LOGINเสียงพิณหวานปนเศร้าดังขึ้นในวินาทีนั้น
เมื่อคนเป็นนักดนตรีบรรเลงเพลงได้สักพัก อัยน์นาก็สังเกตเห็นหยาดเหงื่อเม็ดโตค่อยๆ ผุดพรายบนใบหน้า เธลม่า แกรนเทรนท์ ทั้งๆ ที่ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองคนนี้ มักฉาบเครื่องสำอางเอาไว้อย่างแน่นหนา
ดูท่า ท่านผู้หญิงเองก็คงเคยได้ยินนิทานเพลงเรื่องนี้มาก่อน
‘ภาคกลางมีท่านหญิงดอกกุหลาบทะเลทราย...
มารดานางตายจากแต่ยังเยาว์’
“หยุดนะ” เสียงสั่งจากภรรยาเจ้าบ้าน ทำเอานักแสดงทั้งสองหยุดชะงัก
แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะทันทีที่การแสดงหยุดลง ขุนนางสูงวัยก็ออกคำสั่งให้รีบแสดงต่อทันที
“เอาใหม่ ร้องให้จบ” ท่านเจ้ากรมการเมืองสั่งเสียงเข้ม
‘ภาคกลางมีท่านหญิงดอกกุหลาบทะเลทราย
มารดานางชิงตายจากแต่ยังเยาว์
บิดามากภาระฝากแม่เลี้ยงเลี้ยงดูเจ้า
เรื่องน่าเศร้าจึงเกิดขึ้นกับโฉมตรู’
“นี่มันอะไรกันคะ ริชาร์ด คุณเรียกกวีสกปรกนี่มาทำไม?” ท่านผู้หญิงแกรนเทรนท์กำมือแน่น ท่าทางจะโกรธจัด แต่ยังพยายามรักษาสมบัติผู้ดี
“ฟังต่อให้จบ” ขุนนางสูงวัยสั่งเสียงเข้ม สีหน้าเครียด ดูเคร่งขรึม “นิทานเรื่องนี้กำลังเป็นที่นิยมเชียวล่ะ” เขาจ้องลึกลงในแววตาตื่นตระหนกของเธลม่าและลูกสาวคนโตกับคนรอง “รู้ไหม ตอนนี้พวกกวี นักขับลำนำ ตั้งแต่ในรั้วในวังยันย่านร้านค้า เขาพากันแต่งทำนองออกมาขับร้องกันให้วุ่น” ท่านเจ้ากรมการเมืองแค่นหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยต่อไป “แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ยังร้องเพลงนี้ได้ด้วยซ้ำ”
“นิทานเกี่ยวกับอะไรหรือคะ คุณท่าน” อัยน์นาถามหน้าซื่อ เธอใช้ดวงตาใสแจ๋วดั่งทารกจ้องมองตาบิดาสลับกับท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองและพี่สาวต่างมารดาทั้งสอง
แล้วพริสซิลล่าก็สะบัดหน้าปรกปอยผมหยิกหยักศกสีทองส่องประกาย สีเดียวกับมารดาและน้องสาว หันมาแหวใส่เธอเป็นคนแรก
“นิทานโกหกพกลมน่ะสิ ยัยขี้เถ้า!”
พอเห็นพี่สาวเอ็ดขึ้นมา แอนนาเบลก็ทำท่าจะอ้าปากพูดเสริม แต่โดนท่านเจ้ากรมการเมืองขัดขึ้นเสียก่อน
“เงียบ แล้วฟัง”
‘นังขี้เถ้า นังขี้เถ้า นังขี้เถ้า!
นางแม่เลี้ยงย้อมกุหลาบด้วยขี้เถ้า
เช้าใช้งานเย็นโยนเข้าห้องรูหนู
จะเจ็บป่วยอย่างไรไม่ชายตาดู
นางรู้แต่จะรัก แต่ลูกนาง
ท่านหญิงขี้เถ้ามีพี่สาวอยู่สองศรี
มีข้อดีที่งดงามดังเทพสร้าง
แต่จิตใจอัปลักษณ์ทั้งสองนาง
คอยกลั่นแกล้งถากถางกุหลาบงาม’
นักขับลำนำยังคงเล่าเรื่องราวต่อไป แม้ดูเหมือนไม่มีผู้ฟังรายไหนชื่นชอบ
โดยเฉพาะท่านหญิงพริสซิลล่า นางถึงขั้นสบถบ่นอย่างลืมตัวบ่อยครั้ง ทำเอาบิดาต้องเหลียวมองตาเขียวเป็นระยะ
กว่าเรื่องเล่าที่นักขับลำนำของ เจ้ากรมการเมือง พกพามาจะจบลง ภรรยาและลูกสาวคนโตกับคนรองก็แทบจะประคองร่างให้นั่งตัวตรงไม่ไหว
“แม่ขี้เถ้า มาพัดให้ฉัน” คุณผู้หญิงของบ้านเผลอเรียกชื่อเล่นที่นางและลูกๆ ตั้งให้อัยน์นาอย่างลืมตัว พอนึกได้ว่าเผลอพูดอะไรออกไปต่อหน้าสามีและคนนอก ก็รีบแก้ตัวอย่างหัวเสีย “โอ้ย! ตาย! ขอโทษเถอะอัยน์นา ฉันคงไม่สบาย เลยเบลอจนเอาชื่อเรียกในนิทานนั่นมาเรียกเธอ” นางโบกพัดในมือกวาดลมใส่หน้าเสียเอง “ใช่ว่าจะอยากเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนในเรื่องเล่าหรอกนะ ฉันรึ ออกจะรักลูกเท่ากัน” นางแก้ตัวเป็นพัลวัน
“ท่านผู้หญิงอยากให้อัยน์นาไปตามท่านหมอไหมคะ” คนเป็นลูกเลี้ยงถามด้วยสีหน้าเป็นห่วงยิ่ง ทำเอานักขับลำนำกับนักดนตรีเผลอยิ้มเศร้า เหมือนเอ็นดูปนสงสาร
“ท่านผู้หญิงไม่เป็นอะไรนักหรอก” ท่านเจ้ากรมการเมืองบอกปัด ความขุ่นข้องหมองใจอัดแน่นในน้ำเสียง
ชายสูงวัยกวาดสายตามองภรรยาและลูกสาวทั้งสามแล้วทอดถอนใจเหนื่อยหน่าย
“ขอบใจที่มาวันนี้” เขาหันไปบอกนักขับลำนำกับสหายนักดนตรี “ข้างนอกมีทหารรออยู่ พวกเขาจะเอารถม้าออกไปส่งให้จนถึงที่พัก”
ขุนนางสูงวัยรอจนคนนอกครอบครัวออกไปจนหมด จึงเริ่มพูดเรื่องน่าหนักใจ
“ท่านผู้หญิง พริสซิลล่า แอนนาเบล ได้ยินนิทานเพลงนั่นชัดแล้วใช่ไหม ฟังเรื่องเล่านั่นแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง”
แอนนาเบลส่ายหน้าสะบัดผมสีทองเหยียดตรงไปมาอย่างไม่ยี่หระ แล้วโพล่งออกมาทันควัน “ก็ไม่รู้สึกยังไงนี่คะ แค่นิทานไร้สาระ”
“ไร้สาระหรือ...” ท่านเจ้ากรมการเมืองเอ่ยอย่างสะกดอารมณ์ “ลูกฟังแล้วไม่รู้สึกคุ้นหูบ้างรึ?”
“คุณพ่ออยากจะพูดอะไรกันแน่” พริสซิลล่าเชิดหน้าใส่บิดา เหมือนท้าทายให้เอ่ยออกมาตรงๆ
“เลิกใจร้ายกับอัยน์นาได้แล้ว”
“ฉันกับลูกไม่เคยใจร้ายกับเด็กนี่” เธลม่าเถียงทันควัน “ไอ้พวกชั้นต่ำมันเล่าลือกันไปเอง ทุเรศนัก เที่ยวหยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปใส่สีตีไข่กันให้วุ่น!”
“ฉันเหมือนคนหูหนวกตาบอดรึ?” ท่านเจ้ากรมการเมืองถามภรรยาสีหน้าถมึงทึง “ที่ผ่านมา ฉันก็พอรู้ ว่าเธอกับลูกไม่ชอบใจอัยน์นานัก แต่ฉันก็เคยบอกแล้วไม่ใช่รึ เด็กคนนี้ไม่ผิดที่ไม่ได้เกิดเป็นลูกท่านผู้หญิง มันเป็นสิ่งที่อัยน์นาเลือกไม่ได้”
“อ๋อ ใช่สิ” นางแหวใส่สามีทันที “เพราะคนที่เลือกทำให้มันเกิดก็คือคุณ คนที่เลี้ยงมันไว้ในคฤหาสน์ก็คือคุณ คนที่มีสัมพันธ์กับนางทาสเชลยก็คือคุณ!”
“เธลม่า!” ขุนนางสูงวัยเอ็ดเสียงดังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำเอาพริสซิลล่ากับแอนนาเบลสะดุ้งเฮือก
“ปกป้องมันเหรอคะ” คนโดนเอ็ดลุกขึ้นยืนท้าทาย “อย่าลืมนะคะ ว่าที่คุณสุขสบายอยู่อย่างทุกวันนี้น่ะ เป็นเพราะใคร!”
“ฉันพูดก็เพื่อเธอกับลูก!” ท่านเจ้ากรมการเมืองตวาดเสียงดังลั่น “เปิดหูเปิดตาดูเสียมั่งสิ ผู้คนเขามองพวกเธอยังไงบ้าง! พริสซิลล่ากับแอนนาเบลไม่ได้อัปลักษณ์ อายุทั้งคู่ออกเรือนได้นานแล้ว แต่กลับไม่มีชายหนุ่มที่ไหนอยากสู่ขอ! ส่วนเธอ เธลม่า เธอเป็นถึงท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองแต่กลับถูกคนซุบซิบนินทาเป็นที่สนุกปาก ชอบรึ! หึ! แม่เลี้ยงใจยักษ์ กับพี่สาวชั่วร้าย งามหน้าไหมล่ะ!”
“ก็ใครใช้ให้แม่นี่สำออยนัก!” นางหันมาแหวใส่อัยน์นาผู้ได้แต่ยืนนิ่งอย่างไร้ปากเสียง
นั่นทำให้ความอดทนท่านเจ้ากรมการเมืองถึงขีดสุด
“ยังจะโทษคนอื่นอีกรึ! พอมีเรื่องขึ้นมาก็ดีแต่โทษคนอื่น ไม่รู้จักย้อนดูตัวเอง!” พริสซิลล่าจะเถียงแทนแม่ แต่ท่านเจ้ากรมการเมืองทุบโต๊ะดังปึง ดักคอไว้ “ฟัง! นับตั้งแต่พรุ่งนี้ไป พวกเธอสามคนต้องดีต่ออัยน์นาให้มากกว่านี้ ที่ผ่านมาฉันอาจจะไม่เคยปรามอย่างจริงจัง เป็นความผิดฉันเอง แต่นับจากวินาทีนี้ นับจากตอนนี้ ถ้ามีใครปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!”
“ข่มขู่กันเหรอคะ” เธลม่าถามเสียงสั่น ใบหน้าฉาบเครื่องสำอางขึ้นสี ไม่รู้ว่าโกรธหรืออับอายมากกว่ากัน
“ฉัน ทำ เพื่อ พวก เธอ” ขุนนางสูงวัยเอ่ยเน้นถ้อยเน้นคำ “ต่อไปนี้ เธอต้องปฏิบัติเหมือนอัยน์นาเป็นลูกสาวแท้ๆ คนหนึ่ง พริสซิลล่ากับแอนนาเบลต้องทำตัวดีให้สมกับที่เป็นพี่สาว พวกเราจะพาเด็กคนนี้ออกงานสังคม กอบกู้ชื่อเสียงเธอกับลูกสาวเรา”
“จะให้ยกย่องมันออกหน้าออกตาเหรอคะ”
“หรือเธออยากให้ผู้คนเขาชิงชังหยามหยันตระกูลเราอยู่แบบนี้” คำถามนั้นทำเอา ‘ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมือง’ เถียงไม่ออก
“ก็ได้...” นางยอมแพ้ในที่สุด “เราจะพาเด็กนี่ไปเปิดตัวเพื่อแก้ข่าว” นายหญิงของคฤหาสน์กัดริมฝีปากแน่นก่อนเอ่ย “ขอแสดงความยินดีด้วย อัยน์นา นับจากนี้ เธอจะได้ไปงานเลี้ยงทุกงานที่พวกเราไปจนกว่าเรื่องนี้จะซาลง เริ่มจากงานเลี้ยงที่คฤหาสน์ท่านเจ้ากรมการคลังในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้านี่ล่ะ”
“ไม่ได้นะคะ!” พริสซิลล่ากับแอนนาเบลแหวใส่มารดาอย่างพร้อมเพรียง
“ลูกได้ข่าวว่า ไซรัส พ่อค้ารูปงามจากต่างแดนอาจไปร่วมงาน” พริสซิลล่าบอกเสียงแหลม
“แล้วท่านคาร์ล ญาติผู้น้องที่เพิ่งย้ายมาจากต่างแดนของท่านเจ้ากรมการคลังก็ต้องมาร่วมงานด้วยแน่” แอนนาเบลกล่าวเสริม
“รู้อะไรไหม พ่อของลูกพูดถูก ปัญหาของลูกทั้งคู่ไม่ได้อยู่ที่หน้าตา ในเมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ ต่อให้พาแม่นี่ไปด้วยแล้วจะทำไม”
“แต่...” พริสซิลล่าทำท่าจะขัด แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
“เอาตามนี้แหละ” เธลม่าทิ้งตัวลงนั่ง วางท่าเป็นคุณผู้หญิง “แต่งตัวให้มิดชิด ห้ามเที่ยวหว่านเสน่ห์ไปทั่วเด็ดขาด” นางกำชับลูกเลี้ยงเสียงดุ “จำไว้ให้ดีเชียว ถึงฉันจะยอมให้หล่อนไปออกงานสังคมด้วยกัน ก็ใช่ว่าฉันจะยอมให้หล่อนเป็นแกรนเทรนท์ด้วยหรอกนะ” ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองตวัดหางตาคมกริบไปที่สามี “อย่าลืมเชียวล่ะ เคยลั่นวาจาไว้แล้วนะคะ ว่าเด็กนี่จะไม่มีวันเทียมเท่าพริสซิลล่ากับแอนนาเบล มีแค่เรื่องนี้เท่านั้น ที่ดิฉันจะไม่ยอมลดราวาศอกเด็ดขาด”
แต่เพียงเท่านั้น อัยน์นาก็พอใจ
หญิงสาวซ่อนความรู้สึกนั้น ก่อนออกปากถามบิดา
“จะดีเหรอคะคุณท่าน”
“ดีต่อทุกคนที่สุดแล้ว” ตอบแล้วท่านเจ้ากรมการเมืองก็ถอนหายใจยาว แววตาเขายามจ้องมองเธอ มีส่วนผสมของความเวทนาสงสารและความรักใคร่อยู่ในนั้น
“แต่...ดิฉันไม่มีเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม” เธอบอกอย่างเศร้าสร้อย
“ท่านผู้หญิงจะช่วยดูแลเธอเอง”
“เรื่องจะให้ตัดเสื้อผ้าใหม่คงไม่ทัน” นายหญิงของคฤหาสน์บอกเสียงเรียบ “พริสซิลล่ากับแอนนาเบลมีเสื้อผ้าเหลือใช้เป็นกุรุส แต่ละชุดเคยใช้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น เธอใส่ชุดไหนได้ก็ไปเลือกมาใส่ก็แล้วกัน”
“คราวหน้าเราจะจัดหาเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมให้เธอ” ขุนนางสูงวัยเอ่ยคล้ายต้องการปลอบใจ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ดิฉันเป็นแค่ผู้ติดตาม ได้ใช้เสื้อผ้าสวยๆ ของท่านหญิงพริสซิลล่า กับท่านหญิงแอนนาเบลก็นับว่าดีมากแล้ว”
“ไม่สั่งให้จัดหาเครื่องประดับให้แม่นี่ซะด้วยเลยล่ะคะ” พริสซิลล่ากระแทกเสียงใส่อย่างหมั่นไส้ ว่าจบบุตรสาวคนโตของคฤหาสน์ ก็ดึงมือแอนนาเบลให้ลุกจากที่นั่ง “ถ้าคุณพ่อไม่มีธุระอื่นแล้ว ลูกกับน้องสาวก็ขอตัว” เจ้าหล่อนจิกตาใส่น้องต่างมารดาทิ้งท้าย
แม้จะรู้ดีว่าหลังจากนี้ พริสซิลล่า แอนนาเบล และเธลม่า แกรนเทรนท์ อาจหาเรื่องเสียดสีกลั่นแกล้งเธอ แต่อัยน์นากลับพึงพอใจมากกว่าหวาดกลัวหรือขุ่นเคือง
คนตื้นเขินก็คิดได้แต่เรื่องตื้นเขิน อยากทำร้ายคนอื่นแต่กลับทำลายตัวเองโดยไม่รู้ตัว...
ต่อให้เธอไม่ทำอะไรเลย คนทั้งสามก็จะทำลายชื่อเสียงตัวเองจนย่อยยับอยู่ดี
ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร
เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี
เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ
เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร
‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า
“ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด
ไม่นึกว่าเขากลับทำเพียงประคองเธอลุกขึ้นนั่งอย่างเบามือ แม้จะโดนเธอปัดป้องขัดขืนสักแค่ไหนในวินาทีที่อัยน์นางุนงงเพราะท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปกะทันหัน ร่างอ้อนแอ้นก็โดนกอดรัดแล้วจุมพิต รวดเร็วจนเธอตั้งตัวไม่ทันทีแรกมันเป็นจูบแสนสุภาพนุ่มนวลเหมือนหนึ่งแตะไล้หยอกเย้า แต่พอเธอเริ่มดิ้น เริ่มทุบตี จิกเล็บ
“ไซรัส” เธอเอ่ยชื่อเขาด้วยความงุนงงผสมตกใจ ยิ่งกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วพบว่าที่นี่เป็นห้องนอนกว้างขวางกรุพื้นและผนังด้วยหินตัดสีดำสนิท ติดผ้าม่านปิดหน้าต่างบานใหญ่ด้วยผ้าสีเดียวกันกับตัวห้อง ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้น กระทั่งเตียงนอนหลังนี้ล้วนทำจากเงินรมดำ ประดับเชิงเทียนให้แสงสว่างเพียงคู่เดียวแต่กล
แม้ไม่อยากเห็นสิ่งที่คิดว่าอาจเห็น แต่พอไม่เห็นว่าในนี้จะมีใครหรือแม้แต่อะไรสักอย่าง นอกจากรองเท้าทองข้างเดียว ความรู้สึกมากมายก็แล่นพล่านขึ้นมาจนคนก่อเรื่องแทบยืนไม่ติดในความความโกรธ ความผิดหวัง ความริษยา เริ่มมีอารมณ์งุนงง ไม่เข้าใจ และหวาดกลัว คุกรุ่น“เกิดอะไรขึ้น...” หล่อนถามตัวเองท่ามกลางควา
เมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี สุดท้าย คนต้นเรื่องก็ได้แต่หักใจแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น แล้วคล้องแขนควงบิดาเดินกลับเข้างานเลี้ยงสังสรรค์ทันทีที่กลับเข้าไปในงาน ก็เห็นท่านผู้หญิงแกรนเทรนท์ยืนคุยอยู่กับเจ้าชายผู้เจิดจรัสทว่าก่อนหน้านี้เก็บเนื้อเก็บตัวเสียจนเกิดข่าวเล่าลือต่างๆ นาๆ ถึงขั้นมี







