Se connecterเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี สุดท้าย คนต้นเรื่องก็ได้แต่หักใจแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น แล้วคล้องแขนควงบิดาเดินกลับเข้างานเลี้ยงสังสรรค์
ทันทีที่กลับเข้าไปในงาน ก็เห็นท่านผู้หญิงแกรนเทรนท์ยืนคุยอยู่กับเจ้าชายผู้เจิดจรัสทว่าก่อนหน้านี้เก็บเนื้อเก็บตัวเสียจนเกิดข่าวเล่าลือต่างๆ นาๆ ถึงขั้นมีคำเล่าลือว่าทรงเป็นมนุษย์เย็นชา มีรสนิยมความชอบผิดมนุษย์มนา จนราชวงศ์ต้องคอยหาทางซุกซ่อนไว้
“ท่านหญิง” เจ้าชายทรงค้อมศีรษะทักทายก่อนอย่างให้เกียรติ รอยยิ้มสว่างไสวบนใบหน้าขาวกระจ่างล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีทองตัดสั้นทำเอาท่านหญิงคนโตจากตระกูลแกรนเทรนท์ถึงกับตาพร่าไปชั่วขณะ
ยิ่งมองชัดๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้าชายองค์นี้รูปงามสมเป็นเจ้าชายจริงๆ นั่นแหละ
ทรง ‘หล่อเหลาอย่างร้ายกาจ’
ถึงอย่างนั้น ผู้ชายช่างหว่านเสน่ห์แบบนี้ ก็ไม่ใช่รสนิยมหล่อนเลยสักนิด หล่อนติดจะชอบมาดเคร่งขรึมกับกลิ่นอายสุภาพบุรุษนักเผชิญโชคที่อบอวลอยู่รอบกายไซรัสมากกว่า
“พริสซิลล่า” ท่านผู้หญิงส่งเสียงเรียก เตือนสติ
พอโดนเรียก เจ้าของชื่อก็รีบย่อตัวลงทำความเคารพเจ้าชายองค์เล็กด้วยท่าทีงามสง่าสมสถานะ เรียกรอยยิ้มสมใจจากท่านผู้หญิงแกรนเทรนท์ได้ทันที
“ฝ่าบาท...” ท่านผู้หญิงเอ่ยเสียงหวาน “ทั้งพระองค์ทั้งพริสซิลล่าไม่ค่อยได้ออกงานเลี้ยงสังสรรค์เท่าไหร่นัก วันนี้ในวังมีงานเลี้ยงรื่นเริงให้ผู้คนได้ผ่อนคลายทั้งที...” คนเป็นแม่ก้าวเข้าประคองมือลูกสาวส่งให้เจ้าชายรูปงามอย่างนอบน้อม พร้อมออกปากมัดมือชก “หนุ่มสาวมาคุยกับคนแก่จะเบื่อเสียเปล่าๆ ถ้าอย่างไรหม่อมฉันฝากลูกสาวให้พระองค์สอนเต้นรำสักเพลงเถิดเพคะ”
พริสซิลล่าลอบมองค้อนมารดา
หล่อนคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ ตัวเองจะได้รีบทิ้งบิดาไว้แล้วออกไปยับยั้งเรื่องที่อาจจะยังไม่เกิด
ไม่นึกว่าเจ้าชายองค์นี้ จะยอมเล่นตามน้ำง่ายๆ
ในวินาทีที่โดนประคองแขนออกไปกลางโถงกว้าง คุณหนูผู้ทำอะไรก็ไม่สมความคิดเลยสักอย่างได้แต่กวาดตามองหาน้องสาว ตั้งใจว่าจะส่งสายตาให้แอนนาเบลรีบออกที่อุทยาน แต่มองหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
เพราะพริสซิลล่ามัวแต่จดจ่ออยู่กับการพยายามแก้ไขเรื่องผิดพลาด จึงลืมสังเกตไปเสียสนิท ว่าทุกอย่าง ล้วนอยู่ในสายตามารดาทั้งสิ้น...
งานเลี้ยงดำเนินไปจวบจนเวลาล่วงเลยร่วมชั่วโมง เจ้าชายผู้เที่ยวหว่านเสน่ห์ไปทั่วได้แม้กระทั่งตอนมีสตรีนางหนึ่งเต้นรำอยู่ในอ้อมแขน ก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอเป็นอิสระ
นี่ถ้าฝ่าบาทผู้งามสง่าไม่ทรงแย้มสรวลอยู่ตลอดเวลา พริสซิลล่าคงคิดว่าเจ้าชายองค์นี้ทรงจงใจแกล้งดึงตัวเธอไว้เพราะสังเกตเห็นแววความร้อนรนหาความสุขไม่ได้ในตาเธอด้วยซ้ำ
“ใกล้เที่ยงคืนแล้ว” จู่ๆ เจ้าชายน่าโมโหองค์นี้ก็ตรัสขึ้นมา
เธอจึงต้องเจรจาตามมารยาทเหมือนเคย
“เพคะ ใกล้เที่ยงคืนแล้ว”
“รู้อะไรไหม...เธอทำให้ฉันลืมเวลา”
“ไม่ปวดเมื่อยบ้างหรือเพคะ ทรงเต้นรำกับคนโน้นคนนี้ทีอยู่ตั้งนานแล้วยังมาขอหม่อมฉันเต้นรำตั้งร่วมชั่วโมง” ท่านหญิงคนโตอดแขวะไม่ได้
แทนที่จะโกรธ เจ้าชายแปลกประหลาดองค์นี้กลับหัวเราะ เหมือนพออกพอใจ
ท่าจะบ้า...
“เธอรู้อะไรไหม...” ตรงตรัสขึ้นมา สีหน้าจริงจังขึ้น “เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ฉันรู้สึกว่าช่างซื่อตรงกับความรู้สึกจนน่าแกล้ง”
“อ้อ...ก็เลยทรงกลั่นแกล้งหม่อมฉันงั้นสิ” พริสซิลล่าไม่อยากฝืนทนอีกต่อไปแล้ว
หล่อนคิดว่าอีกฝ่ายจะโกรธ ที่ไหนได้ เจ้าชายประหลาดนี่กลับจ้องลึกในตาเธอ ก่อนถามด้วยคำถามตรงไปตรงมาจนเธอตกใจ
“เธอไปทำความผิดอะไรมากันแน่...พริสซิลล่า”
“หม่อมฉัน...” คนมีชนักติดหลังพูดได้คำเดียวก็กลืนน้ำลายลงคอแล้วดันตัวอีกฝ่ายออกห่าง ถอยหลังกรูดโดยอัตโนมัติ
“เป็นอะไรไป”
“หม่อมฉันมีเรื่องต้องไปจัดการเพคะ” ตอบได้เท่านั้น ท่านหญิงคนโตจากคฤหาสน์แกรนเทรนท์ก็ยกชายกระโปรงสีน้ำเงินเข้มวิ่งผละออกไปทางประตูท้องพระโรงฝั่งตะวันออกท่ามกลางเสียงระฆังบอกเวลาเที่ยงคืน สร้างความตื่นตะลึงไม่น้อย
หล่อนวิ่งไป...วิ่งไปเรื่อยๆ จนถึงสวนไม้เลื้อยรกครึ้ม
“อยู่ที่นี่เราไม่เรียกต้นห้อง ไม่เรียกสาวใช้ ไม่เรียกคนรับใช้ ทุกคนอยู่ในฐานะพนักงานค่ะ” อัยน์นาอธิบาย “แต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบคนละอย่าง ไม่ก้าวก่ายภาระการงานกันและกัน ไม่มีการใช้งานเกินหน้าที่”“ฟังดูเป็นระบบแบบพ่อค้าพ่อขายเต็มที่เลยนะคะ” คนฟังออกความเห็นอย่างอดไม่ได้อัยน์นาหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูสบายๆ ดูสดใสจากใจจริง“ก็ฉันเป็นภรรยาพ่อค้านี่คะ”“แต่เป็นพ่อค้าที่มีความสามารถ แล้วก็สง่างามเสียยิ่งกว่าขุนนางคนไหน” มาธากล่าวแก้พออีกฝ่ายพูดถึงไซรัสขึ้นมาแบบนี้ อัยน์นาก็เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแตกต่างจากมาธา ที่ดูเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมด“หลังจากคุณหนูขึ้นรถม้าออกจากบ้านมา ท่านผู้หญิงก็เรียกดิฉันเข้าไปพบ” มาธาเริ่มเล่า น้ำเสียงอัดอั้น “ท่านพูดไม่ทันจะจบ ดิฉันก็เดาได้ ว่าอยากกดดันให้ออกจากบ้าน ดิฉันก็เลยชิงลาออกมา”“ตายจริง” อัยน์นาไม่ได้ตกใจ เธอรู้สึกแย่แทนมาธาต่างหาก มาธาทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเล็ก อยู่มาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่คนหนึ่ง ต่อให้มาธาเคยเป็นต้นห้องให้เธอตามคำสั่งเจ้ากรมการเมืองแล้วอย่างไร นั่นใช่เหตุผลที่ท่านผู้หญิงควรแล้
เมื่ออัยน์นาคล้อยหลัง ไซรัสก็ออกจากห้องนอน เดินลงบันได มุ่งหน้าเข้าหาห้องทำงานช่วงที่เดินผ่านห้องรับรองห้องใหญ่ซึ่งเวลานี้ปิดประตูแน่นสนิท เขาอดคิดไม่ได้ ว่านายหญิงคนใหม่ของอาคารหลังนี้คงไม่อยากให้เขาหรือใครเข้าไปรบกวน เพราะต้องการใช้บ่ายวันนี้เฟ้นหาคนงานหญิงคนใหม่ที่ตัวเองจะไว้ใจได้...ฟังจากที่เธอพูดวันนี้ เขาก็เดาออกทุกอย่างอัยน์นารู้แล้วว่าที่นี่วางระบบการทำงานไว้ลงตัวดีอยู่แล้ว จึงตระหนักว่าไม่ควรก้าวก่ายให้วุ่นวาย ทั้งอย่างนั้นก็เต็มใจจะรับคนงานหญิงเข้ามาตามที่เขาเสนออีกสองรายมองเผินๆ เหมือนจะทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่มาสมัครงาน และเป็นการถนอมน้ำใจ รับความปรารถนาดีจากเขาด้วยการยอมรับคนเข้ามาช่วยดูแลตัวเธอเองในเรื่องจุกจิก อาทิ การเตรียมน้ำให้อาบ การเตรียมเสื้อผ้า การช่วยแต่งตัวแต่งหน้า การคอยเป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเธอกับใครต่อใครแต่เขาแน่ใจว่าไม่ใช่แบบนั้นด้วยลักษณะนิสัยอย่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ เอาเข้าจริงแล้ว สาวน้อยแรกแย้มนางนี้ ก็แค่อยากให้ที่นี่มีคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนของตัวเองจริงๆ เสียบ้างพ่อค้าหนุ่มเดินเข้าห้องทำงาน ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งมาร่วมสองเดือนครึ่ง จ้อ
ดูไซรัสจะแปลกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอพูดเขาประคองร่างเธอให้หันหน้าเข้าหา จ้องลึกลงในตา“คนงานหญิง?”“ค่ะ” อัยน์นาตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย ทั้งที่ตอนนี้ นอกจากจะสงสัยว่าเขาจะถามทำไมแล้ว ในใจยังนึกหวั่นว่าเขาจะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ขึ้นมาจริงๆ “ทำไมเหรอคะ”“ทำไมถึงเรียกว่าคนงานหญิง”เพราะแววตาเขาดูสนใจใคร่รู้มากกว่าจะคิดอย่างอื่น อัยน์นาถึงค่อยผ่อนคลายลง“ก็ที่นี่ไม่มีคนรับใช้ชายไม่ใช่เหรอคะ” เธอคิดอย่างนี้จริงๆ “ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนรับใช้ จะให้เรียกคนงานที่รับเข้ามาใหม่ว่าสาวใช้ได้ยังไงกัน ทั้งดูแปลกๆ ทั้งดูไม่ยุติธรรมยังไงก็ไม่รู้”“แต่ถ้าดูตามหน้าที่ ก็ควรเรียกสาวใช้ไม่ใช่รึ”“ถ้าดูจากสถานการณ์ของคุณ ฉันว่าไม่ควร คุณคงไม่อยากให้ทุกคนที่ทำงานที่นี่อยู่ก่อนแล้วกับคนที่จะรับเข้ามาใหม่เกิดสับสน วางตัวลำบาก หรือแบ่งแยกชนชั้นกันใช่ไหมคะ” บอกแล้ว เจ้าของร่างอ้อนแอ้นก็รีบเลื่อนมือขึ้นกุมมือแข็งแกร่ง แล้วกลับหลังหันตั้งใจจะพาตัวเองกับชายคนนี้ออกจากสถานการณ์ล่อแหลม แต่กลับโดนอีกฝ่ายดึงเข้าสวมกอดจากด้านหลัง “ภรรยารอบคอบอย่างนี้ เห็นทีต่อไปคงต้องรบกวนให้ช่วยดูแลเรื่องคนงานแทนซะแล้ว” ลมร้อนๆ ที่ราดร
หลังร่วมโต๊ะอาหารกลางวันในห้องไม่ใหญ่ไม่เล็กบนชั้นสอง ไซรัสก็พาเธอเดินสำรวจอาณาจักรที่เขาครอบครองด้วยตัวเอง นัยว่าถ้าติดใจสงสัยเรื่องไหนให้ถามเขาได้เต็มที่ และอัยน์นาก็ยินดีใช้สิทธิ์นี้แม้จะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เธอได้ยิน อยากรู้...ว่าเขาจะอธิบายข้อสงสัยยิบย่อยในใจเธออย่างไรบ้างเขาพาเธอเดินดูทุกอย่างไล่จากตึกแถวสามชั้นสองหลังที่เพิ่งซื้อ...ตึกแถวทั้งสองหลังที่ว่านี้ตั้งโอบรับตึกหลักซึ่งปลูกเป็นอาคารสี่ชั้นที่ใหญ่โตโอ่โถงกว่าอาคารจำนวนชั้นเท่ากันหลังอื่นๆ ถึงหนึ่งในสามเท่า มองภาพรวมจากลานน้ำพุแล้ว ตึกแถวสามชั้นทั้งสองหลังชวนให้นึกถึงภูเขาสองลูกย่อมที่หนุนอยู่หลังเขาลูกใหญ่ คำอธิบายที่หลุดลอดจากริมฝีปากไซรัสไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกมันฟังดูเหมือนสิ่งที่พ่อครัวกับโทมัสและคนงานรายอื่นๆ เคยพูดไม่มีผิด ชวนให้เดาได้ว่าเขาน่าจะเคยอบรมผู้ติดตามและคนงานเกี่ยวกับการตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ถัดจากด้านนอกตัวอาคารคือโถงกว้างที่ดัดแปลงเป็นร้านค้า อัยน์นาพบว่าไซรัสแบ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งค้าขายแพรพรรณ มีโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องบริ
อันที่จริง ก่อนที่จะแต่งงาน ท่านเจ้ากรมเรียกเธอเข้าไปคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับ ‘ว่าที่ลูกเขย’ มาแล้ว และเธอก็ยืนยันไปแล้ว ว่าไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะเลือกอาณาจักรนี้และพ่อบังเกิดเกล้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาบอกว่าเป็นชนชั้นล่างในหมู่ชนชั้นล่างของอาณาจักรนี้ เรื่องที่บอกว่าเอาอัญมณีมาจากที่ไหน เรื่องที่บอกว่ารู้จักกับใครที่ไหนอย่างไรบ้าง ต้องการอะไร มีแผนการมีความคิดความอ่านแบบไหน กระทั่งข้อมูลทุกอย่างที่สืบค้นได้ด้วยตัวเอง ท่านเจ้ากรมก็บอกเธอหมดแล้วทุกเรื่อง“ท่านได้เล่าให้ฟังไหม ว่าอัญมณีในร้านนี้ มาจากไหน”“เรื่องนี้คุณพ่อไม่ได้พูดถึงหรอกค่ะ”ไซรัสค้นลึกลงในตาเธออัยน์นาคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้คนตรงหน้า แน่ใจว่าเขาจะไม่พบร่องรอยอะไร “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องพวกนี้ล่ะคะ”“เพราะฉันอยากรู้ ว่าต้องเริ่มเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เธอฟังตั้งแต่ตรงไหน” บอกแล้ว คนพูดเหมือนจะไขทุกข้อข้องใจให้เธอวันนี้ ก็โอบเอว พาเธอเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุด “อัญมณีทุกชิ้นที่เรามี มาจากแหล่งอัญมณีนอกอาณาจักร” เขาขยับริมฝีปากเล่า น้ำเสียงจริงจัง “พวกมันมาจากโพรงดินหลังแนวเขาทางตอนเหนือของอาณาจักรนี้...พ
“นายท่านมีเรื่องอยากปรึกษานายหญิง...” ผู้จัดการร้านหนุ่มขยับริมฝีปากพูด หลังนิ่งงันไปชั่วครู่“พอจะรู้ไหมจ๊ะ ว่าเรื่องอะไร” เธอเจตนาถามลองเชิงไม่แปลกใจนักที่อีกฝ่ายเลือกคลี่ยิ้มน้อยๆ แล้วผายมือคล้ายเชื้อเชิญให้เธอเดินนำออกจากห้องครัว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เชิญนายหญิงที่ห้องทำงานนายท่านดีกว่า นายท่านน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่ามากนัก”คนคนนี้มีส่วนคล้ายคนน่าโมโหนั่นจริงๆ นั่นแหละอัยน์นาพยักหน้าน้อยๆ ให้อีกฝ่ายแทนการรับรู้ ก่อนก้าวขาเดินนำอย่างไม่รีบร้อน สองขาก้าวไป ในใจก็อดคิดไม่ได้ ว่าหลักการ ‘ดูนายให้ดูบ่าว’ ที่มีมาแต่โบราณช่างน่าอัศจรรย์นายบ่าวมักเรียนรู้จากกันและกัน...คนเราจะสนิทสนมรู้ใจกันได้ ต้องมีบางสิ่งคล้ายคลึงกัน...ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงหลักการง่ายๆ แต่กลับใช้ดูคนได้แม่นนักอัยน์นาก้าวขาเดินตามการชี้นำจากคนเดินตาม มุ่งหน้าเข้าหาสถานที่ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีใครรออยู่ ไม่นานนักก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดทางเดินกรุพื้นและผนังสีดำสนิทแค่ดูจากข้างนอก เธอก็พอจะเดาออก ว่าห้องที่อยู่ด้านหลังประตูบานคู่สลักลายขนปีกสวยแปลกตาห้องนี้ กว้างขว



![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



