แชร์

บทที่30.ระยะห่าง

ผู้เขียน: Luna of The Sea
last update วันที่เผยแพร่: 2026-02-14 17:00:01

หนึ่งเดือนผ่านไป

ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้าง

เขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเอง 

แต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลก 

ชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คน

รองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อ Quantum Prime Flux กระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ

“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”

งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์

เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรม 

อารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อีกเลย ปล่อยให้มันจมดิ่งไปพร้อมอดีต และหลุมศพของใครหลายคน

ท่ามกลางความสำเร็จที่โลกภายนอกกำลังเฉลิมฉลอง

เขากลับยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนระเบียง

ชั้น64ของตึกสูงระฟ้าเหนือมหานคร 

ร่างสูงเพรียวในสูทสีเข้มยืนนิ่ง

สายตาทอดมองขอบฟ้าที่ทอดยาวสุดสายตา

เหมือนมองผ่านทั้งเมืองไปไกลกว่านั้น

“ท่านประธานครับ”

เสียงของวรากรดังขึ้นจากด้านหลัง

สุภาพ แต่ระมัดระวัง

“เราสืบพบแล้วครับ นี่คือที่อยู่ของเธอ”

เขายื่นกระดาษใบเล็กขนาดนามบัตร

บนกระดาษมีข้อมูลสั้น ๆ และภาพถ่ายหนึ่งใบ

“เราแกะรอยจากภาพและบทความที่เธอเขียน เธอเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่กลางเมืองครับ”

อารัญรับมันมาอย่างนิ่งขรึม สายตาคมไล่ผ่านข้อมูลทีละบรรทัด ราวกับบันทึกทุกตัวอักษรไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“ไม่ว่าเธอจะไปอยู่ที่ไหน ผมก็จะตามหาเธอให้พบ”

วรากรชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงรายงานต่อ

“ส่วนไคล์… เหมือนจะออกจากประเทศไปแล้ว และคงจะหายไปอีกนานครับ”

อารัญเงยสายตาขึ้น

แววตานิ่งลึกนั้นสบกับวรากร โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด

“จะให้ผมเตรียมรถเลยไหมครับ” วรากรถาม

อารัญหันกลับไปมองเมืองเบื้องล่างอีกครั้ง

แล้วจึงตอบ โดยไม่หันมา

“ไม่ต้อง”

“ผมจะไปหาเธอเอง…”

“ลำพัง”

***

คาเฟ่เล็ก ๆ ใต้ตึกอาคารเก่าย่านกลางกรุง แถวที่ฉันอาศัย ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยว  เสียงเครื่องชงกาแฟกลบเสียงรถจากถนนด้านนอก

ฉันยังคงนั่งอยู่มุมเดิม ก้มดูภาพในกล้อง เลือก ลบ เก็บ ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนทุกวัน

จนกระทั่งเงยหน้าขึ้นและพบว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ตรงข้ามผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยเจอในงานหนึ่ง เป็นนักศึกษาฝึกหัดที่เพิ่งเริ่มต้นในสายงานเดียวกัน เราไม่ได้สนิทกันนัก แค่เคยแลกชื่อกันไว้ และทักทายกันตามมารยาท

“ลิลิน โฮชิคาวะ”

เธอเรียกชื่อฉันเต็มยศ น้ำเสียงสดใสราวกับตื่นเต้นที่ได้เจอ ฉันเผลอชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเธอเอนตัวมาข้างหน้าและยิ้มอย่างเป็นกันเอง เกินกว่าความคุ้นเคยที่เรามี

“จำฉันได้ไหม? ฉันแอนนี่ เราเคยเจอกันที่งานอีเวนต์ Stride X”

ฉันเงียบไปชั่วอึดใจ ราวกับกำลังประเมินท่าทีของเธอที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา ตามมารยาท

“จำได้  แอนนี่”

แต่คำพูดถัดมาของเธอ กลับทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที

“แต่ก่อนอื่น… ยินดีด้วยนะ ที่เธอได้หมั้นกับอารัญ ฉันอ่านข่าวของเธอเมื่อเดือนก่อน เห็นว่าเขาประกาศกลางร้านอาหารหรูเลยใช่ไหม ดีใจกับเธอจริง ๆ นะ และที่สำคัญ เธอทำให้ผู้หญิงทั้งโลกอิจฉาเลยล่ะ”

ฉันยังไม่ทันตั้งหลัก

เธอก็ยิงคำถามต่อ ราวกับไม่ทันสังเกตสีหน้าของฉัน

“ดีใจนะที่ได้เจอเธอที่นี่… แต่ว่า… อารัญล่ะ?”

คำพูดนั้นไม่ได้แฝงการเย้ยหยัน หรือเจตนาร้าย

มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นของคนที่ยังไม่เข้าใจ

ว่าเส้นบาง ๆ ควรหยุดอยู่ตรงไหน

เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะถามต่อแทบจะในทันที

“ว่าแต่มานั่งทำอะไรตรงนี้ คนเดียวเหรอ?”

มันมากเกินไปแล้ว

ไม่ใช่เพราะคำถามรุนแรงแต่เพราะมันไม่ควรถูกถาม

ความอึดอัดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ฉันเก็บกล้องลงในกระเป๋าอย่างเงียบ ๆ

“ขอโทษนะ ฉันขอตัวก่อน พอดีมีงานต่อ”

ฉันเดินออกจากคาเฟ่ พร้อมความหงุดหงิดที่ยังค้างอยู่ในอก

ไม่ใช่เพราะคำพูดของเธอเพียงอย่างเดียว

แต่เพราะการถูกรบกวนพื้นที่เล็ก ๆ

พื้นที่ที่ฉันพยายามรักษาเอาไว้ เพื่อหายใจ

ฉันก้มหน้าเดินไปตามฟุตบาท มองแสงส้มจากโคมไฟที่ค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวงบนพื้นทางเดิน

ปล่อยให้เสียงเมืองกลืนความคิดของตัวเอง ความเร่งรีบของผู้คนและรถที่เคลื่อนผ่านไม่ขาดสาย

ทำให้ฉันไม่ทันสังเกตอะไรตรงหน้า

จนกระทั่งร่างของฉันชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง

แรงกระแทกทำให้กระเป๋ากล้องหลุดจากมือ ฉันรีบก้มลงเก็บอย่างตกใจ พลางเอ่ยขอโทษลนลาน

“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริง ๆ”

ในจังหวะเดียวกันนั้น ร่างสูงตรงหน้าก็ย่อตัวลง มือของเขาเอื้อมมาพร้อมเก็บของตกบนพื้น  ปลายนิ้วสัมผัสหลังมือฉันโดยไม่ได้ตั้งใจ

ฉันนิ่งค้างไป ความคุ้นเคยบางอย่างสะกิดหัวใจ

และเมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเราสบกัน

โลกทั้งใบเหมือนเงียบลงไปชั่วขณะ

เสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำของฉัน

อารัญ

ฉันรีบลุกขึ้น ก้าวยาวออกห่างอย่างไม่รู้ตัว

“หยุดก่อน ลิลิน ฟังผมก่อน”

ฉันไม่หันกลับไป ยังคงเร่งฝีเท้าเดินต่อไปตามฟุตบาท

ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงเขาที่เรียกอยู่ด้านหลัง

แต่เสียงก้าวเท้ายาว ๆ นั้นกลับตามมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

“ลิลิน”

เขาเรียกชื่อฉันอีกครั้ง  น้ำเสียงต่ำ และใกล้กว่าเดิม

ฉันกัดฟันแน่น เร่งฝีเท้าโดยไม่ยอมชะลอ

จนกระทั่งเขาเอื้อมมาคว้าข้อมือฉันไว้เบา ๆ

ไม่แรงพอจะบังคับ

แต่หนักพอจะหยุดฉันไว้ได้

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณ”

เขาพูดช้า ๆ ราวกับเลือกทุกคำอย่างระมัดระวัง

“ผมแค่… ต้องการปกป้องคุณ”

เขาเว้นจังหวะ

ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังกว่าเดิม

“ทั้งชีวิต”

ฉันไม่รู้ว่าควรเชื่อหรือไม่ แต่หัวใจของฉัน…ไม่อาจเมินเฉยต่อประโยคนั้นได้ ร่างกายชาวาบไปชั่วลมหายใจหนึ่ง

ก่อนที่ฉันจะดึงมือกลับ แล้วแตะคีย์การ์ด เปิดประตูเข้าไป

บานประตูปิดลง และจากอีกฟากหนึ่ง เสียงตะโกนของเขาก็ดังตามมา

“ผมจะยืนรออยู่ตรงนี้

จนกว่าคุณจะยอมฟังผม” 

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่34.ในเฟรมเดียวกัน

    ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที33.คำตอบของหัวใจ

    เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่32 จุดอ่อนของอารัญ

    หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่31.เพียงลำพังกับหัวใจ

    เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่30.ระยะห่าง

    หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่29.ปิดเกม

    บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่28.รอยร้าวระหว่างเรา

    ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่…

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่27.แผ่นฟีล์มที่หายไป

    ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่26.ราคาของอเล็กซี่

    ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่25.ซองสีน้ำตาล

    มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุด

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status