงไปยังโต๊ะใหญ่ในมุมลึกของคลับ
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เหลือเพียงเขากับฉันเท่านั้นฉันแอบหันไปมองใบหน้าเย็นชาที่ใคร ๆ ว่าเข้าถึงยาก ทว่าในแววตาและทุกการปกป้องของเขากลับซ่อนความอ่อนโยนไว้เบื้องหลังฉันรู้ดีว่าเขาดูแลฉันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บางมุมของเขาก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่หลังสายตาเรียบนิ่งนั้นทว่า ณ ตอนนี้… ฉันไม่อยากค้นหาสิ่งใดเพียงปล่อยให้ความอบอุ่นของเขาห่อหุ้มฉันไว้ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เย็นเฉียบระหว่างที่ความคิดยังวนเวียน อารัญหยุดเดินกะทันหัน







