LOGINทำยังไงดี จะทำยังไงดี พริสซิลล่าได้แต่ยืนเก็บอาการ พยายามไม่ทำตัวกระสับกระส่ายทั้งที่ในใจร้อนรนจนแทบบ้า ไม่รู้ว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี
ยิ่งเห็นบริกรร่างสูงผู้ร่วมแผนการผลุนผลันออกจากสวนไม้เลื้อยเพียงลำพัง เธอก็ยิ่งตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก
ใจอยากจะไปซักถาม แต่ก็ติดว่ากลุ่มท่านหญิงจากหลายๆ ตระกูลยังคงปักหลักยืนคุยกับเธอ ไม่ยอมเดินแยกไปไหนสักที
ไม่ใช่แค่กลุ่มผู้หญิงช่างนินทานี่เท่านั้น ไม่นานนัก เจ้ากรมการเมือง ริชาร์ด แกรนเทรนท์ บิดาเธอ ยังเดินลงมาหาถึงที่ ดูจากสีหน้าก็รู้แล้ว ว่าคนเป็นพ่อคงรู้สึกผิดปกติที่ลูกสาวหายไปจากงานเลี้ยงพร้อมๆ กันทั้งสามคน...คงกังวลว่าจะเกิดเรื่องอย่างงานเลี้ยงระดมทุนคราวก่อน
บ้าจริง...ทำไมทุกอย่างมันถึงได้ผิดแผนไปหมดแบบนี้ ยิ่งคิดว่าอาจเกิดอะไรขึ้นใต้อุโมงค์ไม้เลื้อย คนเจ้าแผนการก็ยิ่งร้อนใจ ทั้งโกรธ ทั้งโมโห ที่อะไรต่ออะไรไม่เป็นไปอย่างที่คิด
ดูจากสีหน้าบริกรตัวโย่งนั่น พริสซิลล่าพอเดาออก ว่าผู้สมรู้ร่วมคิดรายนี้คงจะไม่สบอารมณ์ผสมกลัวความผิดเหมือนๆ กับเธอ ต่างกันนิดหน่อยตรงที่พอลองคิดดูให้ดีแล้วสถานการณ์ชายคนนี้ยังไม่นับว่าย่ำแย่สักเท่าไหร่ ถ้าจนแต้มขึ้นมาจริงๆ เขาอาจเปิดเผยเรื่องนี้เพื่อเอาตัวรอดก็ได้ หรือไม่ก็อาจไปแจ้งใครสักคนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในสวนไม้เลื้อยรกครึ้ม โดยพูดให้ตัวเองดูดีเข้าว่า แล้วโยนทุกเรื่องที่ฟังดูไม่เข้าท่าไปให้ไซรัส
พริสซิลล่าไม่รู้เลย ว่าควรจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร รู้เพียงแต่ถ้าบริกรนั่นปริปากพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะในแง่ไหน สิ่งที่เธอจะได้รับ ก็มีแต่ผลเสียเท่านั้น
ข้างหนึ่งก็ชื่อเสียงหน้าตาในวงสังคม
อีกข้างหนึ่งก็ชายหนุ่มที่ตนพึงใจ
จะทำยังไงดี...จะทำยังไงดี...นักบงการมือใหม่ได้แต่คิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น
คนข้างนอกอุทยานร้อนใจ แต่สองคนข้างใน กลับร้อนไปอีกอย่าง
ท่ามกลางเส้นทางลึกลับซับซ้อนกรุ่นกลิ่นดอกไม้หอมหวาน สองร่างต่างยืนหลับตาพริ้มกอดเกาะจุมพิตกันแน่นสนิทจนไม่เหลือช่องว่างระหว่างกาย
นาทีนี้ เสื้อผ้าหรูหราบนตัวอีกฝ่ายกลายเป็นของเกะกะน่ารำคาญ พวกมันค่อยๆ โดนปลดเปลื้องออกไป ทีละน้อย ทีละน้อย ตามแต่ฝ่ามือแข็งแกร่งและสองมือขาวเนียนนุ่มจะลากผ่าน
โครงเหล็กดัดผนังอุโมงค์ไม้เลื้อยกลายเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำยันให้สองร่างยังยืนอยู่ได้ แต่ไม่มีใครสนใจ สิ่งที่เขาและเธอสนใจมีเพียงกันและกันเท่านั้น
เมื่อไม่มีใครห้ามปรามก็ไม่มีใครหยุด ต่างฝ่ายต่างโดนฉุดเข้าสู่โลกอีกใบที่ใช้เพียงสัญชาตญาณขับเคลื่อน
ไม่มีใครพรากอะไรไปจากใคร มีเพียงการให้...และรับ ให้...และรับ แลกเปลี่ยนกันด้วยภาษาแปลกประหลาดที่มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่เข้าใจ
ในวินาทีที่เหมือนโลกหยุดหมุน อัยน์นารู้สึกคล้ายมองเห็นปีกสีดำสนิทส่องประกายสะท้อนแสงจันทร์
แต่เพียงไม่นาน...ภาพที่คล้ายผุดจากจินตนาการฝันเฟื่องภาพนั้น ก็ถูกแทนที่ด้วยหมอกควันขุ่นขาว ชวนให้เธอรู้สึกเหมือนลอยคว้างอยู่ในโลกความฝันไร้ขอบเขต
เธอไม่รู้...ไม่รู้เลยว่าความฝันนี้จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน รู้เพียงแต่มันอาจจะดี หากว่าความฝันนี้...จะไม่มีวันจบลง
“อยู่ที่นี่เราไม่เรียกต้นห้อง ไม่เรียกสาวใช้ ไม่เรียกคนรับใช้ ทุกคนอยู่ในฐานะพนักงานค่ะ” อัยน์นาอธิบาย “แต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบคนละอย่าง ไม่ก้าวก่ายภาระการงานกันและกัน ไม่มีการใช้งานเกินหน้าที่”“ฟังดูเป็นระบบแบบพ่อค้าพ่อขายเต็มที่เลยนะคะ” คนฟังออกความเห็นอย่างอดไม่ได้อัยน์นาหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูสบายๆ ดูสดใสจากใจจริง“ก็ฉันเป็นภรรยาพ่อค้านี่คะ”“แต่เป็นพ่อค้าที่มีความสามารถ แล้วก็สง่างามเสียยิ่งกว่าขุนนางคนไหน” มาธากล่าวแก้พออีกฝ่ายพูดถึงไซรัสขึ้นมาแบบนี้ อัยน์นาก็เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแตกต่างจากมาธา ที่ดูเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมด“หลังจากคุณหนูขึ้นรถม้าออกจากบ้านมา ท่านผู้หญิงก็เรียกดิฉันเข้าไปพบ” มาธาเริ่มเล่า น้ำเสียงอัดอั้น “ท่านพูดไม่ทันจะจบ ดิฉันก็เดาได้ ว่าอยากกดดันให้ออกจากบ้าน ดิฉันก็เลยชิงลาออกมา”“ตายจริง” อัยน์นาไม่ได้ตกใจ เธอรู้สึกแย่แทนมาธาต่างหาก มาธาทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเล็ก อยู่มาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่คนหนึ่ง ต่อให้มาธาเคยเป็นต้นห้องให้เธอตามคำสั่งเจ้ากรมการเมืองแล้วอย่างไร นั่นใช่เหตุผลที่ท่านผู้หญิงควรแล้
เมื่ออัยน์นาคล้อยหลัง ไซรัสก็ออกจากห้องนอน เดินลงบันได มุ่งหน้าเข้าหาห้องทำงานช่วงที่เดินผ่านห้องรับรองห้องใหญ่ซึ่งเวลานี้ปิดประตูแน่นสนิท เขาอดคิดไม่ได้ ว่านายหญิงคนใหม่ของอาคารหลังนี้คงไม่อยากให้เขาหรือใครเข้าไปรบกวน เพราะต้องการใช้บ่ายวันนี้เฟ้นหาคนงานหญิงคนใหม่ที่ตัวเองจะไว้ใจได้...ฟังจากที่เธอพูดวันนี้ เขาก็เดาออกทุกอย่างอัยน์นารู้แล้วว่าที่นี่วางระบบการทำงานไว้ลงตัวดีอยู่แล้ว จึงตระหนักว่าไม่ควรก้าวก่ายให้วุ่นวาย ทั้งอย่างนั้นก็เต็มใจจะรับคนงานหญิงเข้ามาตามที่เขาเสนออีกสองรายมองเผินๆ เหมือนจะทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่มาสมัครงาน และเป็นการถนอมน้ำใจ รับความปรารถนาดีจากเขาด้วยการยอมรับคนเข้ามาช่วยดูแลตัวเธอเองในเรื่องจุกจิก อาทิ การเตรียมน้ำให้อาบ การเตรียมเสื้อผ้า การช่วยแต่งตัวแต่งหน้า การคอยเป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเธอกับใครต่อใครแต่เขาแน่ใจว่าไม่ใช่แบบนั้นด้วยลักษณะนิสัยอย่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ เอาเข้าจริงแล้ว สาวน้อยแรกแย้มนางนี้ ก็แค่อยากให้ที่นี่มีคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนของตัวเองจริงๆ เสียบ้างพ่อค้าหนุ่มเดินเข้าห้องทำงาน ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งมาร่วมสองเดือนครึ่ง จ้อ
ดูไซรัสจะแปลกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอพูดเขาประคองร่างเธอให้หันหน้าเข้าหา จ้องลึกลงในตา“คนงานหญิง?”“ค่ะ” อัยน์นาตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย ทั้งที่ตอนนี้ นอกจากจะสงสัยว่าเขาจะถามทำไมแล้ว ในใจยังนึกหวั่นว่าเขาจะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ขึ้นมาจริงๆ “ทำไมเหรอคะ”“ทำไมถึงเรียกว่าคนงานหญิง”เพราะแววตาเขาดูสนใจใคร่รู้มากกว่าจะคิดอย่างอื่น อัยน์นาถึงค่อยผ่อนคลายลง“ก็ที่นี่ไม่มีคนรับใช้ชายไม่ใช่เหรอคะ” เธอคิดอย่างนี้จริงๆ “ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนรับใช้ จะให้เรียกคนงานที่รับเข้ามาใหม่ว่าสาวใช้ได้ยังไงกัน ทั้งดูแปลกๆ ทั้งดูไม่ยุติธรรมยังไงก็ไม่รู้”“แต่ถ้าดูตามหน้าที่ ก็ควรเรียกสาวใช้ไม่ใช่รึ”“ถ้าดูจากสถานการณ์ของคุณ ฉันว่าไม่ควร คุณคงไม่อยากให้ทุกคนที่ทำงานที่นี่อยู่ก่อนแล้วกับคนที่จะรับเข้ามาใหม่เกิดสับสน วางตัวลำบาก หรือแบ่งแยกชนชั้นกันใช่ไหมคะ” บอกแล้ว เจ้าของร่างอ้อนแอ้นก็รีบเลื่อนมือขึ้นกุมมือแข็งแกร่ง แล้วกลับหลังหันตั้งใจจะพาตัวเองกับชายคนนี้ออกจากสถานการณ์ล่อแหลม แต่กลับโดนอีกฝ่ายดึงเข้าสวมกอดจากด้านหลัง “ภรรยารอบคอบอย่างนี้ เห็นทีต่อไปคงต้องรบกวนให้ช่วยดูแลเรื่องคนงานแทนซะแล้ว” ลมร้อนๆ ที่ราดร
หลังร่วมโต๊ะอาหารกลางวันในห้องไม่ใหญ่ไม่เล็กบนชั้นสอง ไซรัสก็พาเธอเดินสำรวจอาณาจักรที่เขาครอบครองด้วยตัวเอง นัยว่าถ้าติดใจสงสัยเรื่องไหนให้ถามเขาได้เต็มที่ และอัยน์นาก็ยินดีใช้สิทธิ์นี้แม้จะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เธอได้ยิน อยากรู้...ว่าเขาจะอธิบายข้อสงสัยยิบย่อยในใจเธออย่างไรบ้างเขาพาเธอเดินดูทุกอย่างไล่จากตึกแถวสามชั้นสองหลังที่เพิ่งซื้อ...ตึกแถวทั้งสองหลังที่ว่านี้ตั้งโอบรับตึกหลักซึ่งปลูกเป็นอาคารสี่ชั้นที่ใหญ่โตโอ่โถงกว่าอาคารจำนวนชั้นเท่ากันหลังอื่นๆ ถึงหนึ่งในสามเท่า มองภาพรวมจากลานน้ำพุแล้ว ตึกแถวสามชั้นทั้งสองหลังชวนให้นึกถึงภูเขาสองลูกย่อมที่หนุนอยู่หลังเขาลูกใหญ่ คำอธิบายที่หลุดลอดจากริมฝีปากไซรัสไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกมันฟังดูเหมือนสิ่งที่พ่อครัวกับโทมัสและคนงานรายอื่นๆ เคยพูดไม่มีผิด ชวนให้เดาได้ว่าเขาน่าจะเคยอบรมผู้ติดตามและคนงานเกี่ยวกับการตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ถัดจากด้านนอกตัวอาคารคือโถงกว้างที่ดัดแปลงเป็นร้านค้า อัยน์นาพบว่าไซรัสแบ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งค้าขายแพรพรรณ มีโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องบริ
อันที่จริง ก่อนที่จะแต่งงาน ท่านเจ้ากรมเรียกเธอเข้าไปคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับ ‘ว่าที่ลูกเขย’ มาแล้ว และเธอก็ยืนยันไปแล้ว ว่าไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะเลือกอาณาจักรนี้และพ่อบังเกิดเกล้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาบอกว่าเป็นชนชั้นล่างในหมู่ชนชั้นล่างของอาณาจักรนี้ เรื่องที่บอกว่าเอาอัญมณีมาจากที่ไหน เรื่องที่บอกว่ารู้จักกับใครที่ไหนอย่างไรบ้าง ต้องการอะไร มีแผนการมีความคิดความอ่านแบบไหน กระทั่งข้อมูลทุกอย่างที่สืบค้นได้ด้วยตัวเอง ท่านเจ้ากรมก็บอกเธอหมดแล้วทุกเรื่อง“ท่านได้เล่าให้ฟังไหม ว่าอัญมณีในร้านนี้ มาจากไหน”“เรื่องนี้คุณพ่อไม่ได้พูดถึงหรอกค่ะ”ไซรัสค้นลึกลงในตาเธออัยน์นาคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้คนตรงหน้า แน่ใจว่าเขาจะไม่พบร่องรอยอะไร “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องพวกนี้ล่ะคะ”“เพราะฉันอยากรู้ ว่าต้องเริ่มเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เธอฟังตั้งแต่ตรงไหน” บอกแล้ว คนพูดเหมือนจะไขทุกข้อข้องใจให้เธอวันนี้ ก็โอบเอว พาเธอเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุด “อัญมณีทุกชิ้นที่เรามี มาจากแหล่งอัญมณีนอกอาณาจักร” เขาขยับริมฝีปากเล่า น้ำเสียงจริงจัง “พวกมันมาจากโพรงดินหลังแนวเขาทางตอนเหนือของอาณาจักรนี้...พ
“นายท่านมีเรื่องอยากปรึกษานายหญิง...” ผู้จัดการร้านหนุ่มขยับริมฝีปากพูด หลังนิ่งงันไปชั่วครู่“พอจะรู้ไหมจ๊ะ ว่าเรื่องอะไร” เธอเจตนาถามลองเชิงไม่แปลกใจนักที่อีกฝ่ายเลือกคลี่ยิ้มน้อยๆ แล้วผายมือคล้ายเชื้อเชิญให้เธอเดินนำออกจากห้องครัว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เชิญนายหญิงที่ห้องทำงานนายท่านดีกว่า นายท่านน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่ามากนัก”คนคนนี้มีส่วนคล้ายคนน่าโมโหนั่นจริงๆ นั่นแหละอัยน์นาพยักหน้าน้อยๆ ให้อีกฝ่ายแทนการรับรู้ ก่อนก้าวขาเดินนำอย่างไม่รีบร้อน สองขาก้าวไป ในใจก็อดคิดไม่ได้ ว่าหลักการ ‘ดูนายให้ดูบ่าว’ ที่มีมาแต่โบราณช่างน่าอัศจรรย์นายบ่าวมักเรียนรู้จากกันและกัน...คนเราจะสนิทสนมรู้ใจกันได้ ต้องมีบางสิ่งคล้ายคลึงกัน...ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงหลักการง่ายๆ แต่กลับใช้ดูคนได้แม่นนักอัยน์นาก้าวขาเดินตามการชี้นำจากคนเดินตาม มุ่งหน้าเข้าหาสถานที่ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีใครรออยู่ ไม่นานนักก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดทางเดินกรุพื้นและผนังสีดำสนิทแค่ดูจากข้างนอก เธอก็พอจะเดาออก ว่าห้องที่อยู่ด้านหลังประตูบานคู่สลักลายขนปีกสวยแปลกตาห้องนี้ กว้างขว







